พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 478 (เล่ม 28)

บทว่า ทฬฺหํ แปลว่า มั่นคง.
บทว่า ปาการโตรณํ ได้แก่กำแพงที่มั่นคง และเสาค่ายที่มั่นคง.
อันธรรมดาว่า เสาค่ายสูง ๑ ช่วงคน เขาสร้างไว้เพื่อเป็นเครื่อง
ประดับนคร ทั้งเป็นสถานที่สำหรับป้องกันโจรได้เหมือนกัน.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โตรณํ นั่น เป็นชื่อของบานประตู๑ หมาย
ความว่า มีบานประตูแข็งแรง.
บทว่า. ฉทฺวารํ ความว่า ธรรมดาว่าประตูเมือง ย่อมมีประตูเดียว
บ้าง ๒ ประตูบ้าง ๑๐๐ ประตูบ้าง ๑๐๐๐ ประตูบ้าง. แต่ในที่นี้พระศาสดา
เมื่อจะทรงแสดงนครมี ๖ ประตู จึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า ปเณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ฉลาด.
บทว่า พฺยตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เฉียบแหลม คือ
มีญาณอันผ่องใส.
บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือ ปัญญาสำหรับ
วินิจฉัยเหตุที่เกิดขึ้น.
พึงทำเนื้อความในคำว่า ปุรตฺถิมาย ทิสาย เป็นต้น ให้แจ่มแจ้ง
แล้วทราบความหมายอย่างนี้ ( ดังต่อไปนี้ ) เถิด.
ได้ยินว่า ในมหานครอันมั่งคั่ง พระราชาผู้ประกอบด้วยรตนะทั้ง
๗ ประการ ทรงครองจักรพรรดิราชสมบัติ ( แต่ว่า ) ปัจจันตนครนั่นของ
พระองค์ กลับขาดผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์๒ ครานั้นราชบุรุษทั้งหลาย
๑.ปาฐะว่า ปีฐสงฺฆาตสฺเสตํ ฉบับพม่าเป็น ปิฏฺฐสงฺฆาตสฺเสตํ แปลตามฉบับพม่า
๒. ปาฐะว่า ตสฺเสตํ น ปจจนฺตนครํ ราชายุตฺตวิรหิตํ ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสตํ
ปจฺจนฺตนครํ ราชายุตฺตวิรหิตํ แปลตามฉบับพม่า.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 479 (เล่ม 28)

จึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ในนครของพวกข้าพระองค์ ไม่มีผู้ปฏิบัติ
ราชการแทนพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดประทานผู้ปฏิบัติราชการแทน
พระองค์ ให้พวกข้าพระองค์ สักคนหนึ่งเถิด.
พระราชาพระราชทาน พระราชโอรสพระองค์หนึ่ง แล้วตรัสว่า
ไปเถิด จงพาเอาราชบุตรนั่นไปอภิเษกไว้ในเมืองนั้น ให้รับตำแหน่งมี
ตำแหน่ง วินิจฉัยเป็นต้น แล้วอยู่เถิด. ราชบุรุษเหล่านั้น ได้ทำตาม
กระแสพระราชดำรัส.
เพราะคลุกคลีอยู่กับมิตรที่เลว ล่วงไปได้ ๒ - ๓ วัน ราชโอรสก็
กลายเป็นนักเลงสุรา ละเลยตำแหน่งทุกอย่างมีตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น
อันเหล่านักเลงแวดล้อม ดื่มสุรา ปล่อยวันและคืนให้ล่วงไป ด้วยความ
สนุกสนานเพลิดเพลินกับการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น อยู่ท่ามกลางนคร.
ต่อมา ราชบุรุษทั้งหลาย ได้กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ.
พระราชาทรงสั่งบังคับ อำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่งว่า เจ้าจงไปตักเตือน
พระกุมารให้รับผิดชอบต่อตำแหน่งมีการวินิจฉัยคดีเป็นต้น อภิเษกใหม่
แล้วค่อยกลับมา.
อำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์ไม่สามารถจะตักเตือน
พระกุมารได้หรอก พระกุมารเป็นคนดุร้าย ( บางที ) จะพึงฆ่าข้าพระองค์
ก็ได้.
๑. ปาฐะว่า อมฺหากํ เทวนคเร อายุตฺตโก เทหิ ฉบับพม่าเป็น อมฺหากํ เทว นคเร
อายุตฺตโก นตฺถิ แปลตามฉบับพม่า.

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 480 (เล่ม 28)

ครานั้น พระราชาจึงสั่งบังคับนายทหารผู้สมบูรณ์ด้วยพลังคนหนึ่ง
ว่า เจ้าจงไปกับอำมาตย์นี้ ถ้าพระกุมารนั้นไม่ยอมอยู่ในโอวาท ก็จงตัด
ศีรษะเขาเสีย.
ด้วยพระบรมราชโองการนี้ ราชทูตด่วนทั้งคู่ คือ อำมาตย์และ๑
นายทหารผู้นั้น ก็พากันไปในเมืองนั้น แล้วถามนายทวารบาลว่า พ่อมหา
จำเริญ พระกุมารผู้ว่าการพระนครอยู่ที่ไหน. นายทวารบาลตอบว่า
( ขณะนี้ ) พระองค์อันเหล่านักเลงห้อมล้อม ประทับนั่งเสวยน้ำจัณฑ์
ทรงเกษมสำราญอยู่กับการขับร้องเป็นต้น อยู่ที่ทางสามแยกกลางนคร.
ทันใดนั้น ราชทูตทั้งคู่นั้น จึงเข้าไปเฝ้าแล้วทูลว่า มีพระบรม-
ราชโองการให้อมาตย์ยังเป็นใหญ่ ( รักษาการ ) ในเมืองนี้ไปก่อน ขอ-
พระองค์จงรับสั่งให้เขารับผิดชอบตำแหน่งวินิจฉัยเป็นต้น แล้วจงปกครอง
บ้านเมืองให้ดี.
พระกุมารประทับนั่ง เป็นเหมือนไม่ทรงได้ยิน. เมื่อเหตุการณ์
เป็นเช่นนี้ ทูตฝ่ายทหาร ก็จับพระเศียรของพระกุมารนั้น แล้วชัก-
พระขรรค์ออกพร้อมทั้งทูลว่า ถ้าพระองค์จะทำตามพระราชอาญาก็จงทำ
เสียเถิด หากไม่ทำ หม่อมฉันจักบั่นพระเศียร ( ของพระองค์) ให้หลุด
หล่นลงเสียในที่นี้แหละ. เหล่านักเลงผู้คอยบำรุงบำเรอก็หนีกระจัดกระจาย
ไปคนละทิศละทางในทันใดนั้นเอง. พระกุมารตกพระทัยกลัว ยอมรับ
พระราชสาสน์.
๑. ปาฐะว่า โยโธ วา ฉบับพม่าเป็นโยโธ จ (แปลตามฉบับพม่า)

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 481 (เล่ม 28)

ครั้นแล้ว ราชทูตทั้งคู่นั้น ก็ทำการอภิเษก แก่พระกุมารนั้น
ในที่นั้นนั่นแล แล้วให้ยกเศวตฉัตรขึ้น มอบพระบรมราชโองการที่มี
พระดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไว้ว่า เจ้าจงปกครองบ้านเมืองโดย
ชอบเถิด ดังนี้แล้ว เดินทางกลับไปตามทางที่มาแล้วนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงทำเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง จึงตรัส
คำว่า ปุรตฺถิมาย ทิสาย เป็นต้น.
ในสูตรนั้น มีข้ออุปมาเปรียบเทียบ ดังต่อไปนี้:-
ก็พระนครคือนิพพาน พึงเห็นเหมือนมหานครที่มั่งคั่ง. พระธรรม
ราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยโพชฌงค์รตนะ ๗ ประการ พึงเห็น
เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ประกอบด้วยรตนะ ๗ ประการ. นครคือ
กายของตน พึงเห็นเหมือนนครชายแดน. จิตตุปบาทที่โกงของภิกษุนี้
พึงเห็นเหมือนราชบุตรโกง ( ทรราช ) ในนครนั้น เวลาที่ภิกษุนี้พรั่ง
พร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ราชบุตร ( ทรราช ) อันเหล่า
นักเลงแวดล้อม. สมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือน
ราชทูตเร็วทั้งคู่. เวลาที่จิตถูกสมาธิในปฐมฌานเกิดขึ้น ตรึงไว้มิให้
หวั่นไหว พึงเห็นเหมือนเวลาที่ราชบุตรทรราชถูกทหารใหญ่จับพระเศียร.
ภาวะที่เมื่อปฐมฌาน พอเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์ ๕ ก็อยู่ห่างไกล พึงเห็น
เหมือนภาวะที่เมื่อราชบุตรทรราช พอถูกทหารใหญ่จับพระเศียร เหล่า
นักเลงทั้งหลายก็หนีกระจัดกระจายไปไกลคนละทิศละทาง. เวลาที่ภิกษุนั้น
ออกจากฌาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่ทหารใหญ่ พอราชบุตรทรราชรับรองว่า
จักทำตามพระบรมราชโองการ ก็ปล่อยพระราชกุมาร.

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 482 (เล่ม 28)

เวลาที่ภิกษุนั้นทำจิตให้ควรแก่การงาน ด้วยสมาธิแล้ว เจริญ-
วิปัสสนากัมมัฏฐาน พึงเห็นเหมือนเวลาที่อำมาตย์ทูลให้ทราบกระแส
พระบรมราชโองการ ( แก่ราชบุตร )
การที่ภิกษุผู้อาศัยสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้ว
สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ยกเศวตฉัตรคือวิมุตติขึ้น พึงทราบเหมือนการที่
ราชบุตรนั้น อันราชทูตทั้งคู่นั้นทำการอภิเษก แล้วยกเศวตฉัตรขึ้นถวาย
ในเมืองนั้นนั่นแล.
ส่วนเนื้อความของบททั้งหลาย มีอาทิว่า จาตุมฺมหาภูติกสฺส ใน
คำมีอาทิว่า นครนฺติ โข ภิกฺขุ อิมสฺเสตํ จาตุมฺมหาภูติกสฺส กายสฺส
อธิวจนํ ได้อธิบายไว้อย่างพิสดารแล้วในตอนต้น.
ก็ในสูตรนี้ กายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นคร เพราะเป็น
ที่ประทับอยู่ของราชบุตร คือวิญญาณอย่างเดียว.
อายตนะ ๖ ตรัสเรียกว่า ทวาร เพราะเป็นประตู ( ทางออก )
ของราชบุตร คือ วิญญาณนั้น นั่นแล.
สติ ตรัสเรียกว่า นายทวารบาล ( คนเฝ้าประตู ) เพราะเฝ้า
ประจำอยู่ ในทวารทั้ง ๖ นั้น.
ในบทนี้ว่า สมถะ และ วิปัสสนา เป็น ราชทูตด่วน สมถะพึง
ทราบว่า เหมือนทหารใหญ่ วิปัสสนา พึงทราบว่าเหมือนอำมาตย์ ผู้
ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต เพราะถูกพระธรรมราชา ผู้ตรัสบอก
กัมมัฏฐาน ทรงส่งไปแล้ว.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 483 (เล่ม 28)

บทว่า มชฺเฌ สึฆาฏโก ความว่า ทางสามแยกกลางนคร.
บทว่า มหาภูตานํ ได้แก่ มหาภูตรูปอันเป็นที่อาศัยของหทยวัตถุ
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศัพท์ว่า มหาภูตรูป ๔ ไว้ก็เพื่อแสดง
( นิสสย ) ปัจจัยของวัตถุรูปนั่นเอง.
พระราชบุตร คือ วิปัสสนาจิต ประทับนั่งอยู่ที่ทางสามแยกคือหทย
รูป ในท่ามกลาง ( นครคือ ) กาย อันเหล่าราชทูต คือสมถะและวิปัสสนา
พึงอภิเษกต้องการอภิเษกเป็นพระอรหันต์ พึงเห็นเหมือนพระราชกุมารนั้น
( ประทับนั่ง ) อยู่กลางนคร.
ส่วนพระนิพพานตรัสเรียกว่า ยถาภูตพจน์ เพราะขยายสภาพ
ตามเป็นจริง มิได้หวั่นไหว.
ก็อริยมรรค ตรัสเรียกว่า ยถาคตมรรค เพราะอธิบายว่าวิปัสสนา
มรรคแม้นี้ ก็เป็นเช่นกับวิปัสสนามรรค อันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเอง
เพราะประกอบดีแล้ว ด้วยองค์ ๘.
ข้อเปรียบเทียบ ( ดังจะกล่าวต่อไปนี้ ) เป็นข้อเปรียบเทียบ ในฝ่าย
ที่นำมา เพื่อทำความนั้นเองให้ปรากฏชัด.
อธิบายว่า ในสูตรนี้ อุปมาด้วยทวาร ๖ ( พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ยก ) มาเพื่อแสดงถึงพระขีณาสพ ผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจผัส-
สายตนะ ๖.
อุปมาด้วยเจ้านคร ( พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก ) มาเพื่อแสดงถึง
พระขีณาสพ ผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจเบญจขันธ์

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 484 (เล่ม 28)

อุปมาด้วยทางสามแยก ( พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก ) มาเพื่อแสดง
ถึงพระขีณาสพ ผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจเตภูมิกธรรม.
แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสัจจะทั้ง ๔ นั่นแหละไว้
โดยย่อ.
แท้จริง ทุกขสัจนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้แล้วด้วยองค์
ประกอบของเมืองทั้งหมด. นิโรธสัจ ตรัสไว้แล้วด้วยยถาภูตวจนะ มัคคสัจ
ตรัสไว้แล้วด้วยถาคตมรรค. ส่วนตัณหาที่เป็นเหตุให้ทุกข์เกิด คือ
สมุทยสัจ.
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้ถามปัญหา ได้ดำรงอยู่ใน
โสดาปัตติผลแล.
จบ อรรถกถากิงสุกลสูตรที่ ๘
๙. วีณาสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเปรียบด้วยพิณ
[๓๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความกำหนัด ความ
ขัดเคือง ความหลง หรือแม้ความคับแค้นใจในรูปอันบุคคลพึงรู้แจ้งด้วย
จักษุ พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือแก่ภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณี
พึงห้ามจิตเสียจากรูปอันบุคคลพึงรู้แจ้งด้วยจักษุนั้น ด้วยมนสิการว่า หน-
ทางนั้นมีภัย มีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า มีหนาม มีรกชัฏ เป็นทางผิด เป็น
ทางอันบัณฑิตเกลียด และเป็นทางที่ไปลำบาก เป็นทางอันอสัตบุรุษ

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 485 (เล่ม 28)

ดำเนินไป ไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนินไป ท่านไม่ควรดำเนินทางนั้น ภิกษุ
หรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจากรูปอันบุคุคลพึงรู้แจ้งด้วยจักษุนั้น ฯลฯ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง หรือ
แม้ความคับแค้นใจในธรรมารมณ์อันบุคคลพึงรู้แจ้งด้วยใจ พึงบังเกิดขึ้น
แก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจาก
ธรรมารมณ์นั้น ด้วยมนสิการว่า หนทางนั้นมีภัย มีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า
มีหนาม มีรกชัฏ เป็นทางผิด เป็นทางอันบัณฑิตเกลียด และเป็นทางที่ไป
ลำบาก เป็นทางอันอสัตบุรุษดำเนินไป ไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนินไป เธอ
ย่อมไม่ควรดำเนินทางนั้น ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจากธรรมารมณ์
อันบุคคลพึงรู้แจ้งด้วยใจนั้น.
[๓๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้าวกล้าถึงสมบูรณ์ แต่เจ้าของ
ผู้รักษาข้าวกล้าเป็นผู้ประมาท และโคกินข้าวกล้าลงสู่ข้าวกล้าโน้น พึงถึง
ความเมา ความประมาทตามต้องการ แม้ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่สดับแล้ว
ไม่ทำความสำรวมในผัสสายตนะ ๖ ย่อมถึงความเมา ความประมาท
ในกามคุณ ๕ ตามความต้องการฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้าวกล้า
สมบูรณ์แล้ว เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้าเป็นผู้ไม่ประมาท และโคกินข้าวกล้า
พึงลงสู่ข้าวกล้าโน้น เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้า พึงจับโคนั้นสนพาย แล้ว
ผูกรวมไว้ที่ระหว่างเขาทั้งสอง ครั้นแล้วพึงตีกระหน่ำด้วยตะพดแล้วจึง
ปล่อยไป โคตัวกินข้าวกล้าพึงลงสู่ข้าวกล้าโน้น แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓
เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้าพึงจับโคสนสะพายแล้วผูกรวมไว้ที่ระหว่างเขาทั้ง ๒
ครั้นแล้วจึงตีกระหน่ำด้วยตะพด แล้วจึงปล่อยไป โคกินข้าวกล้านั้น

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 486 (เล่ม 28)

อยู่ในบ้านก็ดี อยู่ในป่าก็ดี พึงเป็นสัตว์ยืนมากหรือนอนมาก ไม่พึงลงสู่
ข้าวกล้านั้นอีก พลางระลึกถึงการถูกตีด้วยไม้ครั้งก่อนนั้นนั่นแหละ ฉันใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราใด จิตอันภิกษุข่มขู่แล้ว ข่มไว้ดีแล้ว ในผัส-
สายตนะ ๖ คราวนั้น จิตย่อมดำรงอยู่ สงบนิ่งในภายใน มีธรรมเอกผุดขึ้น
ย่อมตั้งมั่น ฉันนั้นเหมือนกันแล.
[๓๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์
ยังไม่เคยได้ฟังเสียงพิณ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ ฟังเสียงพิณแล้ว
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ นั่นเสียงอะไรหนอ น่าชอบใจ น่าใคร่
น่ามัวเมา น่าหมกมุ่น น่าพัวพันอย่างนี้ บุรุษนั้นกราบทูลว่า ขอเดชะ
เสียงนั้นเป็นเสียงพิณ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์พึงกล่าวว่า แน่ะท่าน
ผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงไปนำพิณนั้นมาให้เรา ราชบุรุษทั้งหลายพึงนำพิณ
มาถวาย พึงกราบทูลว่า นี่คือพิณนั้น พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์
นั้นพึงกล่าวว่า แน่ะท่านผู้เจริญ ฉันไม่ต้องการพิณนั้น ท่านทั้งหลาย
จงนำเสียงพิณนั้นมาให้แก่เราเถิด ราชบุรุษกราบทูลว่า ขอเดชะ ขึ้นชื่อว่า
พิณนี้มีเครื่องประกอบหลายอย่าง มีเครื่องประกอบมาก นายช่างประกอบดี
แล้วด้วยเครื่องประกอบหลายอย่าง คือธรรมดาว่าพิณนี้ อาศัยกระพอง
อาศัยราง อาศัยลูกบิด อาศัยนม อาศัยสาย อาศัยคันชัก และอาศัย
ความพยายามของบุรุษซึ่งสมควรแก่พิณนั้น มีเครื่องประกอบหลายอย่าง
มีเครื่องประกอบมาก นายช่างประกอบดีแล้วด้วยเครื่องประกอบหลายอย่าง
จึงจะส่งเสียงได้ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ทรงผ่าพิณนั้น ๑๐ เสี่ยง
หรือ ๑๐๐ เสี่ยง แล้วกระทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วพึงเผาไฟแล้ว

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 487 (เล่ม 28)

พึงกระทำให้เป็นเขม่า โปรยไปด้วยลมแรง หรือพึงลอยไปเสียในแม่น้ำ
มีกระแสอันเชี่ยว ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ชื่อว่าพิณนี้
ไม่ได้สติ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะเลวทรามกว่าพิณนี้ไม่มี เพราะพิณนี้ คนต้อง
มัวเมา ประมาทหลงใหลจนเกินขอบเขต ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแล ย่อมแสวงหาคติแห่งรูป คติแห่งเวทนา...สัญญา ...
สังขารทั้งหลาย... วิญญาณเท่าที่มีอยู่ เมื่อเธอแสวงหาคติแห่งรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณเท่าที่มีอยู่ ความยึดถือโดยคติของภิกษุนั้นว่าเรา
หรือว่าของเรา หรือว่าเป็นเรา แม้นั้นก็ไม่มีแก่เธอ
จบ วีณาสูตรที่ ๙
อรรถกถาวีณาสูตรที่ ๙
ในวีโณปมสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พระศาสดาทรงเริ่มคำว่า ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส วา
ภิกฺขุนิยา วา ดังนี้ไว้ เพื่อแสดงว่า เปรียบเหมือนว่า มหากุฏุมพี
ทำกสิกรรมมาก เสร็จนาได้ข้าวกล้าแล้ว สร้างปะรำไว้ที่ประตูเรือน เริ่ม
ถวายทานแด่สงฆ์ทั้งหลาย. ถึงแม้เขาจะตั้งใจถวายแด่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย
( เท่านั้น ) ก็จริง ถึงกระนั้น เมื่อบริษัททั้งสองฝ่าย อิ่มหนำสำราญแล้ว
แม้ชนที่เหลือก็พลอยอิ่มหนำสำราญไปด้วยฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขยเศษ ทรงบรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณ ที่ควงโพธิพฤกษ์ ทรงแสดงธรรมจักรอันประเสริฐ
๑. ปาฐะว่า ปติฏฺฐาปิตํ ฉบับพม่าเป็น ปฏฺฐิตํ แปลตามฉบับพม่า

487