พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 468 (เล่ม 28)

บทว่า อสนฺตุฏฺโฐ ความว่า ภิกษุนั้น ไม่พอใจ เพราะท่านกล่าว
ยืนยันสังขารบางส่วน ได้ยินว่าภิกษุที่ถามนั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ ว่า ท่าน
รูปนี้ได้กล่าวยืนยันสังขารบางส่วน ใคร ๆ จะสามารถยืนหยัดอยู่ ใน
สังขารบางส่วน แล้วบรรลุนิพพาน ที่เป็นทัสสนวิสุทธิได้หรือหนอ.
แต่นั้นท่านจึงถามท่านรูปนั้นว่า ผู้มีอายุ ท่านองค์เดียวเท่านั้นหรือ
ที่รู้จักพระนิพพาน ซึ่งเป็นทัสสนะอันบริสุทธิ์นี้ หรือว่า แม้ผู้อื่นที่รู้จัก
ก็มีอยู่.
ครั้งนั้น ภิกษุที่ถูกถามนั้นได้กล่าวว่า ผู้มีอายุ ในวิหารแห่งโน้น
มีพระเถระชื่อโน้นอยู่.
ภิกษุรูปที่ถามนั้น จึงเข้าไปถามพระเถระแม้นั้น. ท่านเข้าไปถาม
พระเถระรูปอื่น ๆ โดยอุบายนี้แล.
อนึ่งในสูตรนี้ ภิกษุรูปที่ ๒ เจริญกัมมัฏฐาน มีเบญจขันธ์เป็น
อารมณ์ ได้กำหนดนามรูป คือ กำหนดรูปด้วยอำนาจรูปขันธ์ กำหนดนาม
ด้วยอำนาจขันธ์ที่เหลือแล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ตามลำดับ เพราะฉะนั้น
ภิกษุรูปที่ ๒ แม้นั้น จึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.
ฝ่ายภิกษุรูปที่ถามนี้ ไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้
เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ กล่าวยืนยันสังขารที่เป็นไปกับด้วย
บางส่วน ( ส่วน ) ภิกษุรูปที่ ๒ นี้ กล่าวยืนยันสังขารที่ไม่มีส่วนเหลือ
( ทั้งหมด ) จึงถามภิกษุนั้นอย่างนั้น แล้วหลีกไป.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 469 (เล่ม 28)

ภิกษุรูปที่ ๓ เจริญกัมมัฏฐานมีมหาภูตรูปเป็นอารมณ์ กำหนด
มหาภูตรูป ๔ ทั้งโดยย่อและโดยพิสดารแล้วสำเร็จอรหัตตผล. เพราะฉะนั้น
ภิกษุรูปที่ ๓ แม้นี้ จึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้วเท่านั้น. แต่ภิกษุ
รูปที่ถามนี้ ก็ยังไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้เข้ากันไม่ได้
(เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ กล่าวยืนยันสังขารที่เป็นไปกับด้วยบางส่วน ภิกษุ
รูปที่ ๒ กล่าวยืนยันสังขารที่ไม่มีส่วนเหลือ (ทั้งหมด) ภิกษุรูปที่ ๓
กล่าวยืนยันสังขารที่มีส่วนยิ่งใหญ่ (มหาภูตรูป) จึงถามภิกษุรูปที่ ๓ นั้น
อย่างนั้นแล้วหลีกไป.
ภิกษุรูปที่ ๔ เจริญกัมมัฏฐานที่เป็นไปในภูมิ ๓. ได้ยินว่า ธาตุ
ของท่านเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เรือนร่างสวยงามแข็งแรง แม้กัมมัฏฐาน
ทุกข้อก็เป็นสัปปายะสำหรับท่าน สังขารไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน
เป็นกามาวจร รูปาวจร หรืออรูปาวจร ทั้งหมด ล้วนเป็นสัปปายะ
(สำหรับท่าน ) ทั้งนั้น ชื่อว่า กัมมัฏฐานที่ไม่เป็นสัปปายะไม่มี.
แม้ในกาลทั้งหลาย จะเป็นเวลาก่อนอาหาร หลังอาหาร หรือ
ปฐมยามเป็นต้น ก็ตาม ( เป็นสัปปายะทั้งนั้น ) กาลที่ไม่เป็นสัปปายะ ไม่
มีเลย.
เปรียบเหมือนช้างใหญ่ ก้าวลงสู่ภูมิภาคอันเป็นที่เที่ยวหากิน ต้นไม้
ที่ต้องใช้งวงจับ ก็ใช้งวงนั่นเองถอนมาจับไว้ ต้นไม้ที่ต้องใช้เท้ากระชุ้น
ก็ใช้เท้านั้นเองกระชุ้น แล้วจับไว้ฉันใด ภิกษุรูปที่ ๔ นั้น ก็ฉันนั้นเหมือน

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 470 (เล่ม 28)

กัน คือ กำหนดธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ด้วยการกำหนดกลาปะ๑
แล้วพิจารณา จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ภิกษุรูปที่ ๔ แม้
นั้น จึงบอกเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.
ฝ่ายภิกษุรูปที่ถามนี้ ก็ยิ่งไม่พอใจด้วยคิดว่า คำพูดของภิกษุเหล่านี้
เข้ากันไม่ได้ (เพราะ) ภิกษุรูปที่ ๑ ดำรงอยู่ในสปเทสสังขารกล่าว
ภิกษุรูปที่ ๒ ดำรงอยู่ในนิปปเทสังขารกล่าว ภิกษุรูปที่ ๓ ก็เหมือนเดิม
คือดำรงอยู่ในสปเทสสังขารกล่าว ( ฝ่าย ) ภิกษุรูปที่ ๔ ก็ดำรงอยู่ใน
นิปปเทสสังขารเช่นกันกล่าว จึงได้เรียนถามภิกษุนั้นว่า ผู้มีอายุ นิพพาน
ซึ่งมีทัสสนะอันบริสุทธิ์นี้ ท่านรู้ได้ตามธรรมดาของตน หรือว่าใครบอก
ท่าน. ภิกษุนั้นก็ตอบว่า ผู้มีอายุ พวกผมจะรู้อะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีอยู่ในโลก กับทั้งเทวโลก พวกผมอาศัยพระองค์จึงรู้พระนิพพานนั้น.
ภิกษุรูปที่ถามนั้น คิดว่า ภิกษุเหล่านี้ ไม่สามารถบอกให้ถูกอัธยาศัย
ของเราได้ เราเองจะไปทูลถามพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะหมดความ
สงสัย ดังนี้แล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจนถึงที่ประทับ.
๑. ปาฐะว่า ยถา นาม ปาริภูมิโอติณฺโณ มหาหตฺถี หตฺเถน คเหตพฺพํ หตฺเถเนว
มุญฺจิตวา คณฺหาติ ปาเทหิ ปหริตฺวา คเหตพฺพํ ปหริตฺวา คณฺหาติ เอวเมว
สกลเตภูมิกธมเม กลาปคหเณ...ฉบับพม่าเป็น ยถานาม จาริภูมึ โอติณฺโณ
มหาหตฺถี หตฺเถน คเหตพฺพํ หตฺเถเนว ลุญฺจิตฺวา คณฺหาติ ปาเทหิ ปหริตฺวา
คเหตพฺพํ ปาเทหิ ปหริตฺวา คณฺหาติ เอวเมว สกเล เตภูมิกธมฺเม กลาปคฺ-
คาเหน...แปลตามฉบับพม่า.

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 471 (เล่ม 28)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับคำของภิกษุนั้นแล้ว ก็หาได้ทำให้
เธอลำบากใจอย่างนี้ไม่ว่า ภิกษุที่กล่าวแก้ปัญหาแก่เธอทั้ง ๔ รูปนั้น เป็น
พระขีณาสพ ภิกษุเหล่านั้น กล่าวแก้ดีแล้ว๑ แต่เธอเองต่างหาก กำหนด
ปัญหานั้นไม่ได้ เพราะตนเองเป็นคนโง่ทึบ.
แต่เพราะทรงทราบว่า ภิกษุรูปที่ถามปัญหานั้นเป็นการกรบุคคล
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้เป็นผู้แสวงหาประโยชน์
( คือพระนิพพาน ) เราจักสอนเธอให้ตรัสรู้ด้วยพระธรรมเทศนา๒ นั้นแล
ดังนี้แล้ว จึงทรงนำ กิงสุโกปมสูตร มา ( แสดง ) ควรหยิบยกเอาเรื่อง
ที่ปรากฏอยู่ ในกิงสุโกปมสูตรนั้นมาอธิบายขยายความ ให้แจ่มแจ้งดัง
ต่อไปนี้ :-
มีเรื่องเล่าว่า แพทย์พราหมณ์คนหนึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษา
โรคทุกชนิด เป็นบัณฑิต อาศัยอยู่ในนครใหญ่แห่งหนึ่ง. ต่อมาคนเป็น
วัณโรคคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน. ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมือง ด้านทิศ
ปราจีน ได้ไปหาแพทย์นั้น ไหว้เขาแล้วยืนอยู่. แพทย์ผู้เป็นบัณฑิต
สนทนาปราศรัยกับเขา แล้วได้ถามว่า พ่อมหาจำเริญ พ่อมาด้วยประสงค์
อะไร.
เขาตอบว่า พ่อหมอ ข้าพเจ้าถูกโรคคุกคาม ขอพ่อหมอช่วยบอก
ยาให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด. หมอแนะนำว่า พ่อมหาจำเริญ ถ้าอย่างนั้นเชิญ
๑.ปาฐะว่า สุกถิตา เต... ฉบับพม่าเป็น สุกถิตํ เตหิแปลตามฉบับพม่า
๒.ปาฐะว่า อตถคเวสโก เอส ธมฺมเทสนาย เอส ธมฺมเทสนาย เอวํ นํ พุชฺฌา-
เปสฺสามิ. ฉบับพม่าเป็น อตฺตคเวสดก เอส, ธมฺมเทสนาย เอว นํ พุชฺฌาเปสฺสามีติ
แปลตามฉบับพม่า.

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 472 (เล่ม 28)

พ่อไปตัดต้นทองกวาว เอามาตากแดดให้แห้ง เผาแล้ว เอาน้ำด่างของต้น
ทองกวาวนั้น มาปรุงเข้ากับยาชนิดนี้ ๆ ทำให้เป็นยาดอง แล้วดื่มเถิด
ท่านจักสบาย.
คนที่เป็นโรคนั้น ทำตามหมอบอกแล้วก็หายโรค กลับเป็นคน
แข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส.
ต่อมา คนอีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมือง
ด้านทิศใต้ กระสับกระส่ายด้วยโรคเดียวกันนั้น ได้สดับว่า ข่าวว่าคนโน้น
ทำยา ( ดื่ม ) แล้วกลับทายโรค จึงเข้าไปหาคนนั้นแล้ว. ถามว่า สหาย
ท่านหายป่วยเพราะอะไร. คนที่ถูกถามนั้นก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาว
เชิญท่านไปทำดูบ้างเถิด ฝ่ายคนที่เป็นโรคนั้น ก็ไปทำตามนั้น แล้วกลับ
หายโรคเหมือนอย่างนั้น.
อยู่มา คนอีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่ซึ่งตั้งอยู่ทางประตูเมืองด้าน
ทิศตะวันตก ฯลฯ คนอีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ทางประตู
เมืองด้านทิศเหนือ กระสับกระส่ายด้วยโรคชนิดเดียวกันนั้น ได้สดับว่า
ได้ยินว่า คนโน้นทำยา ( ดื่ม ) แล้วกลับทายโรค จึงเข้าไปหาแล้วถามว่า
หาย ท่านหายป่วย เพราะอะไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เพราะยาดอง
ทองกวาว เชิญท่านไปทำดูบ้างเถิด. ฝ่ายคนที่ถามนั้น ก็ไปทำตามนั้น
แล้วกลับทายโรคเหมือนอย่างนั้น.
ต่อมา ชายอีกคนหนึ่งเป็นคนบ้านนอก ไม่เคยเห็นต้นทองกวาว
ทุรนทุรายด้วยโรคเดียวกันนั้น ทำยา ( แก้โรค ) เหล่านั้น ( รักษาตัว )
อยู่นาน เมื่อโรคยังไม่หาย ได้ฟังว่า ข่าวว่า คนที่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งตั้ง

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 473 (เล่ม 28)

อยู่ทางประตูเมืองด้านทิศปราจีน ทำยา ( ดื่ม ) แล้วหายโรค จึงคิดว่า
เราจะถามดูบ้าง จักได้ทำยาอย่างที่เขาทำ ดังนี้แล้ว เอาไม้เท้ายันเดินทาง
ไปหาเขา ตามลำดับ ( ถึงแล้ว ) ได้ถามว่า สหาย ท่านหายป่วยเพราะ
อะไร. คนที่ถูกถามก็ตอบว่า เพราะยาดองทองกวาวนะเพื่อน.
เขาถามต่อไปว่า พ่อมหาจำเริญ ก็ไม้ทองกวาวเป็นเช่นไร คน
ที่ถูกถามก็ตอบว่า เป็นเหมือนเสาไฟไหม้ ตั้งตระหง่านอยู่ในบ้านที่ถูกไฟ
ไหม้.
ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้ เป็นอันบุรุษนั้น บอก (ลักษณะ)
ตันทองกวาวตามอาการที่ตนได้เห็นมาอย่างเดียว. เพราะว่าในเวลาที่เขา
เห็นต้นทองกวาว สลัดใบแล้ว๑ จึงได้เป็นเช่นนั้น เพราะเขามาเห็นใน
เวลาเป็นตอ. ก็ชายคนที่พูดว่า ต้นทองกวาวนี้เป็นเหมือนเสาที่ถูกไฟไหม้
ในบ้านที่ถูกไฟไหม้ เพราะเขาเป็นบุคคลประเภท สุตมังคลิกะ ( เชื่อใน
สิ่งที่ได้ยินแล้วว่าเป็นมงคล ) (แต่) เรื่องนี้ไม่เป็นมงคล. เขาไม่พอใจ
คำบอกเล่าของคนคนนั้น ด้วยคิดว่า ความจริงเมื่อเราได้ปรุงยาขนานหนึ่ง
แล้ว โรคก็ไม่หาย จึงถามชายคนนั้นต่อไปว่า พ่อคุณ. พ่อคนเดียวเท่านั้น
ที่รู้จักต้นทองกวาว หรือว่าคนอื่น (ที่รู้) ก็ยังมี.
ยังมีอยู่ พ่อคุณ คนชื่อโน้น อยู่ที่บ้านใกล้ประตูทิศทักษิณ.
เขาได้เข้าไปถามชายคนนั้น. ชายคนนั้นบอกว่า ต้นทองกวาวมีสีแดง
โดยอนุรูปแก่ต้นทองกวาวที่ตนเห็น เพราะตนเห็น ในเวลาที่ต้นทองกวาว
๑. ปาฐะว่า ปติตมตฺโต ขารกชเลน ทิฏฐตฺตา ฉบับพม่าเป็น ปติตปตฺโต ขาณุกกเล
ทิฏฺฐตฺตา แปลตามฉบับพม่า.

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 474 (เล่ม 28)

บาน. เขาไม่พอใจคำบอกเล่า แม้ของชายคนนั้น ด้วยคิดว่า ชายผู้นี้
บอกว่า ต้นทองกวาวแดง ผิดจากคนก่อนที่บอกว่าดำ เพราะเห็นใกล้มาก
และเห็นใกล้มาก ( ต่างกัน ) จึงถามว่า พ่อคุณ ยังมีอยู่ไหม ใครคนอื่น
ที่เคยเห็นดอกทองกวาว. เมื่อเขาตอบว่า มีคนชื่อโน้น อยู่ที่บ้านใกล้ประตู
พระนครด้านทิศตะวันตก จึงเข้าไปถามชายผู้นั้น. ชายคนนั้นตอบว่า
ทองกวาวมีดอกทนทาน เหมือนฝักดาบที่ยังดี ๆ ( ยังไม่ชำรุด) ตามแนวที่
ตนเห็น เพราะเขาเห็นในเวลาทองกวาวมีดอก. จริงอยู่ทองกวาวในเวลา
มีดอกบาน เหมือนจะห้อยอยู่นาน และเหมือนฝักดาบที่ถือห้อยลงมา จะมี
ฝักห้อยลงมาเหมือนต้นซึก. เขา (ได้ฟังแล้ว ) ไม่พอใจคำบอกของคน
นั้น ด้วยคิดว่า คนผู้นี้ พูดผิดจากคนก่อน เราไม่อาจเชื่อถือถ้อยคำของ
คนผู้นี้ได้ จึงถามว่า พ่อคุณ ยังมีไหมใครคนอื่น ที่เคยเห็นดอกทอง-
กวาว เมื่อเขาตอบว่า มีคนชื่อโน้น อยู่ในบ้านใกล้ประตูพระนครทิศอุดร
จึงเข้าไปถามคน ๆ นั้น. คน ๆ นั้นบอกว่าต้นทองกวาว มีใบดกหนา
มีร่มเงาทึบ. ร่มเงาที่ชิดติดกัน ชื่อว่าร่มเงาทึบ. เขาไม่พอใจคำตอบของ
คน ๆ นั้น ด้วยคิดว่าคนผู้นี้ พูดผิดจากคนก่อน เราไม่อาจเชื่อถือถ้อยคำ
ของคนนี้ได้ จึงถามเขาว่า พ่อคุณ พวกท่านรู้จักทองกวาว ตามธรรมดา
ของตน หรือว่าใครบอกท่าน. พวกเขาตอบว่า พ่อคุณ พวกเราจะรู้ได้
อย่างไร แต่เราทั้งหลาย มีอาจารย์ที่เป็นแพทย์บัณฑิต อยู่ท่ามกลางมหานคร
พวกเราอาศัยท่านแล้วจึงรู้ได้. ชายคนนั้น คิดว่า ถึงเราก็จะเข้าไปหา
อาจารย์นั้น จะได้สิ้นข้อกังขา แล้วเข้าไปยังสำนักอาจารย์ ไหว้แล้ว นั่งอยู่.
แพทย์บัณฑิตทักทายกับเขา พอเกิดความบันเทิงแล้ว ถามว่า พ่อมหา

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 475 (เล่ม 28)

จำเริญ เธอมาโดยมีประสงค์อันใด เขาตอบว่า ผมนี้ถูกโรคคุกคาม ขอ
อาจารย์จงบอกยาสักขนานหนึ่ง. แพทย์บัณฑิต จึงบอกว่า พ่อคุณ ถ้า
กระนั้น เธอจงไปตัดเอาต้นทองกวาวมาตากให้แห้ง เผาแล้ว เอาน้ำด่าง
ของมันมาปรุงกับยาอย่างนี้ อย่างนี้ ดองแล้วดื่ม เธอจะถึงความสบาย
ด้วยยาขนานนี้ เขาทำอย่างนั้นแล้ว หายโรค กลับเป็นผู้มีกำลังวังชา
ผุดผ่อง.
ในข้ออุปมานั้น พระนครคือพระนิพพาน พึงเห็นว่า เหมือน
มหานคร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนแพทย์บัณฑิต
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ คำว่า
ภิสโภ (อายุรแพทย์) สลฺลถตฺโต (ศัลยแพทย์) นี้เป็นชื่อของตถาคต
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. พระขีณาสพผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ๔ ประเภท
เหมือนลูกมือของแพทย์ ๔ คน ผู้อยู่ในบ้านใกล้ประตูพระนครทั้ง ๔.
ภิกษุผู้ทูลถามปัญหา เหมือนบุรุษชาวปัจจันตชนบทคนแรก. เวลาเข้าไป
เฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามปัญหาของภิกษุนี้ ผู้ไม่พอใจด้วยถ้อยคำ ของ
พระขีณาสพ ๔ ประเภท ผู้บรรลุทัสสนวิสุทธิ เหมือนการเข้าไปหาอาจารย์
แล้วถาม ของชาวปัจจันตชนบทผู้ไม่พอใจด้วยถ้อยคำ ของลูกมือแพทย์
ทั้ง ๔ คน ฉะนั้น.
บทว่า ยถา ยถา อธิมุตฺตานํ ความว่า น้อมไปแล้ว โดย
อาการใด.
บทว่า ทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ ความว่า การเห็นพระนิพพานเป็น
ทัสสนะที่บริสุทธิ์ด้วยดี.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 476 (เล่ม 28)

บทว่า ตถา ตถา เฉเกหิ สปฺปุริเสหิ พฺยากตํ ความว่า
สัตบุรุษ (ผู้ฉลาดทูลหลาย) เหล่านั้น ได้บอกแล้วแก่เธอ โดยอาการนั้น ๆ
แล๑. .
อุปมาเหมือนหนึ่งว่า บุคคลเมื่อบอกว่า ทองกวาวดำ ก็จะไม่บอก
อย่างอื่น คงบอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่ตนได้เห็นฉันใด แม้
พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจแห่งผัสสายตนะ ๖ ก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน เมื่อจะตอนปัญหานี้ ก็ไม่บอกอย่างอื่น บอกนิพพาน
นั่นแหละ ที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.
และบุคคลแม้เมื่อจะบอกว่า ทองกวาวแดง เกิดมานานแล้ว
ใบดกหนา จะไม่บอกอย่างอื่น. คงบอกดอกทองกวาวนั่นแหละ ตามนัยที่
ตนได้เห็นแล้ว ฉันใด พระขีณาสพผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยสามารถ
แห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยสามารถแห่งมหาภูตรูป ๔ หรือด้วยสามารถ
แห่งธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อจะตอบปัญหานี้ ก็จะ
ไม่ตอบอย่างอื่น คงตอบนิพพานนั่นเอง ที่เป็นทัสสนวิสุทธิ์ ตามมรรค
ที่ตนได้บรรลุแล้ว.
บรรดาคนเหล่านั้น ผู้เห็นทองกวาว ในเวลาทองกวาวดำ การเห็น
นั้น เป็นเรื่องจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่เขาเห็นอย่างอื่น เห็นทองกวาว
นั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสนวิสุทธิ ด้วยอำนาจแห่ง-
ผัสสายตนะ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ใช่
๑. ปาฐะว่า เตน เตน อากาเรน วา ฉบับพม่าเป็น เตน เตเนวากาเรน แปลตาม
ฉบับพม่า.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 477 (เล่ม 28)

ท่านบอกอย่างอื่น บอกพระนิพพานนั่นแหละ ที่เป็นทัสสนวิสุทธิ ตาม
มรรคที่ตนได้บรรลุแล้ว. อนึ่งแม้ผู้เห็นทองกวาว ในเวลามันมีสีแดงเกิด
มานาน มีใบดกหนา การเห็นนั้น ก็เป็นของจริง เป็นของแท้ไม่ใช่เห็น
อย่างอื่น เห็นทองกวาวนั่นแหละฉันใด พระขีณาสพแม้ผู้ได้บรรลุทัสสน-
วิสุทธิ ด้วยอำนาจอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยอำนาจมหาภูตรูป ๔ ( หรือ )
ด้วยอำนาจธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัสสนะเป็นของจริง
เป็นของแท้ ท่านไม่ได้บอกสิ่งอื่น บอกนิพพานนั่นแหละ ที่เป็นทัสสน-
วิสุทธิ ตามมรรคที่ตนได้บรรลุ.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเริ่มคำนี้ไว้ว่า
เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ รญฺโญ ปจฺจนฺติมํ นครํ.
ตอบว่า เพราะถ้าภิกษุนั้น เข้าใจคำนั้นได้แล้ว ตอนนั้น๑ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จะได้เริ่มพระธรรมเทศนา ถ้าไม่เข้าใจ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงได้ทรงเริ่มเพื่อต้องการจะแสดง คือเพื่อต้องการขยายความนั้นแล๒ แก่
ภิกษุนั้น ด้วยข้ออุปมา ด้วยนครนี้.
ในข้ออุปมานั้น เพราะเหตุที่นครในมัชฌิมประเทศ๓สิ่งล้อมรอบ
ทั้งหลายมีกำแพงเป็นต้น มั่นคงบ้าง ไม่มั่นคงบ้าง๔หรือว่าไม่มั่นคงโดย
ประการทั้งปวง ความหวาดระแวงโจรย่อมไม่มี. ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า ปจฺจนฺติมํ นครํ ดังนี้ โดยมิได้มุ่งหมายเอานครในมัชฌิม-
ประเทศนั้น.
๑. ปาฐะว่า อตฺถสฺส ฉบับพม่าเป็น อถลฺส แปลตามฉบับพม่า
๒. ปาฐะว่า ตสฺเสว วตฺถุสฺส ฉบับพม่าเป็น ตสฺเสวตฺถสฺส แปลตามฉบับพม่า.
๓. ปาฐะว่า มชิฌิมปเทเสน ฉบับพม่าเป็น มชฺฌิมปเทเส แปลตามฉบับพม่า.
๔. ปาฐะว่า โหนฺติ ฉบับพม่าเป็นโหนฺตุ แปลตามฉบับพม่า.

477