พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 418 (เล่ม 28)

ผู้ ละทิ้งอาจารวัตร และอุปัชฌายวัตรเสียแล้ว ยังละเว้นจากอุทเทศ
ปริปุจฉา และโยนิโสมนสิการ ( การใส่ใจ ) จึงกล่าวนิวรณ์ ๕ โดยอรรถ
อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราจะไปสำนักของใคร. ลำดับนั้น ถีนมิทธ
นิวรณ์ ลุกขึ้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายไม่เห็นหรือ บุคคลผู้เกียจคร้าน
อยู่ในวิหารโน้น นั่น ไปบ้านชื่อโน้น ซ้อนข้าวต้มไว้บนข้าวต้ม ขนม
ไว้บนขนม ซ้อนข้าวสวยไว้บนข้าวสวย มาวิหาร เป็นผู้สละวัตรปฏิบัติหมด
ละเว้นจากอุทเทศเป็นต้น ขึ้นเตียงนอน จงให้โอกาสแก่เรา.
ลำดับนั้น กามฉันทนิวรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า เมื่อเราให้โอกาส
แก่ท่าน ท่านก็ต้องให้โอกาสแก่เราบ้าง บัดนี้แลเขานอนหลับ ถูกกิเลส
รบกวน ตื่นขึ้นก็จักตรึกแต่กามวิตก.
ลำดับนั้น พยาปาทนิวรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า เมื่อเราให้โอกาส
แก่ท่าน ท่านก็ต้องให้โอกาสแก่เราบาล บัดนี้แลเราหลับไป ลุกขึ้นแล้ว
ถูกต่อว่า ท่านจงทำวัตรปฏิบัติ ก็กล่าวคำหยาบ มีประการต่าง ๆ ว่า ท่าน
คนพวกนี้ ไม่ทำการงานของตน ขวนขวายแต่ในเรา จำจักควักนัยน์ตา
ออก เที่ยวไป.
ลำดับนั้น อุทธัจจนิวรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า เมื่อเราให้โอกาสแก่ท่าน
ท่านก็ต้องให้โอกาสเราบ้าง ขึ้นชื่อว่า ผู้เกียจคร้าน ย่อมลุกขึ้นเหมือน
กองเพลิงที่ถูกลมพัด.
ลำดับนั้น กุกกุจจนิวรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า เมื่อเราให้โอกาสแก่ท่าน
ท่านก็ต้องให้โอกาสแก่เราบ้าง ขึ้นชื่อว่า ผู้เกียจคร้าน ย่อมเป็นผู้มีความ
รำคาญเป็นปกติ ทำให้เกิดความสำคัญ ในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร และความ
สำคัญในสี ที่ควรว่าไม่ควร.

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 419 (เล่ม 28)

ลำดับนั้น วิจิกิจฉานิวรณ์ ลุกขึ้นกล่าวว่า เมื่อเราให้โอกาสแก่ท่าน
ท่านก็ต้องให้โอกาสแก่เราบ้าง. จริงอยู่ บุคคลเห็นปานนี้ ชื่อว่าย่อมให้
เกิดความสงสัยอย่างใหญ่ในฐานะทั้ง.
นิวรณ์ ๕ ย่อมครอบงำยึดเอาผู้ที่เกียจคร้านกินจุ ด้วยอาการ
อย่างนี้ เหมือนสุนัขดุเป็นต้น ข่มเหงโคแก่ตัวเขาขาดฉะนั้น. แม้ผู้นั้น
ถึงหยั่งลงสู่กระแสอริยมรรค นั่งบนทุ่นคือสมาธิ ก็ไม่สามารถจะบรรลุถึง
สาครคือพระนิพพานได้.
บุคคลผู้มีทิฏฐิเป็นคติ ทำทิฏฐิให้เกิดแล้วตั้งอยู่ พึงทราบเหมือน
ต้นไม้ ตั้งอยู่โดยอาการดุจรากที่ฝังอยู่ในระหว่างแผ่นหิน ๒ แผ่น. จริงอยู่
ผู้นั้นเป็นเหมือนอริฏฐภิกษุ และกัณฐกสามเณร เที่ยวกล่าวอยู่ว่า ใน
อรูปภพ ก็มีรูป ในอสัญญีภพ จิตก็ย่อมเป็นไป โลกุตตรมรรค อันเป็น
ไปหลายขณะจิต อนุสัยเป็นจิตตวิปยุต และเหล่าสัตว์เหล่านั้นแหละ
ย่อมเร่ร่อน ท่องเที่ยวไป ก็หรือว่า เป็นผู้มีวาทะว่า ส่อเสียด เป็นผู้เที่ยว
ทำลาย พระอุปัชฌาย์เป็นต้น กับสัทธิวิหาริกเป็นต้น. แม้ผู้นั้น ถึง
หยั่งลงสู่กระแสพระอริยมรรค นั่งบนทุ่นคือสมาธิ ก็ไม่สามารถจะบรรลุ
ถึงสาครคือพระนิพพานได้.
บุคคลที่บวชในเวลาแก่ อยู่ในชนบทปลายแดน และผู้เห็นธรรม
ได้โดยยาก พึงทราบเหมือนต้นไม้ที่ระท้องฟ้ากลางแจ้ง ถูกเถาวัลย์พันยืน
ต้น แช่น้ำอยู่ ๒ - ๓ ครั้ง ในเมื่อห้วงน้ำหลากมา ท่วมเกิน ๑ - ๒ ปี
จริงอยู่บุคคลบางคน บวชในเวลาเป็นคนแก่ ได้อุปสมบท ในชนบท

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 420 (เล่ม 28)

ปลายแดน โดย ๒- ๓ วัน ในเวลามีพรรษา ๕ ท่องปาฏิโมกข์ได้คล่อง
แคล่ว ในเวลาได้ ๑๐ พรรษา ในเวลากล่าววินัยในสำนักพระเถระผู้ทรง
วินัย วางพริกไทย หรือชิ้นสมอไว้ในปาก ปิดหน้าด้วยพัด นั่งหลับ เป็น
ผู้ชื่อว่า มีวินัยอันเธอกระทำแล้วด้วยอากัปกิริยาเป็นเลศ ถือบาตรและ
จีวรไปยังชนบทปลายแดน.
มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น พากันสักการะภิกษุนั้น กล่าวว่า ท่าน
ผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แล เพราะการเห็นภิกษุหาได้ยาก จึงพากัน
สร้างวิหาร ปลูกต้นไม้มีดอกและออกผลแล้ว ให้อยู่ในวิหารนั้น.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย ผู้พหูสูต จากวิหาร เช่นกับด้วยมหา-
วิหาร ไปในที่นั้นด้วยตั้งใจว่า จักมาบำเพ็ญวิปัสสนาเป็นต้น ในชนบท.
ภิกษุนั้นเห็นภิกษุเหล่านั้น ยินดีร่าเริง บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ วันรุ่งขึ้นจึงพา
กันเข้าไปบ้านเพื่อภิกขาจารกล่าวว่า พระเถระชื่อโน้นเป็นผู้ทรงพระสูตร
พระเถระชื่อโน้นเป็นผู้ทรงอภิธรรม พระเถระชื่อโน้นเป็นผู้ทรงพระวินัย
พระเถระชื่อโน้นเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก เมื่อไรพวกท่านจักได้พระเถระ
เห็นปานนี้ จักสร้างที่ฟังธรรม. อุบาสกทั้งหลายคิดว่า พวกเราจักสร้างที่
ฟังธรรม ดังนี้แล้ว ชำระทางไปวิหาร แล้วถือเอาเนยใสและน้ำมันเป็นต้น
เข้าไปหาพระมหาเถระ กล่าวว่า ท่านขอรับ พวกกระผมจะสร้างที่ฟังธรรม
ท่านจงบอกกล่าวต่อพระธรรมกถึก วันรุ่งขึ้นจึงมาฟังธรรม.
พระเถระผู้เป็นเจ้าถิ่น เก็บงำบาตรและจีวร ของภิกษุผู้อาคันตุกะ.
ให้ส่วนแห่งวันล่วงเลยไป ภายในห้องนั้นแล. พระธรรมกถึกผู้กล่าวตอน
กลางวัน ลุกขึ้นกล่าวบทสรภัญญะเหมือนเทน้ำจากหม้อ ท่านไม่รู้บท

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 421 (เล่ม 28)

พระภัญญะแม้นั้น. ผู้กล่าวกลางคืน กล่าวตอนกลางคืนแล้วลุกขึ้น เหมือน
ทำสาครให้กะเพื่อม ท่านไม่รู้จักแม้บทสรภัญญะนั้น. ท่านผู้กล่าวตอน
ใกล้รุ่งกล่าวแล้วลุกขึ้น. ท่านก็ไม่รู้บทสรภัญญะแม้นั้น. ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่
ล้างหน้า น้อมบาตรและจีวรเข้าไปถวายพระเถระ เข้าไปภิกษาจารกล่าวกะ
พระมหาเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้กล่าวตอนกลางวัน กล่าวชาดก
ชื่ออะไร. ท่านผู้กล่าวบทสรภัญญะ กล่าวสูตรอะไร. ผู้กล่าวกลางคืนกล่าว
ธรรมกถา ชื่ออะไร. ผู้กล่าวว่าตอนใกล้รุ่ง กล่าวชื่อชาดกอะไร. ชื่อว่า
ขันธ์ทั้งหลาย มีเท่าไร ชื่อว่าธาตุทั้งหลาย มีเท่าไร ชื่อว่าอายตนะมี
เท่าไร พระเถระเห็นปานนี้ ล่วงไป ๑ - ๒ ปี จึงได้เห็นภิกษุและได้
ฟังธรรม เช่นกับชุ่มด้วยน้ำ ในเมื่อห้วงน้ำหลากมา. บุคคลนั้นกลับจาก
เยี่ยมพระสงฆ์ และการฟังธรรมอย่างนี้ อยู่ในที่ไกลถึงหยั่งลงสู่อริยมรรค
นั่งบนทุ่นคือสมาธิก็ไม่สามารถจะบรรลุถึงสาคร คือพระนิพพานได้.
บุคคลผู้กล่าวด้วยเสียงอันไพเราะ พึงทราบเหมือนต้นไม้อ่อนอัน
เกิดที่เกาะน้อย กลางแม่น้ำคงคา. จริงอยู่บุคคลนั้น เรียนชาดก มี
เวสสันดรชาดกเป็นต้น ที่รู้จักกันแล้ว ไปปัจจันตชนบท อันเป็นที่เห็น
ภิกษุได้ยาก อันชนผู้มีใจเลื่อมใสด้วยธรรมกถาในที่นั้นบำรุงอยู่ อยู่ใน
วิหาร อันเป็นที่รื่นรมย์ดุจนันทนวัน มีต้นไม้ดอกผลสมบูรณ์ ที่เขาทำอุทิศ
เฉพาะตน.
ลำดับนั้น เหล่าภิกษุผู้กล่าวภาณวาร ได้ฟังเรื่องนั้นของภิกษุนั้น
แล้ว จึงไปในที่นั้นด้วยคิดว่า ได้ยินว่า ภิกษุชื่อโน้น มีจิตผูกพันใน
อุปัฏฐากอย่างนี้อยู่ ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต สามารถเพื่อเรียนพุทธพจน์ หรือ

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 422 (เล่ม 28)

เพื่อมนสิการพระกรรมฐาน พวกเราพร้อมด้วยท่านจะนำมาเรียนธรรม
เรียนกรรมฐานในสำนักพระเถระชื่อโน้น .
ท่านทำวัตรต่อภิกษุเหล่านั้น ในเวลาเย็นถูกภิกษุทั้งหลาย ผู้ออก
จาริกไปในวิหารถามว่า อาวุโส ท่านสร้างเจดีย์นี้หรือ จงตอบว่า ขอรับ
ท่านผู้เจริญ. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า นี้ต้นโพธิ์ นี้มณฑป นี้โรงอุโปสถ.
นี้โรงไฟ นี้ที่จงกรม ท่านให้เขาสร้างหรือ ท่านให้ปลูกต้นไม้เหล่านี้
สร้างวิหารน่ารื่นรมย์ดุจนันทนวันหรือ ภิกษุนั้นตอบว่า ขอรับท่านผู้เจริญ.
ในเวลาเย็นท่านไปสู่ที่บำรุงพระเถระไหว้แล้วถามว่า เพราะเหตุไร
ท่านจึงมาขอรับ. พระเถระกล่าวว่า อาวุโส พวกเราจะพาท่านไปเรียน
กรรมฐานในสำนักพระเถระชื่อโน้น จักพร้อมเพรียงกัน ทำสมณ-
ธรรม ในป่าชื่อโน้น เพราะฉะนั้นพวกเราจึงพากันมาด้วยเหตุนี้. ภิกษุนั้น
กล่าวว่า ดีละขอรับ ธรรมดาว่า ท่านมาเพื่อประโยชน์แก่กระผม แม้
กระผมก็เป็นผู้เบื่อหน่ายในที่นี้ ด้วยการอยู่มานานจึงจะไป กระผมขอรับ
บาตรจีวรขอรับ. พระเถระกล่าวว่า อาวุโส พวกเราเป็นสามเณรและภิกษุ
หนุ่ม เหน็ดเหนื่อยมาในหนทาง วันนี้พักอยู่ก่อน พรุ่งนี้ เวลาหลังอาหาร
จักไป. เธอกล่าวว่า ดีละ ท่านขอรับ วันรุ่งขึ้นก็ไปบิณฑบาตกับสามเณร.
และภิกษุหนุ่มเหล่านั้น.
ชาวบ้านคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา พาภิกษุอาคันตุกะมา
มากดังนี้แล้ว จึงพากันตกแต่งอาสนะ ให้ดื่มข้าวยาคู นั่งอย่างสบาย
ฟังกถา นำภัตตาหารมา. พระเถระทั้งหลายกล่าวว่า. อาวุโส ท่านจงทำ
อนุโมทนาแล้วออกไป พวกเราจักกระทำภัตกิจ ในที่สำราญด้วยน้ำ ดังนี้

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 423 (เล่ม 28)

แล้วออกไป. ชาวบ้านฟังอนุโมทนาแล้วถามว่า ท่านขอรับ พระเถระ
ทั้งหลายมาแต่ไหน พระเถระทั้งหลายกล่าวว่า พระเถระเหล่านั้นเป็น
อาจารย์และพระอุปัชฌาย์ของพวกเรา เป็นผู้ร่วมอุปัชฌาย์ เป็นผู้เคยเห็น
เคยคบกันมา. ชาวบ้านถามว่า พระเถระเหล่านั้นมาทำไมกัน. เธอตอบว่า
มาเพราะต้องการจะพาอาตมาไป. พวกชาวบ้านถามว่า ก็ท่านเล่าประสงค์
จะไปหรือ. เธอตอบอย่างนั้นสิผู้มีอายุ พวกชาวบ้านพูดว่าท่านขอรับ ท่าน
พูดอะไร พวกผมสร้างโรงอุโบสถเพื่อใคร สร้างโรงฉันเพื่อใคร สร้างโรงไฟ
เพื่อใคร พวกเราจักไปสำนักของใคร ในกาลอันเป็นมงคลและอวมงคล.
ฝ่ายอุบาสิกาทั้งหลาย นี้ในที่นั้นนั่นแลก็หลั่งน้ำตา. ภิกษุหนุ่มกล่าวว่า
เมื่อท่านทั้งหลายได้รับทุกข์อย่างนี้ อาตมาจะไปทำอะไร ดังนี้ แล้วส่ง
พระเถระไปแล้วกลับไปวิหาร.
แม้พระเถระทั้งหลาย เสร็จภัตกิจแล้ว นั่งถือบาตรและจีวรรออยู่
พอเห็นภิกษุหนุ่ม จึงกล่าวว่า อาวุโส ทำไมจึงช้าอยู่ ยังวันอยู่หรือ เรา
จะไปละ. ภิกษุกล่าวว่าอย่างนั้นขอรับ ท่านได้รับสุข มูลของอิฐ สำหรับ
บ้านโน้นยังค้างอยู่คงอยู่ตามสัณฐานที่ตั้งไว้นั่นแหละ มูลของจิตรกรรม
เป็นต้น. สำหรับบ้านโน้นเป็นต้น ก็ยังค้างอยู่ แม้เมื่อกระผมไปเสียจิตก็
จักฟุ้งซ่าน พวกท่านจงล่วงหน้าไปกระทำการซักและการย้อมจีวรเป็นต้น
ในวิหารโน้น กระผมจักถึงในที่นั้น. พระเถระเหล่านั้น รู้ว่าภิกษุหนุ่มนั้น
ประสงค์ถ่วงเวลาจึงกล่าวว่า ท่านพึงมาในภายหลัง ดังนี้แล้วก็หลีกไป

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 424 (เล่ม 28)

ภิกษุหนุ่มนั้น ตามไปส่งพระเถระแล้วกลับมาวิหารนั่นแหละ
จึงตรวจดูโรงฉันเป็นต้น เห็นวิหาร น่ารื่นรมย์ จึงคิดว่าดีแล้วหนอ เรา
ไม่ไปละ ถ้าไป พระธรรมกถึกบางรูป นั่นแหละ มาทำลายจิตใจของตน
ทุกคน ทำวิหารให้เป็นของนิกายตน เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไปภายหลัง
ฉันข้าวของชนที่เราได้ภายหลัง จักพึงเที่ยวไป.
สมัยต่อมา ภิกษุหนุ่มนั้น ฟังว่า เล่ากันมาว่าภิกษุเหล่านั้น เรียน
พุทธพจน์ ได้ ๑ นิกาย ๒ นิกาย ๑ ปิฎกและ ๒ ปิฎกเป็นต้น ก็เป็น
พระอรรถกถาจารย์ เป็นพระวินัยธรรมบริวารเป็นร้อยเป็นพัน เที่ยวไป.
ส่วนภิกษุเหล่าใดไปเพื่อจะทำสมณธรรมในที่นั้น ภิกษุเหล่านั้น เพียร
พยายามก็เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคตมี เป็น
พระอรหันต์ ปรินิพพานด้วยสักการะอย่างใหญ่ เธอคิดว่าถ้าเราจักไปแล้ว
ไซร้ สมบัตินี้ก็จักเป็นของเรา แต่เราเมื่อไม่สามารถจะเปลืองฐานะนี้ได้
จึงต้องเป็นผู้เสื่อมอย่างยิ่ง. บุคคลนี้เมื่อเปลืองฐานะนั้น หยั่งลงสู่อริยมรรค
นั่งบนทุ่นคือสมาธิ ไม่สามารถบรรลุถึงสาครคือพระนิพพานได้เพราะตน
เป็นผู้อ่อนโยน.
บุคคลผู้ประพฤติย่อหย่อน เรียนบรรดาปฏิปทา มีรถวินีตสูตร
มหาอริยวังสสูตร และจันโทปมสูตรเป็นต้น ปฏิปทาอย่างใดอย่างหนึ่ง
พึงทราบเหมือนต้นไม้เกิดเอง เป็นดังสะพานข้ามในระหว่าง แล้วเกิดเป็น
ปัจจัยที่อาศัยของชนเป็นอันมาก เพราะมันล้มลงขวางแม่น้ำคงคาแล้วถูก
ทรายกลับทับไว้. จริงอยู่บุคคลนั้น เรียนธรรมอันอาศัยข้อปฏิบัตินั้น ตาม
ปกติเป็นผู้มีเสีย ไพเราะ ก็บรรลุฐานะอันยิ่งใหญ่ เช่นกับเขาจิตตลบรรพต
เป็นต้น กระทำวัตรมีเจติยังคณวัตรเป็นต้น.

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 425 (เล่ม 28)

ลำดับนั้น ภิกษุหนุ่มพวกอาคันตุกะ กล่าวกะท่านภิกษุหนุ่ม ผู้มา
ถึงโรงฟังธรรมว่า ท่านจงกล่าวธรรม. ภิกษุหนุ่มนั้น กล่าวแสดงธรรม
ปฏิปทา ที่ตนเรียนมาโดยชอบ.
ลำดับนั้น เหล่าภิกษุผู้เถระ ผู้ใหม่ และมัชฌิมะทั้งหมด มีภิกษุ
ผู้ทรงบังสกุลิกธุดงค์ และภิกษุทรงบิณฑบาตลิกธุดงค์เป็นต้น มีความดีใจ
ต่อภิกษุหนุ่มนั้นว่าดีจริง ท่านสัตบุรุษ.
ภิกษุหนุ่มนั้น เริ่มตั้งเพียงนิทานของบางสูตร กึ่งคาถาบางสูตร
คาถาหนึ่งบางสูตร สงเคราะห์ภิกษุหนุ่มและสามเณร ประหนึ่งผูกติดกัน
ด้วยแผ่นเหล็ก แล้วเข้าไปหาพระมหาเถระ. ถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็วิหาร
เก่านี้มีอยู่ ปัจจัยลาภไร ๆ เกิดในวิหารนั้น ก็ต้องเป็นของภิกษุในวิหารนั้น.
พระเถระทั้งหลายกล่าวว่า อาวุโส ท่านพูดอะไร ปัจจัยลาภ เกิดในวิหาร
นั้น ได้เนื้อที่ถึง ๒๔๐๐๐ กรีส. ภิกษุหนุ่มกล่าวว่า ข้าแต่ทำผู้เจริญ
พวกท่านกล่าวอย่างนี้ แต่แม้ไฟก็ไม่ติดลุกที่เตาไฟ. พระเถระกล่าวว่า
อาวุโส ขึ้นชื่อว่า ปัจจัยลาภที่ภิกษุผู้อยู่ในวิหารได้แล้วไม่มีอย่างนี้เลย
ใครเล่าไม่ปรารถนา. ภิกษุหนุ่มกล่าวว่า ทานวัตถุที่พระราชาเก่า ๆ พระ-
ราชทาน พระขีณาสพรับไว้แล้ว เพราะเหตุไร่ พระขีณาสพเหล่านั้น
จึงจะทำปัจจัยลาภให้เสียหาย. พระเถระกล่าวว่า อาวุโส อันพระธรรมกถึก
เช่นท่าน ก็พึงสามารถที่จะได้. ภิกษุหนุ่มกล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านอย่าพูด
อย่านั้น ขึ้นชื่อว่า พระธรรมกถึกผู้แสดงข้อปฏิบัติ สำคัญกระผมว่าเป็น
สังฆกุฎุมพี เป็นผู้บำรุงวิหาร จึงปรารถนาจะกระทำต่อกระผม. พระเถระ
กล่าวว่า อาวุโส ข้อนั้น เป็นอกัปปิยะ ข้อนี้ไม่ควรหรือ แต่เมื่อผู้เช่นท่าน

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 426 (เล่ม 28)

กล่าวแล้ว ข้อนั้นจะพึงเกิดแก่พวกผม. ภิกษุหนุ่มกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ถ้าอย่างนั้น เมื่อคนวัดมา ท่านจงไว้หน้าที่พวกกระผม พวกกระผมจักบอก
ประตูกัปปิยะ ข้อสมควรอย่างยิ่ง.
ภิกษุหนุ่ม ไปแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ในเวลาประชุม เมื่อคนวัดมา
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุบาสกทั้งหลาย ภาระในเขตโน้น. อยู่ที่ไหน กหาปณะ.
ในเขตโน้นอยู่ที่ไหน จึงจับมือคนหนึ่ง ให้แก่อีกคนหนึ่ง. เมื่อเขาปฏิเสธ
ข้อนั้น ๆ ตามลำดับอย่านี้ ให้แก่ผู้คนนั้น ๆ กระทำโดยอาการที่อุบาสก
ทั้งหลาย ถือข้าวยาคู ถือขนม ถือภัต และถือขวดใส่น้ำมัน น้ำผึ้ง และ
น้ำอ้อยเป็นต้น มายังสำนักของตน. วิหารทุกวิหาร ก็ไกลาหลเป็นอย่าง
เดียวกัน. พวกภิกษุผู้น่ารักต่างแยกย้ายกันไป.
แม้ภิกษุหนุ่มนั้น ก็ทำหน้าที่เป็นอุปัชฌาย์ยังวิหารให้เต็มด้วยภิกษุ
ผู้ว่ายากเป็นอันมาก ผู้ถูกอาจารย์และอุปัชฌาย์ประณามแล้ว. ภิกษุพวก
อาคันตุกะ ยืนที่ประตูวิหาร ถามว่า ใครอยู่ในวิหาร ได้พูดว่า พวกภิกษุ
ชื่อเห็นปานนี้ ต่างก็หลีกไปเสียทางด้านนอก. บุคคลนี้ยึดถือมหาชนเป็น
ปัจจัย หยั่งลงสู่อริยมรรค นั่งบนทุ่นคือสมาธิ ไม่สามารถจะบรรลุถึง
สาครคือพระนิพพานได้ เพราะนอนขวางในพระศาสนา.
บทว่า ภควนฺตํ เอตทโวจ ความว่า ภิกษุรูปโดรูปหนึ่งรู้พระ-
ธรรมเทศนา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าให้จบลง ด้วยบทว่า นิพฺพานปพฺภารา
แล้วได้กล่าวคำนี้ คือ คำมีอาทิว่า กึ นุ โข ภนฺเต ( อะไรหนอพระเจ้าข้า)
ดังนี้ เพราะตนเป็นผู้ฉลาดในอนุสนธิ. จริงอยู่ แม้พระตถาคตประทับนั่ง

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 427 (เล่ม 28)

ในบริษัทนี้ ทรงพระดำริว่า ภิกษุผู้ฉลาดในอนุสนธิมีอยู่ ภิกษุนั้นจักถาม
เรา จึงกระทำเทศนาให้จบลง ในที่ตรงนี้ เพื่อทรงให้โอกาสแก่ภิกษุนั้น
นั้นแล.
บัดนี้ พึงทราบความเข้าไปยึด และไม่เข้าไปยึดเป็นต้น ในอายตนะ
ภายในเป็นต้น ที่กล่าวแล้วโดยนัย มีอาทิว่า โอริมํ ตีรํ อย่างนี้. ภิกษุ
ผู้คิดว่าจักษุของเราแจ่มใส เราสามารถรู้แจ้งรูปารมณ์ แม้มีประมาณน้อย
ได้ดังนี้แล้ว รูปารมณ์นั้น ทำจักษุให้เพลิดเพลินอยู่ก็ดี ผู้มีจักษุประสาทเสีย
เพราะความมืดและลมเป็นต้น ถึงโทมนัส ( ความเสียใจ ) ว่า จักษุของเรา
ไม่น่าชอบใจ เราไม่สามารถจะทำรูปารมณ์ แม้ใหญ่ ให้แจ่มแจ้งได้ก็ดี
ชื่อว่า เข้าไปยึดจักขวายตนะ แต่เมื่อเห็นแจ้งด้วยอำนาจลักษณะ ๓ ว่า
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชื่อว่า ไม่เข้าไปยึด (จักขวายตนะ)
แม้ในโสตายตนะ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน
ส่วนในมนายตนะ ภิกษุชอบใจอย่างนี้ว่า ใจของเราน่าชอบใจหนอ
ไม่ถืออะไรๆ ทางข้างซ้าย ถือเอาทุกสิ่งทางข้างขวาเท่านั้น หรือยินดีอย่างนี้
ว่า เมื่อเราคิดแล้วคิดเล่าด้วยจิต ชื่อว่า ไม่มีลาภ ไม่มีก็ดี เกิดโทมนัส
ความเสียใจ ) ขึ้นอย่างนี้ว่า เมื่อเราคิดแล้วคิดเล่าแต่สิ่งชั่ว ใจก็ไม่ยอม
รับเอา ดังนี้ก็ดี ชื่อว่า เข้าไปยึดมนายตนะ แต่เมื่อให้เกิดความยินดี
ในรูปที่น่าปรารถนา ให้เกิดความยินร้ายในรูปที่ไม่น่าปรารถนา ชื่อว่า เข้า
ไปยึดรูปายตนะ แม้ในสัททายตนะ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน

427