พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 448 (เล่ม 28)

แล้ว ทรงถือบาตรแลจีวร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปทางวนสัณฐา-
คาร. บทว่า ภควนฺตํเยว ปุรกฺขิตวา ได้แก่ กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้า
ไว้ข้างหน้า. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางเหล่าภิกษุและ
เหล่าอุบาสก ทรงให้สรงด้วยน้ำหอม ให้น้ำไหลลงต่ำ ด้วยเครื่องรองรับคือ
ผ้า เช็ดด้วยชาติหิงคุ (มหาหิงคุ) สง่างาม ประดุจรูปปฏิมาทองคำแท่งแดง
ที่เขาประจงวางไว้บนตั่ง ที่ผูกด้วยผ้ากัมพลแดง.
ก็นี้เป็นทางพรรณนาพระคุณ. ของท่านโปราณาจารย์ทั้งหลายใน
ข้อนั้น.
พระผู้เป็นยอดโลก มีพระอาการเยื้องกราย
คล้ายพระยาช้าง เสด็จดำเนินไปยังโรงมณฑล
ทรงเปล่งพระรัศมี ประทับนั่งเหนืออาสน์อันประ-
เสริฐ. ณ ที่นั้น พระผู้เป็นสารถีฝึกคนที่ควรฝึก เป็น
เทพล่วงเทพ มีพระบุณยลักษณ์ ๑๐๐ ประทับนั่ง
อยู่กลางพุทธอาสน์ รุ่งโรจน์ประดุจแท่งทองชมพู
นุทบนผ้ากัมพลเหลือง. พระผู้ปราศจากมลทินดุจ
แต่งทองชมพูนุท ที่วางไว้เหนือผ้ากัมพลเหลือง
รุ่งโรจน์เหมือนรุ้งแก้วมณี ทรงเบ่งบานดั่งต้นสาละ
ใหญ่ อันพระคุณประดับแล้วดังขึ้นเขาสิเนรุ เปล่ง
รัศมีดังประสาททอง เบิกบานดังปทุมโกกนุท. ทรง
รุ่งเรืองดังประทีปมีด้าม เหมือนดวงไฟบนยอดเขา
บานสะพรั่งรุ่งโรจน์ดังต้นปาริฉัตตกะ ของทวยเทพ
ฉะนั้น.

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 449 (เล่ม 28)

พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า กาปิลวตฺถเว สกฺเย พหุเทว รตฺตึ
ธมฺมิยา กถาย ดังต่อไป. ชื่อว่า ธรรมกถาที่เกี่ยวด้วยอนุโมทนาสัณฐาคาร
พึงทราบว่า เป็นปกิณณกกถา. ก็ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
แสดงปกิณณกกถานำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูล และความสุข แก่เหล่าเจ้า
ศากยชาวกรุงกบิลพัสดุ์. เหมือนหยั่งลงสู่อากาศคงคา เหมือนควักเอาง้วน
ดินมา เหมือนจับยอดหว้าใหญ่สั่นอยู่ เหมือนคั้นผึ้งขนาดโยชน์หนึ่งด้วย
เครื่องจักรยนต์ แล้วให้ดื่มน้ำผึ้งว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าอาวาสทาน
นี้เป็นของใหญ่ อาวาสของพระองค์ เราก็ได้ใช้สอยแล้ว และภิกษุ
สงฆ์ก็ใช้แล้ว ทั้งเรา ทั้งภิกษุสงฆ์ก็ใช้แล้ว ก็เป็นอันพระธรรมรตนะ
ก็ใช้สอยแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นอันพระรัตนตรัย
ใช้สอยแล้ว. จริงอยู่ เมื่อให้อาวาสทาน ก็เป็นอันชื่อว่าให้สิ่งทั้งปวง ขึ้น
ชื่อว่าอานิสงส์แห่งบรรณศาลา และสาขามณฑป ใคร ๆ ก็ไม่อาจกำหนดได้.
จริงอยู่ ด้วยอานุภาพแห่งอาวาสทาน การเกิดในครรภ์ที่คับแคบ ย่อมไม่มี
แก่สัตว์ผู้เกิดในภพ ท้องของมารดา ย่อมเหมือนห้องน้อย ๑๒ ศอกไม่
คับแคบ ครั้นตรัสธรรมีกถาเป็นอันมาก วิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ อย่างนี้แล้ว
( ตรัสคาถาวิหารทาน ) ดังนี้ว่า.
เสนาสนะ ย่อมป้องกันเย็นร้อน สัตว์ร้าย งู
ยุง ความหนาวในฤดูหนาวและฝน ทั้งลมแดดอัน
กล้าที่เกิด เสนาสนะก็ป้องกันได้ การถวายวิหาร
แก่สงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งฌาน
และเพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรง

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 450 (เล่ม 28)

สรรเสริญว่าเป็นทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล คน
ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้าง
วิหารอันรื่นรมย์ ให้ภิกษุเหล่าพหูสูตอยู่ในวิหารนั้น
เถิด พึงถวายข้าวน้ำ ผ้า และเสนาสนะแก่ท่าน
เหล่านั้น ด้วยน้ำใจอันผ่องใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง
เขารู้ธรรมอันใดในพระศาสนานี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มี
อาสวะ ย่อมดับสนิท ท่านภิกษุพหูสูตเหล่านั้น
ย่อมแสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์
ทั้งปวงแก่เขาแล.
ดังนี้แล้ว จึงทรงแสดงอานิสงสกถาแห่งการถวายที่อยู่อาศัย เกินยามครึ่ง
ตลอดราตรีเป็นอันมาก ว่า อยมฺปิ อาวาเส อานิสํโส แม้นี้ก็เป็นอานิสงส์
ในการถวายอาวาส ดังกล่าวมาฉะนี้. ในข้อนั้น วิหารทานคาถาเหล่านี้ ท่าน
พระธรรมสังคหกาจารย์ยกขึ้นสู่การสังคายนา ส่วนปกิณณธรรมเทศนามิได้
ยกขึ้นสู่การสังคายนา.
บทว่า สนฺทสฺเสตฺวา เป็นต้นมีฐานะที่กล่าวไว้แล้ว. บทว่า
อติกฺกนฺตา แปลว่า ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงไป ๒ ยาม. บทว่า ยสฺส ทานิ
กาลํ มญฺญถ ความว่า ท่านทั้งหลายย่อมสำคัญเวลาแห่งการไปใด เวลา
แห่งการไปนั้นเป็นของท่าน ท่านอธิบายไว้ว่า ท่านจงไปกันเถิด. ถามว่า
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงส่งเจ้าศากยะเหล่านั้นไป. แก้ว่า
เพราะเพื่อทรงอนุเคราะห์. จึงอยู่ เจ้าศากยะเหล่านั้น เป็นสุขุมาลชาติ
ผู้ละเอียดอ่อน เมื่อเจ้าศากยะเหล่านั้นประทับนั่ง ล่วงราตรี ๓ ยามไป

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 451 (เล่ม 28)

พึงเกิดอาพาธขึ้นในพระสรีระ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็มาก ภิกษุสงฆ์นั้น ควร
จะได้โอกาสยืนและนั่ง เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงส่งไปเพื่ออนุเคราะห์
ทั้ง ๒ อย่าง. บทว่า วิคตถีนมิทฺโธ ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลาย
ได้ยืนโงก นั่งโงกตลอด ๒ ยาม ในที่นั้น แต่ยามสุดท้ายอาหารย่อย คำว่า
ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนะและมิทธะ (ไม่ง่วงนอน ) นั้น มิใช่เหตุ เพราะ
อาหารนั้นย่อยแล้ว. ความจริง ภิกษุสงฆ์ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ย่อมไม่มีความกระวนกระวายทางกายและทางจิต. วิการรูปมี
ความเบากายและเบาจิตเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้น
ยืนก็ดี นั่งก็ดี ตลอด ๒ ยาม ฟังธรรมอยู่ ก็ปราศจากถีนะมิทธะ แม้ถึง
ปัจฉิมยาม ก็ปราศจากถีนะ มิทธะ เหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
วิคตถีนมิทฺโธ ดังนี้.
บทว่า ปิฏฺฐิ อาคิลายติ ถามว่า เพราะเหตุไร จึงเจ็บหลัง. แก้ว่า
เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เริ่มตั้งความเพียรใหญ่ ตลอด ๖ ปี ทรงมี
ทุกข์ทางกายแล้ว. ครั้นต่อมา เมื่อเวลาทรงพระชรา จึงเกิดโรคเจ็บหลังขึ้น
ข้อนี้มิใช่เหตุสำหรับพระองค์. แท้จริงพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถข่ม
เวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการนั่งขัดสมาธิรวดเดียว ตลอด ๑ สัปดาห์บ้าง
๒ สัปดาห์บ้าง. แต่มีพระประสงค์ จะทรงใช้สอยสัณฐาคารศาลา ด้วย
อิริยาบถทั้ง ๔. ได้เสด็จดำเนินไปจากที่ชำระพระหัตถ์และพระบาท จนถึง
ธรรมาสน์. การเสด็จดำเนินไปในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. เสด็จถึงธรรมาสน์
( อาสนะนั่งแสดงธรรม ) แล้ว ประทับยืนหน่อยหนึ่งแล้วประทับนั่ง. การ

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 452 (เล่ม 28)

เสด็จไปในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. ประทับนั่งบนธรรมาสน์ ๒ ยาม. การ
ประทับนั่งในที่เท่านี้สำเร็จแล้ว. บัดนี้เมื่อพระองค์บรรทมตะแคงขวาหน่อย
หนึ่ง ก็จักสำเร็จการบรรทมดังกล่าวมานี้ พระองค์มีพระประสงค์ จะทรง
ใช้สอยด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ ฉะนี้. จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า สรีระที่มีใจครองไม่ควร
กล่าวว่า จะไม่เจ็บไข้ เพราะฉะนั้น ทรงถือเอาการเจ็บไข้แม้เล็กน้อย
ที่เกิดขึ้นเพราะนั่งนาน จึงตรัสว่าย่างนั้น.
บทว่า สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ความว่า พวกเจ้าเหล่านั้น สั่งให้
วงม่าน ๗ ชั้น ณ ข้าง ๆ หนึ่งแห่งสัณฐาคาร แล้วให้จัดตั้งเตียงอันสมควร
ให้ลาดที่นอนอันสมควร ให้ดาดเพดานประดับด้วยดาวทองและพวงดอกไม้
หอม ให้ตามประทีปด้วยน้ำมันหอม ด้วยทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ
พระศาสดาจะพึงเสด็จลงจากธรรมาสน์ พักหน่อยหนึ่ง พึงบรรทมในที่นี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ สัณฐาคารของเรา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้สอยด้วย
อิริยาบถ ๔ จักมีประโยชน์และความสุขแก่เราตลอดกาลนาน. ฝ่ายพระ-
ศาสดาทรงหมายเอาข้อนั้นนั่นเอง จึงทรงปูสังฆาฏิและบรรทมในที่นั้น.
บทว่า อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ความว่า พระองค์ตั้งสัญญาในกาล
เสด็จลุกขึ้นไว้ในพระทัยว่า ล่วงเวลาเท่านี้แล้วจักลุกขึ้น ไม่บรรทมหลับ
ทรงฟังธรรมกถาของพระเถระนั้นแลอยู่.
บทว่า อวสฺสุตปริยายํ ได้แก่ ปริยายแห่งภิกษุผู้ชุ่มแล้ว อธิบายว่า
เหตุแห่งภิกษุผู้ชุ่มแล้ว บทว่า อธิมุจฺจติ ได้แก่ น้อมจิตไป คือยินดี
ด้วยการน้อมไปในกิเลส. บทว่า พฺยาปชฺชติ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตเสีย
ด้วยอำนาจพยาบาท.

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 453 (เล่ม 28)

บทว่า จกฺขุโต แปลว่า โดยภาวะแห่งจักษุ. บทว่า มาโร ได้ แก่
กิเลสมารบ้าง เทวปุตตมารบ้าง. บทว่า โอตารํ แปลว่า ช่อง. บทว่า
อารมฺมณํ ได้แก่ ปัจจัย. บทว่า นฬคารํ ความว่า อายตนะ ที่เป็นไป
ด้วยการเสพผิด เหมือนเรือนหญ้า อารมณ์ที่ควรแก่การเกิดขึ้นแห่งกิเลส
เหมือนคบหญ้า, การเกิดขึ้นแห่งกิเลส ในเมื่ออารมณ์มาปรากฏ เหมือน
การลุกโพลงแห่งถ่านเพลิง ในที่ ๆ คบหญ้า อันเขาตั้งไว้. ด้วยเหตุนั้น
ท่านพระโมคคัลลานะ จึงกล่าวว่า ลเภถ มาโร โอตารํ.
ในสุกกปักข์ฝ่ายข้างดี พึงทราบวินิจฉัยดังนี้. อายตนะ ที่หมดพยศ
เหมือนกุฏาคารที่ฉาบด้วยก้อนดินหนา. อารมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว
เหมือนคบหญ้า, การไม่เกิดขึ้นแห่งความเร่าร้อนคือกิเลส เมื่ออารมณ์
ของอายตนะที่หมดพยศแล้วมาปรากฏ เหมือนการทำให้เพลิงดับ ในที่ ๆ
คบหญ้าอันเขาตั้งไว้. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เนว ลเภถ มาโร
โอตารํ ดังนี้.
จบ อรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖
๗. ทุกขธรรมสูตร
ว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรม
[๓๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุ
เกิดและความดับสูญแห่งทุกขธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริง ก็ในกาลนั้น
แล ภิกษุนั้นเป็นผู้เห็นกาม เมื่อเธอเห็นกามแล้ว ความพอใจ ความ
เสน่หา ความหมกมุ่น ความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลาย ไม่นอน

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 454 (เล่ม 28)

เนื่องอยู่ด้วยอาการใด ก็ธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และธรรมเป็นเครื่องอยู่
เป็นอันติดตามเธออยู่ด้วยอาการนั้น อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌา
และโทมนัส ไม่ครอบงำ ภิกษุผู้ประพฤติอยู่ด้วยอาการใด ธรรมเป็นเครื่อง
ประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามเธออยู่ด้วยอาการนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดขึ้นและความดับสูญแห่ง
ทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างไร. ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดขึ้น
และความดับสูญแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปดังนี้
ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับสูญแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ .. . สัญญา
ดังนี้ สังขารทั้งหลายดังนี้ . . . วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ
ดังนี้ ความดับสูญแห่งวิญญาณดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึง
เหตุเกิดขึ้นและความดับสูญแห่งทุกขธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริง อย่าง
นี้แล.
[๓๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้เห็นกามแล้วอย่างไรเล่า
เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ ความพอใจ ความเสน่หา ความหมกมุ่น
ความเร่าร้อน เพราะกามในกามทั้งหลาย ไม่นอนเนื่องด้วยอาการใด.
ธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามเธออยู่
ด้วยอาการนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษ เต็ม
ด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ปราศจากควัน ครั้งนั้นแล บุรุษผู้ปรารถนา
เป็นอยู่ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ ผ่านมา บุรุษผู้มีกำลัง ๒ คน
จับบุรุษคนนั้นข้างละแขน แล้วฉุดเข้าไปหาหลุมถ่านเพลิงนั้น บุรุษนั้น
พึงน้อมกายนี้แหละเข้าไปด้วยประการดังนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร. เพราะ

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 455 (เล่ม 28)

ว่าบุรุษนั้นไม่มีควานรู้ว่าเราจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้และจะถึงความตายหรือ
ความทุกข์แทบตาย เพราะหลุมถ่านเพลิงนั้นเป็นเหตุ แม้ฉันใด ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้เห็นกามอันเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ก็ฉันนั้นแล
เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ ความพอใจ ความเสน่หา ความหมกมุ่น
ความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลาย ไม่นอนเนื่องอยู่ด้วยอาการใด
ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามเธออยู่
ด้วยอาการนั้น.
[๓๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรม
เป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุอย่างไรเล่า. อกุศลธรรมอันลามก คือ
อภิชฌาและโทมนัส ย่อมไม่ครอบงำภิกษุผู้ประพฤติอยู่ด้วยอาการใด ธรรม
เป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุด้วยอาการ
นั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงเข้าไปสู่ป่าที่มีหนามมาก ข้างหน้าบุรุษ
นั้นก็มีหนาม ข้างหลังก็มีหนาม ข้างซ้ายก็มีหนาม ข้างขวาก็มีหนาม
ข้างล่างก็มีหนาม ข้างบนก็มีหนาม บุรุษนั้นมีสติก้าวเข้าไปข้างหน้า ถอย
กลับข้างหลัง ด้วยคิดว่า หนามอย่าแทงเรา แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมคือปิยรูปและสาตรูปในโลก นี้เรากล่าวว่าเป็นหนามในวินัยของ
พระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกันแล.
ว่าด้วยอสังวรและสังวร
[๓๓๕] ภิกษุรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว พึงทราบอสังวรและสังวร. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อสังวรย่อมมีอย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วย
จักษุแล้ว ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 456 (เล่ม 28)

เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัด
ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามก
ที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯลฯ ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์
ด้วยใจแล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมข้าเคืองใน
ธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว มีใจมี
ประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับ
ไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความ
เป็นจริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังวรย่อมมีอย่างนี้แล.
[๓๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังวรย่อมมีอย่างไร. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไป
ในรูปอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตา
สติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ ย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็น
ที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความ
เป็นจริง ฯลฯ ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปใน
ธรรมารมณ์อันน่ารู้ ไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไป
ตั้งกายคตาสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติปัญญา
วิมุตติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้ว
แก่เธอ ตามความเป็นจริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังวรย่อมมีอย่างนี้แล.
[๓๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นประพฤติอย่างนี้
อยู่อย่างนี้ อกุศลธรรมอันลามก คือ ความดำริอันซ่านไป เป็นที่ตั้งแห่ง
สังโยชน์ ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะความหลงลืมแห่งสติบางครั้งบางคราว การ

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 457 (เล่ม 28)

บังเกิดขึ้นแห่งสติช้า ที่นั้นแลภิกษุนั้นย่อมละ ย่อมบรรเทาอกุศลธรรม
อันลามกนั้น ย่อมกระทำให้พินาศ ย่อมให้ถึงความไม่มีได้เร็วพลัน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงให้หยาดน้ำสองหรือสามหยาดตกลงในกะทะเหล็ก
อันร้อนจัดตลอดวัน หยาดน้ำตกลงช้า ที่นั้นแล น้ำนั้นพึงถึงความสิ้นไป
เหือดแห้งไปเร็วพลัน แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้น
ประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ อกุศลธรรมอันลามก คือ ความดำริอันซ่านไป
เป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะความหลงลืมแห่งสติบางครั้ง
บางคราว การบังเกิดขึ้นแห่งสติช้า ที่นั้นแล ภิกษุนั้นย่อมละ ย่อมบรรเทา
อกุศลธรรมอันลามกนั้น ย่อมกระทำให้พินาศ ย่อมให้ถึงความไม่มีได้เร็ว
พลัน ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันลามก คือ
อภิชฌาและโทมนัส ย่อมไม่ครอบงำภิกษุผู้ประพฤติอยู่ด้วยอาการใด ธรรม
เป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นอันติดตามภิกษุด้วยอาการ
อย่างนี้แล.
[๓๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพระราชา ราชมหาอำมาตย์
มิตร อำมาตย์ ญาติ หรือสาโลหิต พึงปวารณาภิกษุนั้นผู้ประพฤติอย่างนี้
อยู่อย่างนี้ เพื่อให้ยินดียิ่ง ด้วยโภคะทั้งหลายว่า ท่านจงมาเถิดบุรุษผู้
เจริญ ผ้ากาสาวะ เหล่านี้ยังความเร่าร้อนให้เกิดขึ้นแก่ท่านมิใช่หรือ. ท่าน
จะเป็นคนโล้นเที่ยวถือกระเบื้องอยู่ทำไม. ท่านจงสึกมาบริโภคโภคะและ
จงทำบุญเถิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุนั้นประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้
จักบอกคืนสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลหลั่งถึงเทไปในทิศปราจีน ถ้าว่ามหาชนพึง

457