ประทับนั่งที่พระเชตวันมหาวิหาร เมื่อประทานธรรมบูชา แก่ภิกษุบริษัท
และภิกษุณีบริษัท จึงทรงปรารภวีโณปมสูตร. ก็วีโณปมสูตรนี้นั้น ถึงจะ
ทรงปรารภหมายเอาบริษัททั้งสอง ( เท่านั้น ) ก็จริง ถึงกระนั้น ก็มิได้
ทรงห้ามบริษัทที่ ๔. เพราะฉะนั้น แม้บริษัททั้งมวล ก็ควรฟังได้ ทั้งมี
ศรัทธาได้ด้วย ทั้งบำเพ็ญให้บริบูรณ์แล้ว๑ ก็จะได้ดื่มอรรถ แห่พระ-
ธรรมเทศนานั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ฉนฺโท เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ .
ตัณหาที่มีกำลังอ่อนแรกเกิด ชื่อว่า ฉันทะ ฉันทะนั้นไม่สามารถ
เพื่อให้กำหนัดได้. แต่ตัณหาที่มีกำลัง เมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ จึงชื่อว่า ราคะ
ราคะนั้นสามารถทำให้กำหนัดยินดีได้. ความโกรธที่มีกำลังน้อย แรกเกิด
ไม่สามารถ๒เพื่อจะถือท่อนไม้เป็นต้นได้ ชื่อว่าโทสะ. ส่วนความโกรธที่มี
กำลังมาก เกิดขึ้นติดต่อกันมา สามารถจะทำการเหล่านั้นได้ ชื่อว่า ปฏิฆะ.
ส่วนความไม่รู้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความหลงและความงมงาย ชื่อว่า
โมหะ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ในสูตรนี้ เป็นอันท่านสงเคราะห์อกุศลมูล ๓
ไว้ด้วยบทที่ ๕. เมื่อถือเอาอกุศลมูลเหล่านั้นแล้ว กิเลสที่มีอกุศลธรร่ม
เหล่านั้นเป็นมูล ก็เป็นอันทรงหมายเอาแล้วแล.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบททั้ง ๒ ว่า ฉนฺโท ราโค นี้ เป็นอันทรง
หมายเอา จิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภจิต ๘ ดวง.
๑. ปาฐะว่า ปริโยคาหิตฺวา ปสฺส ฉบับพม่าเป็น ปริโยคาหิตฺวา จสฺส แปลตาม
ฉบับพม่า.
๒. ปาฐะว่า สมตฺโถ ฉบับพม่าเป็น อสมตฺโถ แปลตามฉบับพม่า.