พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 388 (เล่ม 28)

ทะเลาะกัน แต่นั้น คนทั้งหลาย ต่างก็จะถือเอาสิ่งของสำคัญติดมือออกไป
นอกบ้าน ต่อนั้นมันก็เอามือรวบทรัพย์สิ่งของ พร้อมด้วยผู้คนแม้เหล่านั้น.
บางพวกก็ต้องประหารในที่นั้นเอง บางพวกก็ล้มลงในที่ประหาร ส่วนผู้คน
ที่ไม่บาดเจ็บนอกนั้น ก็พานำไปสู่ที่อยู่ของตน มัดด้วยเครื่องผูกคือเชือก
เป็นต้น ใช้สอยเยี่ยงทาส.
พึงทราบความเร่งร้อนคือกิเลสที่เกิดขึ้น เมื่ออารมณ์มาปรากฏ ใน
ทวารทั้ง ๖ เหมือนพวกโจรผู้ปล้นฆ่าชาวบ้านในที่นั้น พากันล้อมบ้าน
จุดไฟเผา เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ ทุพภาสิต ปาจิตตีย์และถุลลัจจัย
ก็เหมือนผู้คนถือทรัพย์สิ่งของที่สำคัญติดมือไปนอกบ้าน เหมือนโจรใน
ขณะนั้น ที่ละกุศลกรรม ประกอบอกุศลกรรม ใช้มือรวบทรัพย์สิ่งของ
เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ก็เหมือนเวลาชาวบ้านที่ได้รับประหาร
เวลาที่ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ไม่เป็นสมณะ ก็เหมือนเวลาที่ชาวบ้าน
ล้มในที่ได้รับการประหาร เวลาที่ภิกษุทั้งปวงผู้อาศัยอารมณ์นั้นนั่นแล
ทั้งที่พิจารณาเห็นอยู่นั่นแหละ ทำลายจุลศีล มัชฌศีล และมหาศีล
แล้วบอกคืนสิกขา ถึงความเป็นคฤหัสถ์ เหมือนเวลาที่พวกโจรมัดคนที่เหลือ
(ในปัจจุบัน) นำไปสู่ที่อยู่ใช้สอยเยี่ยงทาส. ในข้อนั้น พึงทราบทุกขขันธ์
ของผู้ทำกาละของผู้เลี้ยงบุตรและภรรยา พึงทราบทุกขขันธ์ในภพหน้า
ที่เห็นได้เอง ( ตาย ) แล้วบังเกิดในอบาย.
อายตนะภายนอก แม้เหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแก่ภิกษุ
รูปหนึ่ง โดยเป็นกรรมฐานเท่านั้น. จริงอยู่ในที่นี้ อุปาทายรูป ๔ มี
รูปายตนะเป็นต้น, โผฏฐัพพายตนะ คือธาตุ ๓, ภูตรูป ๔ เหล่านี้ คือ

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 389 (เล่ม 28)

ธาตุ ๓ เหล่านั้น กับอาโปธาตุในธัมมายตนะจึงเป็น ๔ อากาสธาตุ คือ
ปริเฉทรูป แห่งภูตรูปเหล่านั้น วิหารรูป ๕ มีลหุตาเป็นต้น รวมความว่า
ภูตรูปและอุปาทายรูป ทั้งหมดนี้ จัดเป็นรูปขันธ์. ขันธ์ ๔ มีเวทนา
เป็นต้น ซึ่งมีรูปขันธ์นั้นเป็นอารมณ์ จัดเป็นอรูปขันธ์. สำหรับภิกษุ
ผู้กำหนดนามรูป ในบรรดาขันธ์เหล่านั้นว่า รูปขันธ์ จัดเป็นรูป อรูปขันธ์
๔ จัดเป็นนาม แล้วปฏิบัติตามนัยก่อนนั่นแล เป็นอันชื่อว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสกรรมฐาน จนถึงพระอรหัต.
ความของ โอฆ ศัพท์ในคำว่า โอฆานํ นี้ มีความว่าข้ามได้ยาก.
จริงอยู่ ภิกษุผู้ตั้งความประสงค์ไว้ว่า เราจักบำเพ็ญศีลสังวรแล้วบรรลุ
พระอรหัต อาศัยกัลยาณมิตรพยายามชอบพึงข้ามโอฆะเหล่านั้น. ท่าน-
เรียกว่า โอฆะ ก็เพราะอรรถว่า ข้ามได้โดยยาก ด้วยเหตุดังกล่าวนี้นี่เอง
โอฆะ แม้เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจกรรมฐานสำหรับ
ภิกษุรูปหนึ่ง. จริงอยู่ โอฆะ แม้ทั้ง ๔ ก็จัดเป็นสังขารขันธ์อย่างหนึ่ง
เหมือนกัน เพราะฉะนั้น. พึงประกอบความให้พิสดาร โดยนัยที่โอฆะ
เหล่านั้น ก็กล่าวไว้แล้วในนันทิราคะ.
บทว่า สกฺกายสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า แท้จริง สักกายตรัสว่า
น่ารังเกียจและมีภัยเฉพาะหน้า ก็ด้วยมหาภูตรูป ๔ เป็นต้น เหมือนฝั่งนี้
ของห้วงน้ำ น่ารังเกียจและมีภัยเฉพาะหน้า ก็ด้วยภัยมีอสรพิษเป็นต้น
สักกายะแม้นั้น ก็ตรัสด้วยอำนาจกรรมฐานเท่านั้นสำหรับภิกษุรูปหนึ่ง.
จริงอยู่ สักกายะ ก็คือปัญจขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๓ และปัญจขันธ์เหล่านั้น

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 390 (เล่ม 28)

โดยย่อ ก็คือนามรูปนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ พึงกล่าวกรรมฐาน
ให้พิสดาร ตั้งต้นแต่กำหนดนามรูปเป็นอารมณ์ จนถึงพระอรหัตด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า นิพฺพานสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า ความจริงพระนิพพาน
ชื่อว่า เป็นแดนเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้าจากมตาภูตรูป ๔ เหมือนฝั่งโน้น
ของห้วงน้ำ.
ในคำว่า วิริยารมฺภสฺเสตํ อธิวจนํ นี้ เพื่อแสดงถึงการทำความ
เพียรทางจิต จึงทรงยึดเฉพาะความพยายามที่ได้รู้ไว้ในหนหลังแสดงว่า
วิริยะ ดังนี้. บทว่า ติณฺโณ ปารคโต แปลว่า ข้ามถึงฝั่ง.
ในข้อนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ผู้ยืนอยู่ฝั่งนี้อันน่ารังเกียจ
ประสงค์จะข้ามห้วงน้ำพักอยู่ ๒ - ๓ วัน ค่อย ๆ ตระเตรียมเรือแล้วขึ้นเรือ
เป็นเหมือนเล่นน้ำ แม้เมื่อเขาทำอย่างนั้น ก็ยังขึ้นเรือไม่ได้ย่อมถึงความ
พินาศฉันใด ภิกษุผู้ใคร่จะข้ามห้วงน้ำคือกิเลสก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ควร
ทำความเนิ่นช้าว่า เรายังเป็นหนุ่มอยู่ จักผูกแพคือมรรคมีองค์ ๘ ต่อเวลา
เราแก่เสียก่อน จริงอยู่ ภิกษุเมื่อทำอยู่อย่างนี้ แม้เวลาแก่ก็ยังไม่ถึง ก็ถึง
ความพินาศ แม้แก่ก็ยังไม่ถึง ก็ไม่อาจทำได้. แต่ควรระลึกถึง ภัทเทก-
รัตตสูตรเป็นต้น แล้วรีบเร่งผูกแพคืออริยมรรคนี้ทันที.
ก็บุคคลจะผูกแพ ควรมีมือเท้าบริบูรณ์ จริงอยู่คนมีเท้าเป็นโรค
พุพอง หรือมีเท้าหงิกง่อย ไม่สามารถจะยินได้ บุคคลผู้มีมือเป็นแผล
เป็นต้น ไม่อาจจับใบหญ้าใบไม้เป็นต้นได้ ฉันใด ภิกษุผู้จะผูกแพคืออริย-
มรรคนี้ ก็ฉันนั้น พึงปรารถนาความบริบูรณ์ ด้วยเท้าคือศีล และด้วยมือ

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 391 (เล่ม 28)

คือศรัทธา. จริงอยู่ บุคคลผู้ทุศีลผู้ไม่มีศรัทธา ไม่ตั้งมั่นในพระศาสนา ไม่
เธอข้อปฏิบัติ ไม่อาจจะผูกแพคืออริยมรรคได้. อนึ่งแม้บุคคลผู้มือเท้า
บริบูรณ์ แต่ไม่มีเรี่ยวแรง ถูกพยาธิเบียดเบียน ก็ไม่สามารถจะผูกแพได้
ต่อสมบูรณ์ด้วยกำลังเท่านั้นจึงสามารถ ฉันใด แม้คนมีศีลมีศรัทธา ก็ฉัน
นั้น แต่เป็นคนเกียจคร้าน นั่งจมน่าเกลียด ก็ไม่สามารถจะผูกแพคือ
มรรคนี้ได้ ผู้ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงสามารถ ฉะนั้น ผู้ประสงค์จะผูก
แพคือมรรคนี้ จึงควรปรารภความเพียร. อนึ่ง บุรุษนั้นผูกแพยืนอยู่ที่
ริมฝั่ง เมื่อจะข้ามห้วงน้ำ ซึ่งกว้างประมาณโยชน์หนึ่ง จึงผูกใจว่า เรา
ต้องอาศัยความเพียรของลูกผู้ชาย พึงข้ามห้วงน้ำนี้ได้ฉันใด แม้พระโยคี
ก็ฉันนั้น ลงจงกรมพึงผูกใจว่าวันนี้ เราข้ามห้วงน้ำคือกิเลส ที่มรรค
ทั้ง ๔ พึงฆ่าได้แล้วก็พึงดำรงอยู่ในพระอรหัต. อนึ่งบุรุษอาศัยแพ เมื่อจะ
ข้ามห้วงน้ำ เดินทางได้คาวุตหนึ่ง กลับเหลียวดู ย่อมรู้ว่าเราข้ามส่วนหนึ่ง
ได้แล้ว ยังเหลืออยู่อีก ๓ ส่วน เดินทางไปอีกคาวุตหนึ่งกลับเหลียวดู ก็
รู้ว่าข้ามได้ ๒ ส่วนแล้ว ยังเหลืออยู่ ๒ ส่วน เดินทางไปอีกคาวุตหนึ่ง
ต่อนั้นก็กลับเหลียวดู รู้ว่าเราข้ามได้ ๓ ส่วนแล้ว ยังเหลืออยู่ส่วนเดียว
แม้ล่วงส่วนนั้นไปแล้ว กลับเหลียวดู ก็รู้ว่า เราข้ามได้ ๔ ส่วนแล้วและ
ใช้เท้าถีบแพนั้นทิ้งไป มุ่งตรงไปตามกระแสน้ำข้ามได้แล้ว ยืนอยู่ที่ฝั่ง
ฉันใด ภิกษุแม้นี้ก็ฉันนั้น อาศัยแพคืออริยมรรค เมื่อจะข้ามห้วงน้ำคือ
กิเลส ข้ามกิเลสอันปฐมมรรคคือโสดาปัตติมรรคจะพึงฆ่า ดำรงอยู่ใน
ผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณ ย่อมรู้ว่า
บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคทั้ง ๔ พึงฆ่า ส่วนหนึ่งเราละได้แล้ว ยังเหลือ

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 392 (เล่ม 28)

อยู่อีก ๓ ส่วน. เมื่อประชุมอินทรีย์ พละ และโพชฌงค์เหมือนอย่างนั้น
นั้นแลอีก พิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสอันมรรคจิตที่ ๒ คือสกทาคามิมรรค
จะพึงฆ่า แล้วดำรงอยู่ในผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต แล้วกลับตรวจ
ดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตทั้ง ๔ พึง
ฆ่า เราละได้แล้ว ๒ ส่วน ยังเหลืออยู่อีก ๒ ส่วน. เมื่อประชุม อินทรีย์
พละ และโพชฌงค์ เหมือนอย่างนั้นนั่นแลอีกพิจารณาสังขาร ข้ามกิเลส
ทั้งหลาย ที่มรรคจิตที่ ๓ คือ อนาคามิมรรคจะพึงฆ่า แล้วดำรงอยู่ใน
ผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดูด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า
บรรดากิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตทั้ง ๔ พึงฆ่าเราละได้แล้ว ๓ ส่วน ยังเหลือ
อยู่ส่วนเดียว. เมื่อประชุม อินทรีย์ พละและโพชฌงค์ เหมือนอย่างนั้น
นั้นแลอีก พิจารณาสังขาร ข้ามกิเลสทั้งหลายที่มรรคจิตที่ ๔ คืออรหัต-
มรรคจิตจะพึงฆ่า ดำรงอยู่ในผลจิต ในลำดับต่อจากมรรคจิต กลับตรวจดู
ด้วยปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ว่า กิเลสทั้งหมดเราละได้แล้ว. ลำดับนั้นภิกษุนั้น
นั่งบนอาสนะนั่นแล หรือในที่อื่น มีที่สถานที่พักกลางวันและที่พักกลางคืน
แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วคิดว่า เราพ้นแล้วจากอนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนา
มีประมาณเท่านี้หนอ แล้วแนบสนิทผลสมาบัติ อันมีพระนิพพานเป็น
อารมณ์ เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งมีใจร่าเริงนั่งอยู่ เปรียบเหมือน
บุรุษนั้น ลอยแพไปในกระแสน้ำ ขึ้นน้ำยืนอยู่บนบก หรือเข้าไปยัง
พระนคร ไปปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ คิดว่า เราพ้นแล้ว จากอนัตถะ
ภาวะที่ไม่น่าปรารถนามีประมาณเท่านี้หนอ มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง มีใจ
ร่าเริงยินดี นั่งอยู่ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาข้อนี้จึงตรัสไว้ว่า

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 393 (เล่ม 28)

ติณฺโณ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณติ โข ภิกฺขเว อรหโต
เอตํ อธิวจนํ. ก็ในคำว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า ข้ามถึงฝั่งยืนอยู่บนบก
คือพราหมณ์นี้เป็นชื่อของพระอรหันต์ ที่นี้ ตรัสกรรมฐานต่าง ๆ ไว้อย่างนี้
ก่อน.
แต่พึงรวบรวมพระสูตรทั้งหมด แสดงรวมกัน อนึ่ง เมื่อแสดง
รวมกัน ควรอธิบายโดยอำนาจปัญจขันธ์ เท่านั้น.
อย่างไร. ความจริงในข้อนี้ มหาภูตรูป ๔ อายตนะภายใน ๕
อายตนะภายนอก ๕ สุขุมรูป ๑๕ ในธรรมายตนะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสัก-
กายะ* ดังกล่าวมานี้ชื่อว่า รูปขันธ์ มนายตนะ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่ง
แห่งธรรมายตนะ โอฆะ ๔ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังกล่าวมานี้
จัดเป็น อรูปขันธ์ ๔. ใน ๒ อย่างนั้น รูปขันธ์ คงเป็นรูป อรูปขันธ์
จัดเป็นนาม ดังกล่าวมานี้ จัดเป็นนามรูป. นันทิราคะ กาโมฆะ ภโวฆะ
ส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังกล่าวมานี้
ธรรมเหล่านี้ เป็นปัจจัย แก่นามรูปนั้น ภิกษุนั้น กำหนดนามรูป พร้อม
ทั้งปัจจัย ดังว่ามานี้ ยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ เจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขาร
ย่อมบรรลุพระอรหัต นี้เป็นมุขคือข้อปฏิบัตินำออกจากทุกข์สำหรับภิกษุ
รูปหนึ่ง.
ในธรรมเหล่านั้น มหาภูตรูป ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๑ ทั้ง
ที่เป็นภายในและภายนอก เป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ ทิฏโฐฆะ
อวิชโชฆะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งสักกายะ ดังว่านี้จัดเป็นทุกขสัจ, ส่วนนันทิ-
๑. จุฬเวทัลลสูตร ว่าได้แก่อุปาทานขันธ์.

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 394 (เล่ม 28)

ราคะ เป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมายตนะ กาโมฆะ ภโวฆะ เป็นส่วนหนึ่ง
แห่งสักกายะ ดังกล่าวนี้จัดเป็นสมุทัยสัจ, นิพพานกล่าวคือฝั่งโน้น จัดเป็น
นิโรธสัจ, อริยมรรค จับเป็นมรรคสัจ.
ในสัจจะ ๔ นั้น สัจจะ ๒ ( ข้างต้น ) เป็นวัฏฏะ สัจจะ ๒
( ข้างหลัง ) เป็นวิวัฏฏะ. สัจจะ ๒ ( ข้างต้น ) จัดเป็นโลกิยะ สัจจะ ๒
( ข้างหลัง ) จัดเป็นโลกุตตระ, สัจจะ ๔ ดังกล่าวนี้ พึงแสดงจำแนก ด้วย
อาการ ๑๖ ๖ หมื่นนัยและ ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้เป็น
วิปจิตัญญู ดำรงอยู่ในพระอรหัต. แต่พระสูตร ทรงแสดง ด้วยอำนาจ
ทุกขลักขณะ.
จบ อรรถกถาอาสีวิสสูตรที่ ๑
๒. รถสูตร
ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมมากด้วยความสุขโสมนัส
[๓๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ
ย่อมมากด้วยความสุขโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน และย่อมเป็นอันภิกษุนั้น
ปรารภเหตุเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน. คือ
ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ รู้ประมาณในโภชนะ ๑
ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูป
ด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวม
จักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 395 (เล่ม 28)

อภิชฌาและโทมนัสดรอบงำ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวม
ในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูก
ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถือ
อนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวม
แล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส
ครอบงำ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นายสารถีฝึกม้าผู้ฉลาด เป็นอาจารย์ฝึกฝนม้า ขึ้นสู่รถอัน
เทียมม้าแล้วซึ่งมีแส้อันวางไว้แล้ว ถือเชือกด้วยมือซ้าย ถือแส้ด้วยมือขวา
ขับไปทางหน้าก็ได้ ถอยกลับข้างหลังก็ได้ ในถนนใหญ่ ๔ แยก ซึ่งมีพื้น
เรียบดี ตามความประสงค์ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมศึกษา
เพื่อจะรักษา ศึกษาเพื่อจะสำรวม ศึกษาเพื่อจะฝึกฝน ศึกษาเพื่อจะระงับ
อินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อ
ว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างนี้แล.
[๓๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ
อย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคาย บริโภคอาหารด้วย
มนสิการว่า เราไม่บริโภค เพื่อเล่น เพื่อความมัวเมา เพื่อจะประดับ
เพื่อจะตกแต่ง บริโภคเพียงเพื่อดำรงอยู่แห่งร่างกายนี้ เพื่อให้เป็นไปได้
เพื่อจะกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยประการดังกล่าว
มานี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น การยังชีพ
ให้เป็นไป ความไม่มีโทษและความอยู่สบายจักมีแก่เรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุรุษพึงทายาแผล ก็เพียงเพื่อต้องการให้เนื้อขึ้นมา หรือบุรุษพึงหยอดน้ำ

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 396 (เล่ม 28)

มันเพลารถก็เพียงเพื่อต้องการขนสิ่งของไปได้ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย บริโภคอาหารด้วยมนสิการว่า เราไม่บริโภค
เพื่อเล่นเพื่อความมัวเมา เพื่อจะประดับ เพื่อจะตกแต่งผิว บริโภคเพียงเพื่อ
ดำรงอยู่แห่งร่างกายนี้ เพื่อให้เป็นไปได้ เพื่อจะกำจัดความลำบาก เพื่อ
อนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ เราจักกำจัดเวทนา
เก่าเสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น การยังชีพให้เป็นไป ความไม่มีโทษ
และความอยู่สบายจักมีแก่เราฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ชื่อว่าเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอย่างนี้แล.
[๓๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบความเพียร
เครื่องตื่นอยู่อย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
ธรรมเครื่องกั้นความดี ด้วยการเดิน การนั่ง ในเวลากลางวัน พอถึง
กลางคืนตอนปฐมยาม ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นความดี
ด้วยการเดิน การนั่ง ในตอนมัชฌิมยามแห่งราตรี ย่อมสำเร็จสีหไสยาสน์
โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะทำไว้ในใจซึ่ง
อุฏฐานสัญญาคิดจะลุกขึ้น พอถึงปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ลุกขึ้นชำระจิตให้
บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นความดีด้วยการเดิน การนั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้ ชื่อว่าย่อมมากด้วย
ความสุขโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน และย่อมเป็นอันปรารภเหตุเพื่อความสิ้น
อาสวะทั้งหลาย.
จบ รถสูตรที่ ๒

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 397 (เล่ม 28)

อรรถกถารถสูตรที่ ๒
ในรถสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ .
บทว่า สุขโสมนสฺสพหุโล ความว่า ภิกษุชื่อว่าผู้มากด้วยสุขและ
โสมนัส เพราะภิกษุนั้นมีสุขทางกาย และมีสุขทางใจมาก. บทว่า โยนิ
จสฺส อารทฺธา โหติ ความว่า และเหตุของภิกษุนั้นบริบูรณ์. ในบท
อาสวานํ ขยา นี้ท่านประสงค์เอาพระอรหัตตมรรคว่าอาสวักขัย. อธิบายว่า
เพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตนั้น. บทว่า โอธตปโตโท ได้แก่แส้ที่ขวางขวาง
ไว้กลางรถ บทว่า เยนิจฺฉกํ ได้แก่ปรารถนาไปทางทิศใด บทว่า ยทิจฺฉกํ
ได้แก่ ปรารถนาการไปใดๆ. บทว่า สาเรยฺย แปลว่า พึงส่งไปวิ่งไปข้างหน้า
บทว่า ปจฺจาสาเรยฺย แปลว่า พึงวิ่งกลับ ( ถอยหลัง ) บทว่า อารกฺขาย
แปลว่า เพื่อประโยชน์แก่อันรักษา. บทว่า สญฺญมาย ได้แก่ เพื่อห้าม
ความสลดใจ. บทว่า ทมาย ได้แก่ เพื่อหมดพยศ. บทว่า อุปสมาย
ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การเข้าไปสงบกิเลส.
ในบทว่า เอวเมวโข มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- เหมือนอย่างว่า
เมื่อนายสารถี ผู้ไม่ฉลาด เทียมม้าสินธพที่ไม่ได้ฝึก ขับรถไปตามทางขรุขระ
(ไม่สม่ำเสมอ) แม้ล้อก็ย่อมแตก แม้เขลาและกีบของม้าสินธพ ก็ถึงความ
ย่อยยับกับทั้งตนเอง และไม่สามารถจะให้แล่นไปได้ตามทางไปตามที่ต้อง
การได้ฉันใด ภิกษุผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ๖ ก็ฉันนั้น ไม่สามารถ
เสวยความยินดีในความสงบตามที่ต้องการได้. ส่วนนายสารถีผู้ฉลาด
เทียมม้าสินธพที่ฝึกแล้ว ให้รถแล่นในพื้นที่เรียบ จับเชือก ตั้งสติไว้
ที่กีบม้าสินธพทั้งหลาย ถือแส้จับให้หมดพยศขับไป ให้มันวิ่งไปตามทาง
ไปที่ตนต้องการ ๆ ฉันใด ภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้ง ๖ ก็ฉันนั้น

397