พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 458 (เล่ม 28)

เอาจอบและตะกร้ามาด้วยคิดว่า พวกเราจักช่วยกันทำแม่น้ำคงคานี้ให้ไหล
หลั่งถั่งเทกลับหลังไป เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน. หมู่
มหาชนนั้นพึงกระทำแม่น็าคงคานี้ให้ไหลหลั่งถั่งเทกลับหลังไปได้บ้างหรือ
หนอแล. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า.
สา. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะแม่น้ำคงคาไหลหลั่งถั่งเทไปใน
ทิศปราจีน แม่น้ำคงคานั้นอันบุคคลจะทำให้ไหลหลั่งถั่งกลับหลังไปไม่ใช่
กระทำได้ง่าย ก็หมู่มหาชนนั้นพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากยากแค้น
เพียงไรแม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพระราชา ราชมหาอำมาตย์
มิตร อำมาตย์ ญาติหรือสาโลหิต พึงปวารณาภิกษุนั้นผู้ประพฤติอย่างนี้
อยู่อย่างนี้ เพื่อจะให้ยินดียิ่งด้วยโภคะทั้งหลายว่า ท่านจงมาเถิดบุรุษผู้
เจริญ ผ้ากาสาวะเหล่านี้ ยังความเร่าร้อนให้เกิดขึ้นแก่ท่านมิใช่หรือ.
ท่านจะเป็นคนโล้นเที่ยวถือกระเบื้องอยู่ทำไม. ท่านจงสึกมาบริโภคโภคะ
และจงทำบุญเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ประพฤติอย่างนี้ อยู่
อย่างนี้ จักบอกคืนสิกขาสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตของเธอน้อมไป
โน้มไป เอนไปในวิเวกสิ้นกาลนาน ก็จิตนั้นจักเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์
ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้.
จบ ทุกขธรรมสูตรที่ ๗

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 459 (เล่ม 28)

อรรถกถาทุกขธรรมสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุกฺขธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมเป็นเหตุเกิดทุกข์ เมื่อขันธ์ทั้ง ๕
มีอยู่ ทุกข์แยกประเภทออกเป็นการตัด. ( ตีนสิบมือ ) การฆ่า และการ
จองจำเป็นต้น ก็เกิดขึ้น. เพราะฉะนั้นขันธ์เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสเรียกว่า ทุกขธรรม เพราะเป็นธรรมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์.*
บทว่า ตถา โข ปนสฺสา ความว่า กามทั้งหลาย เป็นอันภิกษุ
นั้นเห็นแล้ว ด้วยอาการนั้น.
บทว่า ยถาสฺส กาเม ปสฺสโต ความว่า เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลาย
ด้วยอาการใด.
บทว่า ยถา จรนฺตํ ความว่า ผู้เที่ยวติดตาม การเที่ยวไป และ
การอยู่ โดยอาการใด.
บทว่า องฺคารกาสูปมา กามา ทิฏฺฐา โหนฺติ ความว่า กาม
ทั้งหลาย เป็นอันภิกษุนั้นเห็นแล้วว่า มีความเร่าร้อนมาก เหมือนความ
เร่าร้อนในหลุมถ่านเพลิง ด้วยอำนาจทุกข์ที่มีการแสวงหาเป็นมูล และมี
ปฏิสนธิเป็นมูล.
อธิบายว่า การแล่นเรือออกมหาสมุทร การเดินไปตามทางที่ยาก
ลำบาก และตามทางที่โค้ง ย่อมมีแก่บุคคลแสวงหากาม.
จริงอยู่สำหรับผู้แสวงหากาม จะเกิดทุกข์มีการเสวงหา และมี
มรดกเป็นมูล โดยการออกเรือ ( หากิน ) ทางทะเล การเดินทางวิบาก
๑. ปาฐะว่า ทุกขสมฺภวธมฺมตา ฉบับพม่าเป็น ทุกขสมฺภวธมฺมตฺตา แปลตามฉบับพม่า

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 460 (เล่ม 28)

และทางที่คดโค้ง และการเข้าสู่สงความประชิดกันทั้งสองฝ่ายเป็นต้นบ้าง๑
สำหรับผู้บริโภคกาม จะเกิดทุกข์มีความเร่าร้อนมาก มีเจตนาที่บริโภคกาม
ให้เกิดปฏิสนธิในอบายทั้ง ๔ เป็นมูลบ้าง. กามทั้งหลายเป็นอันภิกษุเห็นว่า
มีความเร่าร้อน อุปมาด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยอำนาจทุกข์ทั้งสองอย่าง
ดังพรรณนามาน.
บทว่า ทายํ แปลว่า ดง.
บทว่า ปุรโต กณฺฏโก ความว่า หนามอยู่ในที่ใกล้นั่นเอง
ประหนึ่งว่า อยากจะตำที่ด้านหน้า.
แม้ในบทว่า ปจฺฉโต เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน แต่ข้างล่าง
คือ ในที่ใกล้ซึ่งเท้าเหยียบ ได้แก่ตรงที่ที่เท้าเหยียบนั่นแล บุรุษนั้น พึงเป็น
เหมือนเข้าไปสู่ดงหนามด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า มา มํ กณฺฏโก ความว่า ระวังหนามจะตำ ด้วยคิดว่า
"หนามอย่าตำเราเลย".๒
บทว่า ทนฺโธ ภิกฺขเว สตุปฺปาโท ความว่า การเกิดขึ้นแห่งสติ
นั้นแล ช้า แต่เมื่อสตินั้นพอเกิดขึ้นแล้ว ชวนจิตก็จะแล่นไป กิเลสทั้งหลาย
ก็จะถูกข่มไว้ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้. อธิบายว่า ในจักษุทวาร เมื่อกิเลส
๑. ปาฐะว่า นาวาย มหาสมุทโทคหณ อกุชฺชุปถสงฺกุปถปฏิปชฺชนํ อุภโต พฺยูฬฺ
หาสงฺคามปกฺขนฺทนาทิวเสน. ฉบับพม่าเป็น นาวาย มหาสมุทฺโทคาหณ อชปถ
สงฺกุปถปฏิปชฺชนอุกโตพฺยุฬฺหสงครามปกฺขนฺทนาทิวเสน. แปลตามฉบับพม่า.
๒. ปาฐะว่า มา มํ กณฺฏโก วิชฺฌติ กณฺฏกเวธํ รกฺขมาโน ฉบับพม่าเป็น มา มํ
กณฺฏโกติ มา มํ กณฺฏโก วิชฺฌีติ กณฺฏกเวธํ รกฺขมาโน แปลตามฉบับพม่า.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 461 (เล่ม 28)

ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว เพราะทราบโดยวาระแห่งชวนจิต
ที่สองว่า กิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ชวนจิตสหรคตด้วยสังวรก็จะ
แล่นไปในวาระแห่งชวนจิตที่สาม ก็ขอที่ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา พึงข่มกิเลส
ทั้งหลายได้ในวาระแห่งชวนจิตที่สามไม่ใช่เรื่อง น่าอัศจรรย์เลย.
อนึ่งในจักษุทวาร เมื่ออิฏฐารมณ์ ( อารมณ์ที่น่าปรารถนา ) มา
สู่ครอง ภวังคจิตก็จะระลึก ครั้นเมื่ออาวัชชนจิตเป็นต้นเกิดขึ้น ก็จะห้าม
วาระแห่งชวนจิตที่มีกิเลสคละเคล้าเสีย ต่อจากโวฏฐัพพนจิตแล้วให้วาระ
แห่งชวนจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นแทนทันที. ก็นี้เป็นอานิสงส์ของการที่ภิกษุ
ผู้เจริญวิปัสสนา ดำรงมั่นอยู่ในการพิจารณาภาวนา.
บทว่า อภิหฏฺฐุํ ปวาเรยฺยุํ ความว่า ( พระราชาหรือราชอำมาตย์
ก็ดี มิตรหรืออำมาตย์ ญาติหรือสาโลหิตก็ดี ) พึงนำรตนะ ๗ ประการมา
มอบให้ตามกาล เหมือนที่นำมามอบ ให้แก่พระสุทินเถระ และพระรัฐบาล
กุลบุตร หรือกล่าวปวารณา ด้วยวาจาว่า ท่านปรารถนาทรัพย์ของเรา
จำนวนเท่าใด จนเอาไปเท่านั้น.๑
บทว่า อนุทหนฺติ ความว่า ผ้ากาสาวะทั้งหลาย ชื่อว่าเผาไหม้ให้
เกิดความเร่าร้อน เพราะปกคลุมร่างกาย. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า
คล้องติดแนบสนิทอยู่ที่ร่างกายซึ่งเกิดเหงื่อไคลไหลย้อย.
๑. ปาฐะว่า ... กาเล สตฺตรตนานิ อภิหริตฺวา ตฺยา วา... แต่ฉบับพม่าเป็น
กาเยน วา สตฺตรตนานิ อภิหริตฺวา วาจาย วา... แปลตามฉบับพม่า.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 462 (เล่ม 28)

บทนี้ว่า ยํ หิ ตํ ภิกฺขเว จิตฺตํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
เพราะเมื่อจิตไม่หวนกลับ ชื่อว่าความเป็นไป ( หวนกลับ ) ของบุคคลไม่มี
และจิตเห็นปานนี้ ก็ไม่เป็นรูป ( ไม่หวนกลับ ).
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพลังของวิปัสสนา ไว้ในสูตรนี้ด้วย
ประการดังพรรณนามาฉะนี้.
จบ อรรถกถาธัมมสูตรที่ ๗
๘. กิงสุกสูตร
ว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งผัสสายตนะ ๖
[๓๓๙] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้ถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอัน
หมดจดดีด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล. ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้
มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด และ
ความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ที่นั้นแล ภิกษุนั้นไม่พอใจ
ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุเพียง
เท่าไรหนอแล. ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุ
เป็นอันหมดจดด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด และความดับแห่งอุปาพานขันธ์
๕ ตามความเป็นจริง ที่นั้นแล ภิกษุนั้นไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหา
ของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งแล้วได้ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 463 (เล่ม 28)

ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล. ภิกษุนั้น
กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดี ด้วยเหตุที่
ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด และความดับแห่งมหาภูตรูป ๔ ตามความเป็นจริง ที่
นั้นแล ภิกษุนั้นไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหา
ภิกษุอีกรูปหนึ่งแล้วได้ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทัศนะของภิกษุเป็นอัน
หมดจดดีด้วยเหตุเพียงไรหนอแล. ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มี
อายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ชัด ตามความเป็นจริง
ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ
เป็นธรรมดา.
[๓๔๐] ทีนั้นแล ภิกษุไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหาของภิกษุ
นั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์เข้า
ไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของ
ภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูก่อน
ท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด
และความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ทีนั้นแล ข้าพระองค์
ไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่
อยู่ แล้วได้ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วย
เหตุเพียงไร. เมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้กล่าวกะ

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 464 (เล่ม 28)

ข้าพระองค์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุที่
ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด และความดับแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง.
ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้า
ไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของ
ภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุเพียงเท่าไร. เมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว
ภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็น
อันหมดจดดีด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด และความดับแห่งมหาภูตรูป ๔
ตามความเป็นจริง. ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหา
ของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า ดูก่อนท่าน
ผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุเพียงเท่าไร. เมื่อข้า
พระองค์ถามอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูก่อนท่าน
ผู้มีอายุ ทัศนะของภิกษุเป็นอันหมดจดดีด้วยเหตุที่ภิกษุรู้ชัด ตามความ
เป็นจริงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมี
ความดับไปเป็นธรรมดา ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่พอใจด้วยการพยากรณ์
ปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ขอทูล
ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทัศนาของภิกษุเป็นอัน
หมดจดดีด้วยเหตุเพียงไรหนอแล.
[๓๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุรุษยังไม่เคย
เห็นต้นทองกวาว บุรุษนั้นพึงเข้าไปหาบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้เคยเห็นต้น
ทองกวาวถึงที่อยู่ แล้วถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ต้นทองกวาว
เป็นเช่นไร. บุรุษนั้นพึงตอบว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ต้นทองกวาวดำเหมือน

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 465 (เล่ม 28)

ตอไฟไหม้ ก็สมัยนั้นแล ต้นทองกวาวเป็นดังที่บุรุษนั้นเห็น ทีนั้นแล
บุรุษนั้นไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหาของบุรุษนั้น พึงเข้าไปหาบุรุษ
คนหนึ่งผู้เคยเห็นต้นทองกวาวถึงที่อยู่ แล้วถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ
ต้นทองกวาวเป็นเช่นไร. บุรุษนั้นพึงตอบว่า ต้นทองกวาวแดงเหมือน
ชิ้นเนื้อ ก็สมัยนั้น ต้นทองกวาวเป็นดังที่บุรุษนั้นเห็น ทีนั้นแล บุรุษนั้น
ไม่ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหาของบุรุษนั้น พึงเข้าไปหาบุรุษคนหนึ่งผู้
เคยเห็นต้นทองกวาวถึงที่อยู่ แล้วถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ
ต้นทองกวาวเป็นเช่นไร. บุรุษนั้นพึงตอบอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ
ต้นทองกวาวที่เกิดนานมีฝักเหมือนต้นซึก ก็สมัยนั้นแล ต้นทองกวาว
เป็นดังที่บุรุษนั้นเห็น ทีนั้นแล บุรุษนั้นไม่พอใจด้วยการพยากรณ์ปัญหา
ของบุรุษนั้น พึงเข้าไปหาบุรุษคนหนึ่งผู้เคยเห็นต้นทองกวาวถึงที่อยู่ แล้ว
ถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ต้นทองกวาวเป็นเช่นไร. บุรุษนั้น
พึงตอบว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ต้นทองกวาวมีใบแก่และใบอ่อนหนาแน่น
มีร่มทึบเหมือนต้นไทร ก็สมัยนั้น ต้นทองกวาวเป็นดังที่บุรุษนั้นเห็น
แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุ ทัศนะของสัตบุรุษเหล่านั้น ผู้น้อมไปแล้ว เป็นอัน
หมดจดดีด้วยประการใด ๆ เป็นอันสัตบุรุษทั้งหลายผู้ฉลาด พยากรณ์แล้ว
ด้วยประการนั้น ๆ ฉันนั้นแล.
[๓๔๒] ดูก่อนภิกษุ เหมือนอย่างว่า เมืองชายแดนของพระราชา
เป็นเมืองที่มั่นคง มีกำแพงและเชิงเทิน มีประตู ๖ ประตู นายประตู
เมืองนั้นเป็นคนฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา คอยห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก
อนุญาตให้คนที่ตนรู้จักเข้าไปในเมืองนั้น ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วน

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 466 (เล่ม 28)

มาแต่ทิศบูรพา พึงถามนายประตูนั้นว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าเมืองนี้อยู่
ที่ไหน. นายประตูนั้นตอบว่า แน่ะท่านผู้เจริญ นั่นเจ้าเมืองนั่งอยู่
ณ ทางสามแพร่งกลางเมือง ทีนั้นแล ราชทูตคู่นั้นมอบถ้อยคำตามความ
เป็นจริงแก่เจ้าเมืองแล้ว พึงดำเนินกลับไปตามทางที่มาแล้ว ราชทูตคู่หนึ่ง
มีราชการด่วนมาแต่ทิศปัจจิม ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วนมาแต่ทิศอุดร
ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วนมาแต่ทิศทักษิณ แล้วถามนายประตูนั้นอย่างนี้
ว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าเมืองนี้อยู่ที่ไหน. นายประตูนั้นพึงตอบว่า แน่ะ
ท่านผู้เจริญ นั่นเจ้าเมืองนั่งอยู่ ณ ทางสามแพร่งกลางเมือง ทีนั้นแล
ราชทูตคู่หนึ่งนั้นมอบถ้อยคำตามความเป็นจริงแก่เจ้าเมืองแล้ว พึงดำเนิน
กลับไปทางตามที่มาแล้ว ดูก่อนภิกษุ อุปมานี้แล เรากระทำแล้วเพื่อจะให้
เนื้อความแจ่มแจ้ง ก็ในอุปมานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ คำว่าเมือง เป็นชื่อ
ของกายนี้ที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ซึ่งมีมารดาและบิดาเป็นแดนเกิด
เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด มีอันต้องอบ ต้องนวดฟั้นเป็นนิตย์ มีอัน
ทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา คำว่าประตู ๖ ประตู เป็นชื่อของ
อายตนะภายใน ๖ คำว่านายประตูเป็นชื่อของสติ คำว่าราชทูตคู่หนึ่งมี
ราชการด่วน เป็นชื่อของสมถะและวิปัสสนา คำว่าเจ้าเมือง เป็นชื่อของ
วิญญาณ คำว่าทางสามแพร่งกลางเมือง เป็นชื่อของมหาภูตรูป ๔ คือ
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ คำว่าถ้อยคำตามความเป็นจริง
เป็นชื่อของนิพพาน คำว่าทางตามที่มาแล้ว เป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘
คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.
จบ กิงสุกสูตรที่ ๘

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 467 (เล่ม 28)

อรรถกถากิงสุกสูตรที่ ๘
ในกิงสุกสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ .
บทว่า ทสฺสนํ นั่นเป็นชื่อเรียก ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค)
เพราะว่า ปฐมมรรค ( นั้น ) ทำหน้าที่คือการละกิเลสได้สำเร็จ เห็น
พระนิพพานเป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงเรียกว่า ทัสสนะ.
ถึงแม้ว่า โคตรภูญาณ จะเห็นพระนิพพานก่อนกว่ามรรคก็จริง
ถึงกระนั้น ก็ไม่เรียกว่า ทัสสนะ เพราะได้แต่เห็น แต่ไม่มีการละกิเลส
อันเป็นกิจที่จะต้องทำ.
อีกอย่างหนึ่ง มรรคทั้ง ๔ ก็ชื่อว่าทัสสนะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น
ภิกษุนั้นได้ฟังภิกษุทั้งหลายกล่าวอยู่อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค
ทัสสนะกำลังบริสุทธิ์ ในขณะแห่งผล ( โสดาปัตติผล ) บริสุทธิ์แล้ว ใน
ขณะแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค ทัสสนะ
กำลังบริสุทธิ์ ส่วนในขณะแห่งผล บริสุทธิ์แล้ว จึงคิดว่า ถึงเราก็จัก
ชำระทัสสนะให้บริสุทธิ์ แล้วดำรงอยู่ในอรหัตตผล คือจักทำให้แจ้งซึ่ง
พระนิพพานที่มีทัสสนะอันบริสุทธิ์อยู่ ดังนี้แล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้น แล้ว
เริ่มถามอย่างนี้.
ภิกษุนั้น บำเพ็ญกัมมัฏฐาน มีผัสสายตนะเป็นอารมณ์ กำหนดรูป-
ธรรมและอรูปธรรม ด้วยอำนาจผัสสายตนะ ๖ แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์.
ก็ในอายตนะ ๖ นี้ อายตนะ ๕ ประการแรกจัดเป็นรูป มนายตนะ
จัดเป็นรูป เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงพูดถึงเฉพาะมรรคที่ตนบรรลุแล้ว.

467