พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 428 (เล่ม 28)

บทว่า นนฺทิราคสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า เหมือนอย่างว่า ทราย
ละเอียดและหยาบ ปิดท่อนไม้ที่จมตรงกลาง ( นอกนั้น ) อยู่บนบก
ท่อนไม้นั้นไม่สามารถจะยกปลายขึ้นได้อีก ฉันใด บุคคลผู้อันนันทิราคะ
ติดพันแล้วก็ฉันนั้น ตกไปในอบาย ๔ ถูกทุกข์ใหญ่บีบคั้น เขาไม่สามารถ
เงยศีรษะขึ้นได้อีก ตั้งหลายพันปี ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า นนฺทิราคสฺเสตํ
อธิวจนํ ดังนี้.
บทว่า อสฺมิมานสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า เหมือนอย่างว่า ท่อนไม้
ที่งอกขึ้นบนบก ท่อนล่างแช่น้ำในแม่น้ำคงคา ท่อนบนเปียกน้ำฝน ถูก
สาหร่ายหุ้มรัดไว้โดยลำดับ ก็จะถูกเขาต่อว่าว่าตอนั้นเป็นแผ่นหินหรือ
ฉันใด บุคคลผู้ถือตัวด้วยอัสมิมานะก็ฉันนั้น ถือว่าเป็นผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตร
ในฐานะของผู้ถือบังสุกูลิกังคธุดงค์ เป็นพระธรรมกถึก ในฐานะพระธรรม-
กถึก เป็นผู้รักษาเรือนคลัง ในฐานะภัณฑาคาริก เป็นแพทย์ ในฐานะ
เป็นแพทย์ เป็นผู้ส่อเสียด ในฐานะเป็นผู้ส่อเสียด. บุคคลนั้น ถึงการ
แสวงหาที่ไม่สมควร มีประการต่าง ๆ ถูกอาบัตินั้น ๆ ผูกพันไว้ ก็จะถูกเขา
ต่อว่า ศีลอะไร ๆ ภายในของเขา มีหรือไม่มีหนอ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
อสฺมิมานสฺเสตํ อธิวจนํ ดังนี้.
บทว่า ปญฺจนฺเนตํ กามคุณานํ อธิวจนํ ความว่า เหมือนอย่างว่า
ท่อนไม้ที่ตกไปในน้ำวน ถูกกระแทกที่แผ่นหินเป็นต้น แหลกละเอียด
ภายในนั้นนั่นแล ฉันใด บุคคลผู้ตกไปในวังวน คือ กามคุณ ๕ ก็ฉันนั้น
ถูกทุกข์อันเกิดแต่ความหิวกระหายเป็นต้น กระทบกระทั่งบีบคั้น เพราะ

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 429 (เล่ม 28)

กรรมกรณ์ ( การลงโทษ ) ในอบาย ๔ ถึงความแหลกละเอียดตลอด
กาลนาน ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ปญฺจนฺเนตํ กามคุณานํ อธิวจนํ
ดังนี้.
บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ ผู้ไม่มีศีล. บทว่า ปาปธมฺโม แปลว่า
ผู้มีธรรมอันลามก. บทว่า อสุจิ แปลว่า ไม่สะอาด. บทว่า สงฺกสฺสรส-
มาจาโร ความว่า ผู้มีความประพฤติที่ผู้อื่นพึงระลึกโดยความรังเกียจอย่าง
นี้ว่า กรรมนี้ เห็นจะเป็นของผู้นี้ เห็นจะเป็นของผู้นี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ
ว่า ผู้มีความประพฤติน่ารังเกียจ เพราะประพฤติสมาจารต่อบุคคลอื่น
ความรังเกียจดังนี้ก็มี. จริงอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า มีสมาจารน่ารังเกียจ เพราะ
เห็นคน ๒ - ๓ คนพูดกัน ก็รังเกียจคือแล่นไปสู่ความประพฤติของคน
เหล่านั้นว่า ผู้คนเหล่านี้ ชะรอยจะกล่าวโทษเรา ดังนี้ก็มี.
บทว่า สมณปฏิญฺโญ ความว่า ในการจับสลากเป็นต้น เมื่อเขา
เริ่มนับว่า สมณะในวิหารมีเท่าไร ภิกษุนั้นก็ปฏิญญาว่า แม้เราก็เป็นสมณะ
แม้เราก็เป็นสมณะ กระทำการจับสลากเป็นต้น. บทว่า พฺรหฺมจารีปฏิญฺโญ
ความว่า ในอุโบสถกรรมและปวารณากรรมเป็นต้น ภิกษุนั้นย่อมเข้าสังฆ-
กรรมเหล่านั้น โดยปฏิญญาว่า แม้เราก็เป็นพรหมจารี. บทว่า อนฺโตปูติ
ความว่า ชื่อว่า ความเป็นผู้เน่าใน เพราะเป็นความเน่าของคุณความดี
แม้ของบุคคลผู้ไม่เน่า ในอาการ ๓๒ มีไตและหัวใจเป็นต้น. บทว่า
อวสฺสุโต แปลว่า ผู้อันราคะชุ่มแล้ว. บทว่า กสมฺพุกชาโต ได้แก่
เกิดเป็นหยากเยื่อ เพราะกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 430 (เล่ม 28)

บทว่า เอตทโวจ ความว่า นายนันทะคนเลี้ยงโค ต้อนฝูงโค
ให้บ่ายหน้าสู้ฝั่งแม้น้ำคงคา แล้วยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของ
พระศาสดา ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วคิดว่า พระศาสดาตรัสว่า เธออาจ
บำเพ็ญข้อปฏิบัติ ด้วยอำนาจเป็นผู้ไม่เข้าถึงฝังในเป็นต้น ถ้าเราอาจบำเพ็ญ
อย่างนั้นได้ไซร้ เราบวชแล้วจักบำเพ็ญได้ ดังนี้แล้วจึงได้กราบทูลคำนี้
คือคำว่า อหํ ภนฺเต ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า วจฺฉคิทฺธินิโย ความว่า แม้โคทั้งหลาย มีความรักใน
ลูกโคทั้งหลาย ด้วยทั้งนมที่กำลังหลั่งน้ำนมอยู่ ก็จักไปหาเอง เพราะ
ความรักในลูกโค. บทว่า นิยฺยาเตเหว แปลว่า จงมอบให้. จริงอยู่
เมื่อแม่โคยังไม่ถูกมอบให้ เจ้าของโคทั้งหลาย ก็จักเที่ยวตามหลังท่านด้วย
คิดว่า แม่โคตัวหนึ่งไม่เห็น โคตัวหนึ่ง ลูกโคตัวหนึ่งก็ไม่เห็น เพื่อแสดงว่า
ความผาสุกจักมีด้วยประการฉะนี้ และขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้ ไม่งอกงาม
สำหรับผู้ยังมีหนี้ และการบรรพชาที่ไม่มีหนี้ บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า
เป็นต้นสรรเสริญแล้ว จึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า นิยฺยาติตา แปลว่า
ถูกมอบให้แล้ว. ในสูตรนี้ ตรัสถึงวัฏฏะ และวิวัฏฏะ.
จบ อรรถกถาปฐมทารุขันธสูตรที่ ๔
๕. ทุติยทารุขันธสูตร
ว่าด้วยอุปมาการท่องเที่ยวในสังสารวัฏกับท่อนไม้ลอยน้ำ
[๓๒๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา
ใกล้เมืองกิมมิละ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นท่อนซุงใหญ่ท่อนหนึ่ง

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 431 (เล่ม 28)

ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นหรือไม่ ซุงท่อนใหญ่
โน้น ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็น
พระเจ้าข้า ฯลฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระกิมมิละ
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร.
ฯลฯ ดูก่อนกิมมิละ ความเป็นผู้เน่าในภายในเป็นไฉน. ภิกษุในศาสนานี้
เป็นผู้ต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง การออกจากอาบัติเช่นนั้น
ยังไม่ปรากฏ นี้เราเรียกว่าความเป็นเน่าในภายใน.
จบ ทุติยทารุขันธสูตร ๕
อรรถกถาทุติยทารุขันธสูตรที่ ๕
ในทุติยทารุขันธสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กิมฺมิลายํ ได้แก่ ในพระนคร มีชื่อว่า กิมมิละ บทว่า
สํกิลิฏฺฐํ ความว่า จำเดิมแต่เวลาที่ปิดไว้ อาบัติที่ชื่อว่าไม่เศร้าหมอง
ย่อมไม่มี. อาบัติที่เศร้าหมองเห็นปานนั้น.
บทว่า วุฏฺฐานํ ทิสฺสติ ได้แก่การออกจากอาบัติ ด้วยปริวาส
มานัต และ อัพภาน ย่อมปรากฏแล.
จบ อรรถกถาทุติยทารุขันธสูตรที่ ๕

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 432 (เล่ม 28)

๖. อวัสสุตสูตร
ว่าด้วยอวัสสุตปริยายและอนวัสสุตปริยาย
[ ๓๒๖ ] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกชนบท ก็โดยสมัยนั้นแล เจ้าศากยราชทั้งหลาย
อยู่ครองกรุงกบิลพัสดุ์ ได้รับสั่งให้สร้างสัณฐาคารใหม่ในกาลไม่นาน เป็น
สถานที่อันสมณพราหมณ์หรือมนุษย์ใด ๆ ยังไม่ได้อยู่ครอง ครั้งนั้นแล
เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครอง
กรุงกบิลพัสดุ์ รับสั่งให้สร้างสัณฐาคารใหม่ในกาลไม่นาน เป็นสถานที่อัน
สมณพราหมณ์ หรือมนุษย์ใด ๆ ยังไม่ได้อยู่ครอง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงใช้สัณฐาคารนั้นก่อน สัณฐาคารนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงใช้ก่อนแล้ว เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์
จักทรงใช้ในภายหลัง การทรงใช้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พึงมีเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุข แก่เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์
สิ้นกาลนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล เจ้า-
ศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงทราบการรับของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
ทำประทักษิณแล้ว เสด็จเข้าไปยังสัณฐาคารใหม่ รับสั่งให้ลาดสัณฐาคาร
ที่บุคคลลาดแล้วด้วยเครื่องลาดทั้งปวง ปูอาสนะแล้ว รับสั่งให้ตั้งแก้วน้ำไว้

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 433 (เล่ม 28)

ประจำ แล้วรับสั่งให้ตามประทีปน้ำมันขึ้น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ สัณฐาคารอันบุคคลปูลาดแล้วด้วยเครื่องลาดทั้งปวง ปูอาสนะแล้ว
ตั้งแก้วน้ำประจำไว้แล้ว ตามประทีปน้ำมันแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงสำคัญกาลที่จะเสด็จเข้าไป.
[๓๒๗] ครั้นนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว
ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังสัณฐาคารใหม่พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
ครั้นแล้วทรงล้างพระบาท แล้วเสด็จเข้าไปสู่สัณฐาคาร ประทับนั่งพิงเสา
กลาง ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศบูรพา ฝ่ายภิกษุสงฆ์ล้างเท้าแล้วเข้าไปสู่
สัณฐาคาร แล้วนั่งพิงฝาด้านหลัง ผินหน้าไปทางทิศบูรพา ให้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับอยู่เบื้องหน้า แม้เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์
หลังพระบาทแล้ว เสด็จเข้าไปสู่สัณฐาคาร แล้วประทับนั่งพิงฝาด้านหน้า
ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่
เบื้องหน้าอย่างเดียวกัน ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเจ้าศากย-
ราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ
ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาหลายราตรี แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อน
ท่านผู้โคตมโคตรทั้งหลาย ราตรีล่วงไปแล้ว บัดนี้ท่านทั้งหลายจงสำคัญ
กาลที่จะเสด็จไปเถิด เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทูลรับพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า แล้วเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จไป.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 434 (เล่ม 28)

[๓๒๘] ลำดับนั้นแล เมื่อเจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุง-
กบิลพัสดุ์ เสด็จไปแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระมหา-
โมคคัลลานะมาตรัสว่า พูดก่อนโมคคัลลานะ ภิกษุสงฆ์ปราศจากถีนมิทธะ
แล้วแล ธรรมีกถาของเธอจงแจ่มแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อยหลัง จัก
เหยียดหลัง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปูลาดผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น แล้วทรงสำเร็จ
สีหไสยาสน์โดยพระปรัสเบื้องขวา ทรงซ้อนเหลื่อมพระบาทด้วยพระบาท
มีพระสติสัมปชัญญะ ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งอุฏฐานสัญญา ในลำดับนั้นแล
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นรับต่อพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราจักแสดงอวัสสุตริยายและอนวัสสุต-
ปริยายแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังอวัสสุตปริยายและอนวัสสุต-
ปริยายนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นรับต่อท่านพระมหา-
โมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส
ทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีใจชุ่มด้วยกามอย่างไร. ภิกษุในศาสนานี้ เห็น
รูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่
น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งกายคตาสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัด
ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามก
ที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯลฯ ภิกษุในศาสนานี้ รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมขัด
เคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจ

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 435 (เล่ม 28)

มีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับ
ไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็น
จริง ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้มีใจชุ่มแล้วในรูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันจะพึงรู้แจ้งด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ.
[๓๒๙] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้ว่า มารเข้าไปหาภิกษุนั้น
ผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้นทางจักษุ มารย่อมได้ช่องได้เหตุ ฯ ล ฯ ถ้าแม้ว่ามาร
เข้าไปหาภิกษุนั้นมีปรกติอยู่อย่างนั้นทางใจ มารย่อมได้ช่องได้เหตุ ดูก่อน
อาวุโส เรือนไม้อ้อก็ดี เรือนหญ้าก็ดี ที่แห้งเกราะ เขาทำไว้ภายนอก
กาลฝน ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าลุกโชนพึงเข้าไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้า
นั้นทางทิศบูรพา ไฟพึงได้ช่องได้เหตุ ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าลุกโชนพึงเข้า
ไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้านั้นทางทิศปัจจิม ในทิศอุดร ในทิศทักษิณ
ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องบน ไฟพึงได้ช่องได้เหตุ ถ้าแม้ว่าบุรุษนั้นมีคบหญ้า
ลุกโชนพึงเข้าไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้านั้น แต่ทิศใดทิศหนึ่ง ไฟ
พึงได้ช่องได้เหตุ แม้ฉันใด ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้ว่ามารเข้าไปหา
ภิกษุนั้น ผู้มีปรกติอยู่อย่างนั้น ทางจักษุ ทางหู ทางจมูก ทางกาย ทางใจ
มารพึงได้ช่องได้เหตุฉันนั้น.
[๓๓๐] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็รูปครอบงำภิกษุผู้มีปรกติอยู่อย่าง
นั้น ภิกษุไม่ครอบงำรูป เสียงครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำเสียง กลิ่น
ครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำกลิ่น รสครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำรส
โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ครอบงำ
ภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำธรรมารมณ์ ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกรูป เสียง กลิ่น

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 436 (เล่ม 28)

รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ครอบงำ ไม่ครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาป เป็นอกุศล มีความ
เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป ครอบงำแล้ว ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้มีใจชุ่มแล้วด้วยกามอย่างนี้แล.
[๓๓๑] ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มด้วยกาม
อย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปใน
รูปอันน่ารัก ไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้
มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่
ดับไปไม่เหลือแห่งอกุลธรรมอันลามก ที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความ
เป็นจริง ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่
น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ชัด
ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามก
ที่บังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้
เรียกว่าเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มแล้วในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
อันจะพึงรู้แจ้งด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนั้นทางจักษุ มารย่อมไม่ได้ช่อง
ไม่ได้เหตุ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นทางใจ มารย่อมไม่ได้ช่องไม่
ได้เหตุ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าลุกโชนพึงเข้าไปใกล้
กุฏาคารศาลาในทิศบูรพา ไฟไม่พึงได้ช่องไม่พึงได้เหตุ เพราะการขยำดิน

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 437 (เล่ม 28)

ทาอย่างแน่นหนา ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าลุกโชนพึงเข้าไปใกล้กุฏาคารศาลา
นั้นในทิศปัจจิม ในทิศอุดร ในทัศทักษิณ ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องบน ไฟ
ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เหตุ เพราะการขยำดินทาอย่างแน่นหนา ถ้าแม้บุรุษ
มีคบหญ้าลุกโชนพึงเข้าไปใกล้กุฏาคารนั้นแต่ที่ใดที่หนึ่ง ไฟไม่พึงได้ช่อง
ไม่พึงได้เหตุ แม้ฉันใด ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้น
ผู้มีปกติอยู่อย่างนั้นทางจักษุ มากก็ไม่ได้ช่องไม่ได้เหตุ ถ้าแม้มารเข้าไป
หาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนั้นทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
มารย่อมไม่ได้ช่องไม่ได้เหตุ ฉันนั้น ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มี
ปรกติอยู่อย่างนั้น ครอบงำรูป รูปไม่ครอบงำภิกษุ ภิกษุครอบงำเสียง
เสียงไม่ครอบงำภิกษุ ภิกษุครอบงำกลิ่น กลิ่นไม่ครอบงำภิกษุ ภิกษุครอบ
งำรส รสไม่ครอบงำภิกษุ ภิกษุครอบลำโผฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ครอบงำ
ภิกษุ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ไม่ครอบงำภิกษุ ดูก่อนอาวุโส
ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า ผู้ครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ เธอครอบงำอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันมีความ
เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก
เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็น
ผู้มีใจไม่ชุ่มแล้วด้วยกามอย่างนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จลุก
ขึ้นแล้ว ตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมาว่า ดีละ ดีละ โมคคัล-
ลานะ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอได้ภาษิตอวัสสุตปริยายแก่ภิกษุทั้งหลาย
ดีแล้ว ๆ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิต
ของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฉะนั้นแล.
จบ อวัสสุตสูตรที่ ๖

437