พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 408 (เล่ม 28)

อรรถกถากุมมสูตรที่ ๓
ในกุมมสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ .
บทว่า กุมฺโม แปลว่า เต่ามีกระดอง. บทว่า กจฺฉโป นี้ เป็น
ไวพจน์แห่งบทว่า กุมฺโม นั้นแล. บทว่า อนุนทีตีเร แปลว่า ที่ริมฝั่งแห่ง
แม่น้ำ. บทว่า โคจรปสุโต ความว่า เต่าคิดว่าถ้าเราจักได้ผลไม้น้อยใหญ่
ก็จักกิน จึงขยัน คือขวนขวาย สืบกันมาตามประเพณี. บทว่า สโมทหิตฺวา
ได้แก่ เหมือนใส่เข้าในกล่อง. บทว่า สงฺกสายติ แปลว่าย่อมปรารถนา
บทว่า สโมทหํ ได้แก่ ตั้งไว้ คือวางไว้. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ว่า
เต่า ตั้งอวัยวะทั้งหลายไว้ในกระดองของตน ไม่ให้โอกาสแก่สุนัขจิ้งจอก
และสุนัขจิ้งจอกก็ทำร้ายเต่าไม่ได้ฉันใด ภิกษุตั้งมโนวิตก ( ความตรึก
ทางใจ ) ของตนไว้ นกระดอง คืออารมณ์ของตน ไม่ให้โอกาสแก่กิเลสมาร
มารก็ทำร้ายภิกษุนั้นไม่ได้ฉันนั้น.
บทว่า อนิสฺสิโต ได้แก่ ผู้อันนิสสัย คือตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย
แล้ว. บทว่า อญฺญมเหฐยาโน ได้แก่ ไม่เบียดเบียนบุคคลไร ๆ อื่น
บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ดับสนิท ด้วยการดับกิเลสได้สนิท. บทว่า
น อุปวทเยฺย กญฺจิ ความว่า ไม่พึงว่าร้ายบุคคลไร ๆ อื่น ด้วยศีลวิบัติ
หรือด้วยอาจารวิบัติ ด้วยประสงค์จะยกตน หรือด้วยประสงค์จะข่มผู้อื่น
โดยที่แท้ ภิกษุตั้งธรรม ๕ เข้าไว้ในตน อยู่ด้วยทั้งจิตที่ตั้งอยู่ในสภาวะ
อันยกขึ้นพูดอย่างนี้ว่า เราจะกล่าวตามกาล จะไม่กล่าวโดยมิใช่กาล
กล่าวด้วยคำเป็นจริง ไม่กล่าวด้วยคำไม่เป็นจริง กล่าวด้วยคำอ่อนหวาน
ไม่กล่าวด้วยคำหยาบ กล่าวด้วยคำอันประกอบด้วยประโยชน์ ไม่กล่าวคุณ
ที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์. มีเมตตาจิต ไม่มากด้วยโทสจิตกล่าว
จบ อรรถกถากุมมสูตรที่ ๓

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 409 (เล่ม 28)

๔. ปฐมทารุขันธสูตร
ว่าด้วยอุปมาการท่องเที่ยวในสังสารวัฏกับท่อนไม้ลอยน้ำ
[๓๒๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา
แห่งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่ง
อันกระแสน้ำพัดลอยมาริมฝั่งแม่น้ำคงคา แล้วตรัสถานภิกษุทั้งหลายว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเห็นหรือไม่ ท่อนไม้ใหญ่โน้นอันกระแส
น่าพัดลอยมาในแม่น้ำคงคา ภิกษุทูลหลายกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าท่อนไม้จะไม่เข้ามาใกล้ฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น
จักไม่จมเสียในท่ามกลาง จักไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับเอาไว้
ไม่ถูกน้ำวน ๆ ไว้ จักไม่เน่าในภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการ
ดังกล่าวมานี้แล ท่อนไม้นั้นจักลอยไหลเลื่อนไปสู่สมุทรได้ ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะเหตุว่า กระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคาลุ่มลาดไหลไปสู่สมุทร
ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าท่านทั้งหลายจะไม่แวะเข้าฝั่งข้างนี้หรือฝั่ง
ข้างโน้น ไม่จมลงในท่ามกลาง ไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับไว้
ไม่ถูกเกลียวน้ำวน ๆ ไว้ จักไม่เป็นผู้เสียในภายในไร้ ด้วยประการดัง
กล่าวมานี้ ท่านทั้งหลายจักโน้มน้อมเอียงโอนไปสู่นิพพาน ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร. เพราะเหตุว่า สัมมาทิฏฐิย่อมโน้มน้อมเอียงโอนไปสู่นิพพาน ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๓๒๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝั่งนี้ได้แก่อะไร ฝั่ง
โน้นได้แก่อะไร การจมลงในท่ามกลางได้แก่อะไร การเกยบกได้แก่อะไร

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 410 (เล่ม 28)

มนุษย์ผู้จับคืออะไร อมนุษย์ผู้จับคืออะไร. เกลียวน้ำวน ๆ ไว้คืออะไร
ความเป็นของเน่าในกายในคืออะไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
คำว่า ฝั่งนี้ เป็นชื่อแห่งอายตนะภายใน ๖ คำว่าฝั่งโน้น เป็นชื่อแห่งอายตนะ
ภายนอก ๖ คำว่าจมในท่ามกลางเป็นชื่อแห่งนันทิราคะ คำว่าเกยบก เป็น
ชื่อแห่งอัสมิมานะ ดูก่อนภิกษุ ก็มนุษย์ผู้จับเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้คลุกคลี เพลิดเพลิน โศกเศร้าอยู่กับพวกคฤหัสถ์ เมื่อเขาสุขก็สุข
ด้วย เมื่อเขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย ย่อมถึงการประกอบตนในกิจการอันบังเกิด
ขึ้นแล้วของเขา ดูก่อนภิกษุ นี้เรียกว่ามนุษย์ผู้จับ ดูก่อนภิกษุ อมนุษย์
จับเป็นไฉน. ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์
ปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ
หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ เราจักได้เป็นเทวดาหรือเทพยเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง
ดูก่อนภิกษุ นี้เรียกว่าอมนุษย์ผู้จับ ดูก่อนภิกษุ คำว่าเกลียวน้ำวน ๆ ไว้
เป็นชื่อแห่งกามคุณ ๕ ดูก่อนภิกษุ ความเป็นของเน่าในภายในเป็นไฉน.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามกไม่สะอาด มีความ
ประพฤติน่ารังเกียจ มีการงานปกปิดไว้ ไม่เป็นสมณะ ก็ปฏิญาณว่าเป็น
สมณะ ไม่เป็นพรหมจารี ก็ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าในภายใน
มีใจชุ่มด้วยกาม เป็นดุจขยะมูลฝอย ดูก่อนภิกษุ นี้เรียกว่า ความเป็น
ผู้เน่าในภายใน.
[๓๒๔] ก็โดยสมัยนั้นแล นายนันทโคบาลยื่นอยู่ในที่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่นั้นแล นายนันทโคบาลได้กราบทูลพระผู้มี.
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่เข้าใกล้ฝั่งนี้. ไม่เข้า

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 411 (เล่ม 28)

ใกล้ฝั่งโน้น ไม่จมลงในท่ามกลาง ไม่ติดบนบก ไม่ถูกมนุษย์จับ ไม่ถูก
อมนุษย์จับ ไม่ถูกเกลียวน้ำวน ๆ ไว้ จักไม่เน่าในภายใน ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา
อุปมาบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนนันทะ. ถ้าอย่างนั้น ท่านจงมอบโคให้เจ้าของเขาเถิด
น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โคที่ติดลูกจักไปเอง.
พ. ท่านจงมอบโคให้แก่เจ้าของเถิด นันทะ.
ครั้งนั้นแล นายนันทโคบาลมอบโคให้แก่เจ้าของแล้ว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มอบโคให้เจ้าของแล้ว ข้าพระองค์พึงได้
บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า นายนันทโคบาลได้
บรรพชาอุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลท่านพระนันทะ
อุปสมบทแล้วไม่นาน เป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความ
เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์
อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ
นั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ก็อื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ก็ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์
ทั้งหลาย.
จบ ปฐมทารุขันสูตรที่ ๔

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 412 (เล่ม 28)

อรรถกถาปฐมทารุขันธสูตรที่ ๔
ในปฐมทารุขันธสุตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อทฺทสา ความว่า ประทับนั่ง บนบวรพุทธอาสน์ที่เขาจัดไว้
ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว. บทว่า วุยฺหมานํ ได้แก่
ท่อนไม้ที่เขาถากเป็น. เหลี่ยมแล้ว กองไว้ระหว่างเขา แห้งสนิทดีเพราะ
ลมและแดด เมื่อเมฆฝนตกชุกก็ลอยขึ้นตามน้ำ ตกไปในกระแสแม่น้ำ
คงคาตามลำดับ ลอยไหลไปตามกระแสน้ำนั้น. บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า เราจักแสดงกุลบุตรผู้บวช
ด้วยศรัทธา ในศาสนาของเรา กระทำให้เหมือนท่อนไม้นี้ ดังนี้แล้ว
จึงตรัสเรียกมา เพราะทรงประสงค์จะทรงแสดงธรรม. อนึ่ง เพราะ
นอกจากโทษ ๘ ประการของท่อนไม้ที่ลอยไปตามกระแสน้ำ เพื่อจะทรง
แสดงโทษอีก ๘ ประการอันจะกระทำอันตรายแก่ท่อนไม้ที่ลอยไปสู่สมุทร
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงเริ่มพระดำรัสนี้ว่า อมุํ มหนฺตํ ทารุกฺขนฺธํ
คงฺคาย นทิยา โสเตน วุยฺหมานํ ดังนี้ .
จริงอยู่ ต้นไม้ต้นหนึ่ง เกิดที่พื้นภูเขา ไม่ไกลแม่น้ำคงคา ถูก
เถาวัลย์ต่างๆพันไว้มีใบเหลือง ถูกปลวกเป็นต้นกัดกิน ก็ถึงความไม่มีบัญญัติ
( ตาย ) ในที่นั้นนั่นเอง ท่อนไม้นี้ลงสู่แม่น้ำคงคาแล้ว งดงามอยู่ในวังวน
ถึงสาครแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะงดงาม บนหลังคลื่นซึ่งมีสีดังแก้วมณี.

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 413 (เล่ม 28)

ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง มีรากอยู่ภายนอก มีกิ่งอยู่ภายในฝั่งแม่น้ำคงคา
ต้นไม้นี้ถูกน้ำ โดยกิ่งที่ห้อยย้อยลงมาบางครั้งบางคราวก็จริง ถึงอย่างนั้น
เพราะมันมีรากอยู่ภายนอกแม่น้ำคงคา ลงสู่แม่น้ำคงคาแล้ว งดงามอยู่ใน
วังวน ถึงสาครแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะงดงามบนหลังคลื่น ซึ่งมีสีดังแก้วมณี.
อีกต้นหนึ่ง เกิดกลางแม่น้ำคงคา แต่ยืนต้นอยู่ดีเพราะรากมั่นคง
และกิ่งคดของมันยื่นไปนอกต้น ถูกเถาวัลย์ต่าง ๆ เกี่ยวพันไว้. แม้ต้นไม้นี้
ก็ลงสู่แม่น้ำคงคา ฯลฯ ไม่ได้งดงาม เพราะมีรากมั่นคง และมีเถาวัลย์เกี่ยว
พันไว้ข้างนอก.
อีกต้นหนึ่ง ถูกทรายคลุมทับไว้ ในที่ ๆ มันล้มลงนั่นแล ก็เน่า ฯลฯ
ต้นไม้แม้นี้ ก็ลงสู่แม่น้ำคงคา ฯลฯ ก็ไม่งาม.
อีกต้นหนึ่ง ยินต้นอยู่อย่างแน่นสนิท เหมือนฝั่งไว้ดี เพราะเกิด
ในระหว่างแผ่นหิน ๒ แผ่น น้ำคงคาที่ไหลมาถึงได้แยกเป็น ๒. ต้นไม้นี้
เพราะอยู่ด้วยดี ในระหว่างแผ่นหิน ลงสู่แม่น้ำคงคา ฯลฯ ก็ไม่งาม.
อีกต้นหนึ่ง ยังท้องฟ้าให้เต็มในที่กลางแจ้ง ถูกเถาวัลย์เกี่ยวพัน
ยืนต้นอยู่ เปียกน้ำ ๑ - ๒ ครั้ง ในห้วงน้ำใหญ่ที่หลากมาถึงเกิน ๑- ๒ ปี
แม้ต้นไม้นี้ เพราะมันยืนต้นระท้องฟ้า และเพราะเปียกอยู่ ๑-๒ ครั้ง
โดยล่วงไป ๑ - ๒ ปี ลงสู่แม่น้ำคงคา ฯลฯ ก็ไม่งาม.
แม้อีกต้นหนึ่ง เกิดบนเกาะน้อย กลางแม่น้ำคงคา มีลำต้นและ
กิ่งอ่อน เมื่อโอฆะ ห้วงน้ำหลากมาก็ล้มลอยไปตามกระแสน้ำ เมื่อน้ำไหลถึง
ก็ชูยอดขึ้นเหมือนฟ้อนรำได้. เพื่อประโยชน์ไรเล่า สาครเหมือนกล่าวกะแม่

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 414 (เล่ม 28)

คงคาว่าดูก่อนท่านคงคา ท่านนำมาแต่ไม้ต่าง ๆ มีไม้แก่นจันทน์ และไม้
แก่นมีหนามเป็นต้น แต่ไม่นำท่อนไม้มา. แม่น้ำคงคากล่าวว่า ข้าแต่เทวะ
นั่นเป็นการดีแล้วละ ข้าก็จักรู้อีกครั้งแล้วไหลมาเหมือนสวมกอดด้วยน้ำ
สีแดงอีกครั้ง. ต้นไม้แม้นั้น ก็ลอยไปตามกระแสน้ำเหมือนอย่างนั้นแล
เมื่อน้ำผ่านมาถึง ก็ชูยอดขึ้นเหมือนรำฟ้อนฉะนั้น. ต้นไม้นี้ลงสู่แม่น้ำ
คงคา เพราะยังเป็นไม้อ่อน ฯลฯ ก็ไม่งาม.
อีกต้นหนึ่ง ล้มลงขวางแม่น้ำคงคา ถูกทรายคลุมทับไว้ เป็นที่อาศัย
ของคนเป็นอันมาก เหมือนสะพานทอดอยู่ในระหว่างฉะนั้น. ไม้ไผ่ไม้อ้อ
ไม้กุ่มบกและไม้กุ่มน้ำเป็นต้น ที่ฝังทั้ง ๒ ลอยมาติดอยู่ที่ต้นไม้นั้นนั่นแล
กอไม้ต่าง ๆ ก็ลอยมาอย่างนั้น ทั้งสากแตก กระด้งขาด ซากงู ลูกสุนัข
และช้าง ม้าเป็นต้น ก็ติดอยู่ที่นั้นเหมือนกัน. แม่น้ำคงคาใหญ่กระทบ
สิ่งนั้นแล้ว ก็แยกเป็น ๒ สาย ทั้งปลา เต่า จระเข้ และมังกรเป็นต้น
ก็อยู่ในที่นั้นนั่นแล แม้ต้นที่ไม้นี้ ล้มขวางแม่น้ำคงคา โดยภาวะที่ทำให้
เป็นที่อาศัยของมหาชน เมื่องอกงามอยู่ในที่อันเป็นวังวน ถึงสาครก็ไม่งาม
บนหลังคลื่นอันมีสีดังแก้วมณี.
ดังนั้น เพื่อจะทรงแสดงโทษอีก ๘ ประการ อันกระทำอันตราย
แก่การถึงสมุทรแห่งท่อนไม้ ที่ไปตามกระแสน้ำ เพราะนอกจากโทษ ๘
ประการนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ท่อนไม้ใหญ่
ท่อนโน้น ถูกกระแสน้ำคงคาพัดไปอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ถเล อุสฺสาทิสฺสติ ได้แก่
จักไม่ขึ้นบก. บทว่า น มนุสฺสคฺคาโห คเหสฺสติ ความว่า มนุษย์
ทั้งหลาย เห็นว่าต้นไม้นี้ใหญ่หนอ จึงข้ามน้ำไปด้วยแพ ไม่ยึดถือเอา

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 415 (เล่ม 28)

เพื่อประโยชน์จะทำเป็นไม้กลอนเป็นต้น. บทว่า น อมนุสฺสคฺคาโห
คเหสฺสติ ความว่า อมนุษย์ทั้งหลายสำคัญว่า ไม้แก่นจันทน์นี้มีค่ามาก
พวกเราจักพักไว้ทางประตูวิมาน แต่ก็ไม่ถือเอา.
ในคำว่า เอวเมวโข นี้ พึงทราบการเทียบเคียงข้ออุปมา พร้อมกับ
ทั้งโทษภายนอก ๘ ประการอย่างนี้. จริงอยู่ บุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉา-
ทิฏฐิ มีอาทิว่าทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล พึงทราบเหมือนท่อนไม้
เกิดที่พื้นภูเขา ไกลแม่น้ำคงคา ถูกปลวกเป็นต้นกัดกิน ถึงความหา
บัญญัติมิได้ในที่นั้นนั่นแล. จริงอยู่ บุคคลนี้ ลงสู่อริยมรรค นั่งบนทุ่น
คือสมาธิ ก็ไม่อาจไปถึงสาครคือพระนิพพาน เพราะไกลพระศาสนา.
บุคคลผู้เป็นสมณกุฎุมพี ยังตัดความผูกพันทางคฤหัสถ์ไม่ขาด
พึงเห็นเหมือนต้นไม้ ที่มีรากอยู่ภายนอก มีกิ่งอยู่ภายใน เกิดที่ริมฝั่ง
แม่น้ำคงคา. จริงอยู่ บุคคลนี้ คิดว่า ธรรมดาจิตนี้ไม่ต่อเนื่องกัน เมื่อ
กล่าวว่า เราเป็นสมณะ แต่ก็เป็นคฤหัสถ์ เมื่อกล่าวว่า เราเป็นคฤหัสถ์
แต่ก็เป็นสมณะ ใครจักรู้ว่า เราจะเป็นอย่างไร แม้เมื่อบวชในเวลาแก่
ก็ไม่สละความเกี่ยวพันทางคฤหัสถ์. และชื่อว่า สมบัติของผู้บวชในเวลาแก่
ย่อมไม่มี. ถ้าจีวรมาถึงเธอไซร้ ก็ถึงแต่จีวรขาด ๆ จีวรเก่า ๆ หรือจีวรซีด ๆ
แม้เสนาสนะเล่า ไม่ว่า บรรณศาลา หรือมณฑป ก็มาถึงแต่ที่อยู่ชายวิหาร.
แม้เมื่อเที่ยวไปบิณฑบาต ก็เที่ยวไปข้างหลังเด็ก ๆ ผู้เป็นลูกและหลาน
นั่งในที่ท้าย ๆ ด้วยเหตุนั้น เธอจึงเป็นทุกข์ เสียใจ หลังน้ำตา คิดว่า
ทรัพย์อันเป็นของตระกูลของเรามีอยู่ ควรไหมหนอ ที่เราใช้ทรัพย์นั้น
เลี้ยงชีวิต จึงถามพระวินัยธรรูปหนึ่งว่า ท่านอาจารย์ การพิจารณาสิ่งของ

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 416 (เล่ม 28)

อันเป็นของตนแล้วกิน จะสมควรหรือไม่สมควร. พระวินัยธรตอบว่า
ในข้อนี้ไม่มีโทษ ข้อนั้นสมควรแท้. เธอจึงพาพวกภิกษุว่ายาก ประพฤติ
เลวทราม ผู้คบกับตน ๒-๓ รูป ในเวลาเย็นไปภายในบ้าน ยืนอยู่
กลางบ้าน ให้เรียกชาวบ้านมากล่าวว่า ท่านจะให้ทรัพย์ที่เกิดจากการ
ประกอบ ของพวกเราแก่ใคร. ชาวบ้านพูดว่า ท่านขอรับ พวกท่านเป็น
บรรพชิต พวกท่านจะให้ใครเล่า. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ทรัพย์ของตนไม่ควร
แก่บรรพชิตหรือ. ดังนี้แล้ว ให้คนถือจอบและตะกร้า กระทำกิจมีการ
ก่อคันนาเป็นต้น รวบรวมปุพพัณณชาต อปรัณณชาต และผลไม้น้อยใหญ่
มีอย่างต่าง ๆ ให้หุงต้นเคี้ยวกินสิ่งปรารถนา ในเหมันตฤดู คิมหันตฤดู
และวัสสันตฤดู เป็นสมณกุฎุมพี เลี้ยงชีวิต. หญิงบำเรอบาทบริจาริกา
พร้อมกับเด็กไว้ผม ๕ แหยม ของสมณกุฎุมพีนั้น คนเดียวก็ไม่มี. บุคคลนี้
ให้กายสามัคคี แก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ลานพระเจดีย์ และลานต้นโพธิ์ เป็นต้น
เหมือนต้นไม้ ถึงแม้มีกิ่งอยู่ในฝั่ง แต่ก็มีกิ่งห้อยย้อยลงมาถูกน้ำ เธอลงสู่
อริยมรรค นั่งบนทุ่น คือสมาธิ ไม่อาจไปถึงสาคร คือพระนิพพานได้
เพราะมีรากภายนอกต้น เหตุที่ตัดความเกี่ยวพันทางคฤหัสถ์ ยังไม่ขาด.
บุคคลผู้ขาดอาชีวะ อาศัยของสงฆ์เลี้ยงชีพ พึงเห็นเหมือนกิ่งคด
เกิดกลางแม่น้ำคงคา ถูกเถาวัลย์เกี่ยวพันไว้ภายนอก. คนบางคนแม้ละความ
เกี่ยวพันทางคฤหัสถ์ ออกบวช ก็ไม่ได้บรรพชา ในสถานอันสมควร.
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า การบรรพชานี้ เป็นเหมือนการถือปฏิสนธิ. มนุษย์
ทั้งหลายถือปฏิสนธิ ในตระกูลเหล่าใด ย่อมศึกษาอาจาระ ( มารยาท
และธรรมเนียม ) ของตระกูลเหล่านั้นนั่นแลฉันใด แม้ภิกษุ ก็ฉันนั้น

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 417 (เล่ม 28)

ถือเอาอาจาระเฉพาะมนสำนักของเหล่าภิกษุที่ตนบวช เพราะฉะนั้น บุคคล
บางคน บวชในสถานอันไม่สมควร ก็เป็นผู้เหินห่างจากคุณธรรม มี
โอวาทานุสาสนี อุทเทศ ( การเรียน ) และปริปุจฉา ( การสอบถาม )
เป็นต้น ถือเอาหม้อเปล่าแต่เช้าตรู่ ไปยังท่าน้ำ วางบาตรไว้ที่คอไปสู่
โรงฉัน เพื่อต้องการภัต สำหรับอาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งหลาย. เล่น
การเล่นต่าง ๆ กับภิกษุหนุ่มและสามเณร ผู้ว่ายาก คลุกคลีกับคนวัดและ
เด็กอยู่.
ในเวลาเป็นหนุ่ม เธอก็กินอยู่ร่วมกับภิกษุหนุ่มสามเณร และคนวัด
อันเหมาะแก่ตน กล่าวว่าผู้นี้เป็นผู้กินอยู่ของสงฆ์ อันพระขีณาสพทั้งหลาย
รับมาจากสำนักของพระราชาชื่อโน้น พวกท่านไม่ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้แก่สงฆ์
พระราชาหรืออำมาตย์ของพระราชา ทราบเรื่องของพวกท่านแล้ว ก็จัก
ไม่พอพระทัย บัดนี้พวกท่านจงกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในที่นี้ ดังนี้แล้วให้คน
ถือเอาจอบและตะกร้า กระทำกิจที่ควรทำในสระน้ำและเหมืองทั้งหลาย ใน
หนหลัง ให้ส่งปุพพัณณชาตและอปรัณณชาตเป็นอันมาก เข้าไว้ในวิหาร
ให้คนวัดบอกแก่สงฆ์ ถึงความที่ตนเป็นผู้อุปการ สงฆ์สั่งให้ให้ว่า ภิกษุ
หนุ่มนี้เป็นผู้มีอุปการมาก พวกท่านจงให้ ๑๐๐ บ้าง ๒๐๐ บ้าง แก่ภิกษุ
หนุ่มนี้ ดังนั้น ท่านจึงเพิ่มพูนด้วยสมบัติของสงฆ์ ข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง
ถูกอเนสนา ๒๑ อย่างผูกพันไว้ภายนอก ถึงจะหยั่งลงอริยมรรคนั่งบนทุ่น
คือสมาธิ ก็ไม่สามารถบรรลุถึงสาครคือพระนิพพาน.
บุคคลผู้เกียจคร้านและกินจุ พึงทราบเหมือนต้นไม้ ที่ถูกทราย
คลุมทับในที่ ๆ ล้มลงนั่นแล แล้วกลายเป็นไม้ผุฉะนั้น. จริงอยู่ ภิกษุ
ทั้งหลาย หมายเอาบุคคลเห็นปานนี้ ผู้เห็นแก่อามิสและละโมบในปัจจัย

417