พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 438 (เล่ม 28)

อรรถกถาอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖
ในอวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นวํ สณฺฐาคารํ ความว่า สัณฐาคารที่เขาสร้างขึ้นไม่นาน
เสร็จใหม่ ๆ. อธิบายว่า ศาลาใหญ่หลังหนึ่ง. ในเวลาจัดกระบวนเสด็จ
เป็นต้น เจ้าทั้งหลาย ประทับยืนอยู่ ในที่นั้น กระทำทุกอย่าง จัดแถว
กระบวนอย่างนี้ว่า พวกเจ้าเท่านี้ ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง เท่านี้ไปทั้ง
สองข้าง เท่านี้ขึ้นข้าง เท่านี้ขึ้นม้า เท่านี้ยืนอยู่ในรถ. เพราะฉะนั้น
ที่นั้น ท่านจึงเรียกว่า สัณฐาคาร. ก็เจ้าเหล่านั้นมาจากกระบวนเสด็จ
ย่อมพักอาศัยในที่นั้น สิ้น ๒ - ๓ วัน ตลอดเวลาที่ชนทั้งหลายพากันกระ-
ทำการโบก ( คือฉาบทา ) โคมัยสดเป็นต้น ในเรือนทั้งหลายเพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่า สัณฐาคารดังนี้ก็มี. อาคารพร้อมทั้งเป็นที่ว่าราชการ ของพวก
เจ้าเหล่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัณฐาคาร. แต่เจ้าเหล่านั้น
เป็นคณะเจ้า เพราะฉะนั้น กิจที่เกิดขึ้นย่อมเด็ดขาด ด้วยอำนาจเจ้าบาง
พระองค์ ได้แม้ฉันทะ ( จากที่ประชุม ) ของเจ้าทุกพระองค์ก็ควร. เพราะ
ฉะนั้น เจ้าทุกพระองค์ จึงประชุมกันว่าราชการในที่นั้น. ด้วยเหตุนั้น
จึงกล่าวว่า สห อตฺถานุสาสนํ อคารนฺติปิ สณฺฐาคารํ ดังนี้ . ก็เพราะ
เหตุที่เจ้าเหล่านั้น ประชุมกันในที่นั้น แล้วปรึกษากิจในการอยู่ครองเรือน
โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ควรจะไถในเวลานี้ ควรจะหว่านในเวลานี้ เพราะ
ฉะนั้น เจ้าเหล่านั้น ย่อมปิดกั้นการครองเรือนอันมีข้อบกพร่อง ในที่นั้น
เพราะเหตุแม้นั้น ที่นั้นจึงชื่อว่าสัณฐาคาร.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 439 (เล่ม 28)

บทว่า อจิรการิตํ โหติ ความว่า ให้สำเร็จโดยไม่นานเหมือน
เทพพิมาน ที่จัดตระเตรียมไว้ด้วยดี ด้วยอำนาจงานมีการก่ออิฐ งาน
ฉาบทาปูนขาว และงานวิจิตรกรรมเป็นต้น. ในบทว่า สมเณน วา นี้ เพราะ
เหตุที่ในเวลากำหนดเอาพื้นที่สร้างเรือนนั้นแล เทวดาทั้งหลายถือเอาเป็น
สถานที่อยู่ของตน ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เทเวน วา แล้วกล่าวว่า
สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เกนจิ วา มนุสฺสภูเตน ดังนี้.
บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า เจ้าศากยทั้งหลาย
สดับว่า สัณฐาคาร สำเร็จแล้ว ดำริว่า จะไปดูสัณฐาคารนั้น จึงไป
ตรวจดูทั้งหมด ตั้งแต่ซุ้มประตู คิดว่าสัณฐาคารนี้ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง
มีสิริมิ่งขวัญ ใครใช้สอยก่อน พึงมีประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่พวกเรา
ตลอดกาลนาน จึงตกลงกันว่า แม้เมื่อเราถวายครั้งแรก แก่ญาติผู้ประเสริฐ
ของพวกเรา ก็ควรแก่พระศาสดา แม้เมื่อถวายด้วยอำนาจเป็นทัก-
ขิเณยยบุคคล ก็สมแก่พระศาสดาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจักให้
พระศาสดา ทรงใช้สอยก่อน จักนิมนต์ภิกษุสงฆ์มา เมื่อภิกษุสงฆ์มา
แล้ว พระพุทธพจน์ คือปิฎก ๓ ก็จักเป็นอันมาด้วย จักให้พระศาสดา
แสดงธรรมกถาแก่พวกเรา ตลอดยาม ๓ แห่งราตรี ดังนั้น สัณฐาคารนี้
พระรัตนตรัยก็ใช้สอยแล้ว พวกเราจักใช้สอยในภายหลัง อย่างนี้ ก็จักเป็น
ประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน ดังนี้ แล้วจึง
เข้าไปเฝ้า. บทว่า เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า
ได้ยินว่า วันนั้น สัณฐานคาร เป็นอันจัดด้วยดี ทะนุถนอมด้วยดี เหมือน
เทพพิมาน เพื่อเป็นที่ทอดทัศนาสำหรับของราชตระกูลก็จริง ถึงอย่างนั้น

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 440 (เล่ม 28)

ก็ชื่อว่าไม่ตกแต่งให้สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ธรรมดาว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีอัธยาศัยชอบป่า มีป่าเป็นที่รื่นรมย์ พึงอยู่
ในบ้าน หรือไม่อยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้น พวกเจ้าศากยะจึงดำริว่า พวกเรา
พอรู้พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจักตกแต่งดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุนั้น. ก็บัดนี้ เจ้าทั้งหลายประสงค์จะเอาใจแล้ว
ตกแต่ง จึงเข้าไปยังสัณฐานคาร.
บทว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺฐาคารํ สณฺฐริตฺวา ความว่า เจ้าศากยะ
ทั้งหลาย สั่งให้ลาด โดยประการที่ลาดสัณฐาคารทั้งหมด ก่อนเขาทั้งหมด
ให้เอาโคมัยสดขัดพื้น แม้ที่เขาโบกด้วยปูนขาวด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าโคมัย
ย่อมควรในพรานมงคลทั้งปวง ครั้นรู้ว่าแห้งดีแล้ว จึงฉาบทาด้วยของหอม ๔
ชนิด โดยที่รอยเท้าจะปรากฏทรงที่เหยียบ จึงลาดเสื่อรำแพนมีสีต่าง ๆ ไว้
ข้างบนแล้วให้ลาดโอกาสทั้งหมด ที่ควรจะต้องลาด ด้วยเครื่องลาดมีสีต่าง ๆ
มีลายช้าง ลายม้า ลายสีหะ ลายเสือโคร่ง ลายอันประกอบด้วยสิริ
และลาย้อนวิจิตรเป็นต้น ตั้งต้นแต่ผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่ ไว้ข้างบนเสื่อ
ลำแพนเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพสนฺถรํ สณฺฐาคารํ
สนฺถริตวา ดังนี้.
บทว่า อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา ความว่า ปูพุทธอาสน์ที่สมควร
อย่างใหญ่ พิงเสามงคล ที่ตรงกลางลาดปัจจถรณ์ที่นอน ที่อ่อนนุ่ม และ
ที่รื่นรมย์ไว้ ในที่นั้น ๆ วางหมอนแดงทั้ง ๒ ข้าง เห็นเป็นที่ฟูใจ ดาด
เพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองและดาวเงินไว้ข้างบน ประดับด้วยพวงของ
หอม พวงดอกไม้และพวงผ้าเป็นต้น โดยรอบให้ทำข่ายดอกไม้ประมาณ ๑๒.

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 441 (เล่ม 28)

ศอก ให้ล้อมที่ประมาณ ๓๐ ศอก ด้วยม่านดอกไม้ แล้วตกแต่งตั่งแท่น
ตั่งพนักอิง และตั่งโล้นสำหรับภิกษุสงฆ์พิงฝาด้านหลัง ให้ลาดด้วยเครื่อง
ลาดขาวไว้ข้างบน ให้ปูผ้าโกเชาว์มีหลังใหญ่สำหรับตน พิงฝาด้านทิศ.
ตะวันออก ให้วางหมอนยาด้วยขนหงษ์เป็นต้น อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา
ท่านกล่าวหมายเอาความดำรินี้ว่าพวกเราไม่ลำบากอยู่อย่างนี้ จึงจักฟังธรรม
ได้ตลอดคืนยังรุ่ง.
บทว่า อุทกมณิกํ ได้แก่ ให้ตั้งตุ่มน้ำขนาดใหญ่ไว้ เจ้าศากยทั้ง
หลายคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จักล้างมือ
หรือเท้า หรือจักบ้วนปาก ได้ตามชอบใจ จึงบรรจุน่าสีแก้วมณี ให้เต็ม
ใส่ดอกไม้ต่าง ๆ เพื่ออบและจุณอบ ให้ปิดไว้ด้วยใบกล้วยตั้งไว้ในที่นั้น ๆ
ท่านหมายเอาข้อนี้ จึงกล่าวว่า ปติฏฺฐาเปตฺวา
บทว่า เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา ความว่าตามประทีปน้ำมันใน
ด้ามที่ทำด้วยเงินและทองเป็นต้น และในภาชนะที่ทำด้วยทองและเงิน
เป็นต้น ที่วางไว้ในมือของรูปชาวโยนกและรูปคนป่า เป็นต้น.
ก็ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
เจ้าศากยะเหล่านั้น จะให้ตกแต่งสัณฐาคารอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ โดย
ที่แท้ให้ปัดกวาด แม้ถนนของนครกรุงกบิลพัสดุ์ ในทางโยชน์หนึ่งให้ยกธง
ให้ตั้งต้นกล้วยและหม้อเต็มน้ำ ไว้ที่ประตูเรือน กระท่านครทั้งสิ้นให้เป็น
ราวกะว่ามีดวงดาวเกลื่อนกล่นด้วยประทีปและมาลาเป็นต้น ให้คนตีกลอง
ร้องประกาศว่า พวกท่านจงให้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังดื่มนม ให้ดื่มนมเสีย
ให้พวกเด็กรุ่น ๆ รีบกินข้าวแล้วให้นอนเสีย อย่าทำเสียงเอ็ดอึง วันนี้

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 442 (เล่ม 28)

พระศาสดาจักประทับในบ้านราตรีหนึ่ง ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทรงประสงค์แต่เงียบเสียง แล้วพากันถือเอาประทีปด้ามด้วยตนเอง เข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
บทว่า อถโข ภควา นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ
ภิกฺขุสงฺเฆน เยน นวํ สณฺฐาคารํ เตนุปสงฺกมิ ความว่า นัยว่า
เมื่อเขากราบทูลเวลาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้เวลาอันสมควร
แล้วขอเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจัดแจงผ้า
๒ ชั้น ที่ทรงย้อมแล้วด้วยน้ำครั่งสด มีสีดังดอกทองหลางแดง เหมือนตัด
อกปทุมด้วยกรรไกร ทรงนุ่งปิดมณฑล ๓ เหมือนวงกำดอกปทุม ด้วย
สังวาลย์ทอง ทรงคาดประคดเอวมีรัศมีดังสายฟ้า เหมือนเอาผ้ากัมพลแดง
หุ้มยอดเงิน เหมือนใส่ข่ายแก้วประพาฬ บนแต่งทอง อันสูงได้ร้อยศอก
เหมือนสรวมเสื้อผ้ากัมพลแดง ที่เจดีย์ทองเหมือนเอาเมฆแดงปิดพระจันทร์
เพ็ญ ซึ่งกำลังโคจรอยู่ เหมือนรดน้ำครั่งแก่จัดลงเหนือยอดภูเขาทอง
เหมือนวงยอดเขาจิตตกูฏด้วยสายฟ้า ทรงห่มผ้าบังสุกุลอันประเสริฐมีสีแดง
เหมือนใบอ่อนของต้นไทรที่จับเขย่าแผ่นดินใหญ่ พร้อมทั้งเขาจักรวาฬ
เขาสิเนรุและเขายุคันธร แล้วเสด็จออกจากประตูพระคันธกฎี ดุจสีหะ
ออกจากถ้ำทอง และเหมือนพระจันทร์ ออกจากยอดเขาด้านบูรพาทิศ
ก็แลครั้นเสด็จออกแล้ว ก็ประทับยืนที่มุขแห่งพระคันธกฎี
ลำดับนั้น รัศมีสร้านออกจากพระวรกายของพระองค์ เหมือนกลุ่ม
สายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ แล้วกระทำต้นไม้ในอารามให้เป็นราวกะว่า
ใบ ดอก ผล และค่าคบมีสีเหลืองแก่ที่รดด้วยสายน้ำทองฉะนั้น. ทันใด

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 443 (เล่ม 28)

นั่นเอง ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ถือบาตรและจีวรของตน แวดล้อมพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. ก็เหล่าภิกษุผู้ยืนแวดล้อมเหล่านั้น ต่างเป็นผู้มีคุณธรรม
เห็นปานนี้คือ มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภ
ความเพียร มีวัตร อดทนต่อถ้อยคำ ผู้เตือนตนมีปกติติเตียนบาป ถึงพร้อม
ด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยวิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุเหล่านั้น แวดล้อมแล้วทรงรุ่งเรื่องยิ่ง ดั่งแท่ง-
ทองที่ใส่ในผ้ากัมพลแดง เหมือนเรือทองที่อยู่กลางท่ามกลางกลุ่มปทุมแดง
และเหมือนปราสาททองที่วงด้วยไพรที่แก้วประพาฬ. ฝ่ายพระมหาเถระ
ทั้งหลาย มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ห่มผ้า
บังสุกุลมีสีดังเมฆ ราวกะว่า งูใหญ่มีหนังดังแก้วมณี มีราคะอันคายเสียแล้ว
มีกิเลสทำลายเสียแล้ว มีตัณหาดังชัฏอันสางเสียแล้ว มีกิเลสเครื่องผูก
อันตัดเสียแล้ว ไม่ติดอยู่ในตระกูลหรือคณะแวดล้อมแล้ว.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปราศจากราคะเองแล้ว มีสาวก
ผู้ปราศจากราคะแล้ว ห้อมล้อม ทรงปราศจากโทสะ มีสาวกผู้ปราศจาก
โทสะห้อมล้อม ทรงปราศจากโมหะ มีสาวกผู้ปราศจากโมหะห้อมล้อมแล้ว
ทรงปราศจากตัณหา มีสาวกผู้ปราศจากตัณหาห้อมล้อมแล้ว ทรงปราศจาก
กิเลส มีสาวกผู้ปราศจากกิเลสห้อมล้อมแล้ว เป็นพระพุทธะเอง มีพระ
พหูสูตพุทธะห้อมล้อมแล้ว เสด็จพระดำเนินไปสู่ทางที่จะนำไปยังกรุงกบิล-
พัสดุ์ ด้วยเพศของพระพุทธะอันหาผู้เสมอเหมือนมิได้ และด้วยความ
สง่างามของพระพุทธะอันหาประมาณมิได้ เหมือนเกษรดอกไม้ที่ใบล้อมไว้
เหมือนดอกกรรณิการ์ที่เกษรล้อมไว้. เหมือนพระยาช้างฉัททันต์ อันช้าง

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 444 (เล่ม 28)

๘,๐๐๐ ล้อม เหมือนพระยาหงส์ธตรัฏฐ์ มีหงส์ ๙๐๐,๐๐๐ ห้อมล้อม
เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ที่มีกองทัพห้อมล้อม เหมือนท้าวสักกเทวราช
อันทวยเทพห้อมล้อม เหมือนหาวิตมหาพรหม อันหมู่พรหมห้อมล้อม
เหมือนพระจันทร์เพ็ญ อันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว. ลำดับนั้น รัศมีมีวรรณะ
ดังทองคำ พวยพุ่งออกจากพระวรกายส่วนเบื้องหน้าของพระพุทธองค์ จด
เนื้อที่ประมาณ ๖๐ ศอก. พระรัศมีดังทองคำพวยพุ่งออกจากพระวรกาย
เบื้องหลัง จากพระหัตถ์ขวา จากพระหัตถ์ซ้าย จดเนื้อที่ ๘๐ ศอก.
รัศมีมีสีดังคอนกยูง พวยพุ่งออกจากเกลียวพระเกษาทั้งหมด จำเดิมแต่
ปลายผมเบื้องบนไปจดที่ประมาณ ๘๐ ศอก ในท้องฟ้า. รัศมีมีวรรณะ
ดังแก้วประพาฬ พวยพุ่งออกจากพื้นพระบาทเบื้องล่าง จดแผ่นดินทึบ
เนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอก. พระพุทธรัศมี มีวรรณะ ๖ โชติช่วง ไหว
ไปมาอยู่ตลอดเนื้อที่ ๘๐ ศอก โดยรอบด้วยอาการอย่างนี้ แล่นแปลบปลาบ
ไปเหมือนเปลวไฟที่แลบออกจากประทีปด้ามที่ทำด้วยทองคำพุ่งไปสู่อากาศ
และเหมือนสายฟ้าที่แลบออกจากมหาเมฆที่ตั้งขึ้นทั้ง ๔ ทวีป พุทธรัศมี
นั้นแล. สว่างไสวไปทั่วทิศาภาค ประหนึ่งว่าโปรยด้วยดอกจำปาทอง
ราวกะว่ารดด้วยสายน้ำทองที่ไหลออกจากหม้อทองคำ ราวกะว่าวงไว้ด้วย
แผ่นผ้าทองคำที่คลี่แล้ว ราวกะว่าเกลื่อนกลาดไปด้วยละอองดอกทองกวาว
และดอกกรรณิการ์ ที่ลมเวรัมภาพัดขึ้น.
พระสรีระที่มีพระรัศมีแห่งพระอนุพยัญชนะ ๘๐ และรุ่งเรืองด้วย
พระวรลักษณะ ๓๒ ประการ แม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็รุ่งโรจน์ เหมือน
ท้องฟ้ามีหมู่ดาวระยิบระยับ เหมือนป่าดอกปทุมที่บานแล้ว เหมือนต้น

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 445 (เล่ม 28)

ปาริฉัตตกะ สูงร้อยโยชน์ มีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น ราวกะว่า เอาพระสิริ
ครอบรำสิริของพระจันทร์ ๓๒ ดวง ของพระอาทิตย์ ๓๒ ดวง ของพระเจ้า-
จักรพรรดิ ๓๒ พระองค์ ท้าวเทวราช ๓๒ พระองค์ ของท้าวมหาพรหม ๓๒
พระองค์ ที่ถูกตั้งไว้ตามลำดับ. โดยอาการที่พระสรีระนั้น ประดับด้วย
บารมี ๓๐ ถ้วน คือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ที่ทรงบำเพ็ญ
มาแล้วโดยชอบ ทานที่ทรงให้แล้ว ศีลที่ทรงรักษาแล้ว กัลยาณกรรมที่ทรง
กระทำแล้วสิ้น ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป เมื่อไม่ได้ฐานะที่จะให้วิชาหยั่งลง
ในอัตภาพหนึ่ง ก็กลายเป็นเหมือนถึงที่คับแคบ. ได้เป็นเหมือนเวลาที่ยก
สิ่งของจากเรือพันลำลงบรรทุกเรือลำเดียว เหมือนเวลาที่ยกสิ่งของจาก
เกวียนพันเล่มเอาบรรทุกเกวียนเล่มเดียว เหมือนเวลาห้วงน้ำของแม่น้ำ
คงคาแยกออก ๒๕ สาย แล้วรวมเป็นสายเดียวกัน ที่ประตูปากทาง.
ประทีปด้ามหลายพันดวง ชูขึ้นเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้
ผู้ส่องสว่างอยู่ด้วยพระพุทธสิรินี้ ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวาก็เหมือนกัน.
ดอกมลิซ้อน ดอกจำปา มลิวัน อุบลแดง อุบลเขียว ดอกพิกุล และ
ดอกไม้ยางทราย จุณเครื่องหอมมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น เรี่ยรายไป.
เหมือนสายน้ำที่เมฆทั้ง ๔ ทิศ โปรยปรายลงมา เสียงก้องกังวานแห่ง
ดนตรีมีองค์ ๕ และเสียงแซ่ซร้องที่เกี่ยวด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณ และ
สังฆคุณเต็มไปทุกทิศ. ดวงตาของเหล่าเทวดา มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์
และยักษ์เป็นต้น ก็ได้เห็นเหมือนได้น้ำอมฤต. ก็การตั้งอยู่ในที่นี้แล้วกล่าว
สรรเสริญการเสด็จดำเนินไปพันบทก็ควร. คำดังจะกล่าวต่อไปนี้ เป็น
เพียงมุขคือหัวในเรื่องนั้น.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 446 (เล่ม 28)

"พระผู้เป็นนายกพิเศษของโลก ทรงสมบูรณ์
ด้วยพระอังคาพยพทุกส่วน สำเร็จความงดงามอย่าง
นั้น ไม่ทรงเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมเสด็จ
ดำเนินไป. พระนราสภผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า
เมื่อทรงยกพระบาทเบื้องขวา พระบาทแรก เสด็จ
ดำเนินไปสมบูรณ์ด้วยพระสิริ ย่อมงดงาม. พื้น
พระบาทเบื้องล่าง ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ซึ่ง
เสด็จดำเนินไปก็อ่อนนุ่ม สัมผัสภาคพื้นที่เรียบ
ละอองธุลีก็ไม่จับติด. พระผู้เป็นนายกของโลภ
กำลังเสด็จดำเนินไป ที่ลุ่มก็ดอนขึ้น และที่ดอนก็
เรียบ ทั้งที่แผ่นดิน หาจิตใจมิได้ แผ่นหิน ก้อน-
กรวด กระเบื้องถ้วย ตอ และหนามทั้งหมด ก็
เว้นมรรค (ไม่มีในทาง ) เมื่อพระผู้เป็นนายกของ
โลกกำลังเสด็จดำเนินไป. พระมุนีผู้มีจรณะ
สมบูรณ์ ไม่ก้าวพระบาทยาวในที่ไกลมาก ไม่ก้าว
พระบาทถี่ในที่ใกล้มาก เสด็จดำเนินไม่เสียดสี
พระชานุและข้อพระบาททั้งสอง เสด็จดำเนินไม่
เร็วนักไม่ช้านัก ขณะเสด็จดำเนิน ก็มีสมาธิพระ-
หฤทัยตั้งมั่น ไม่ทอดพระเนตรขึ้นเบื้องบนลงเบื้อง
ต่ำ เบื้องขวาง และทิศใหญ่น้อยอย่างนั้น เสด็จ
ดำเนินไปทอดพระเนตรเพียงชั่วแอก. พระชินเจ้า

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 447 (เล่ม 28)

พระองค์นั้น มีพระอาการเยื้องกรายคล้ายพระยาช้าง
ในการเสด็จดำเนินไป จึงงดงาม. พระผู้เป็นยอด
โลก เสด็จดำเนินงดงาม ทำโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ให้ร่าเริง ทรงงดงามดุจราชาแห่งดวงดาวคือพระ-
จันทร์ ดุจไกรสรราชสีห์ ออกล่าเหยื่อในทิศทั้งสี่
ทรงทำพระผู้เป็นพหูสูตให้ยินดี เสด็จถึงบุรีอัน
ประเสริฐแล.
นัยว่า นี้ชื่อว่า เวลาพรรณนาพระคุณ กำลังของพระธรรมกถึก
เท่านั้นถือเอาเป็นประมาณ ในการพรรณนาพระสริระอันประเสริฐ หรือ
ในการพรรณนาพระคุณของพระพุทธเจ้า ในกาลทั้งหลาย อย่างวิธีอย่างนี้.
คำมีประมาณเท่าใด สามารถกล่าวได้ด้วยบทร้อยแก้ว หรือด้วยบทผูกเป็น
ร้อยกรองได้ คำมีประมาณเท่านั้น ก็ควรกล่าว ไม่ควรกล่าวคำที่เลว ๆ.
ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระคุณหาประมาณมิได้. แม้แต่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายด้วยกันเอง ก็ยังไม่สามารถกล่าวพระคุณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
โดยไม่ให้หลงเหลือได้. จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่สัตว์นอกนี้เล่าแล. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปยังศากยราชบุรี อันประดับตกแต่ง ด้วยสิริวิลาส
แม้อย่างนี้ อันชนผู้มีจิตเลื่อมใสแล้วบูชาอยู่ด้วยของหอม ธูป ผงอบเป็นต้น
เสด็จเข้าสู่สัณฐาคาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ภควา
นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธี ภิกฺขุสงฺเฆน เยน วนํ สณฺฐา-
คารํ เตนุปสงฺกมิ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่ง ( อันตรวาสก )

447