พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 378 (เล่ม 28)

ในบทว่า อุปมา โข มฺยายํ นี้ พึงทราบ การเทียบเคียงข้ออุปมา
ตั้งแต่ต้นดังต่อไปนี้. จริงอยู่ กรรมพึงเห็นเหมือนพระราชา. ปุถุชนผู้อาศัย
วัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษผู้ทำผิดกฎหมาย มหาภูตรูป ๔ เหมือนอสรพิษ
ทั้ง ๔ เวลาที่กรรมให้แก่มหาภูตรูป ๔ ในขณะปฏิสนธิของมหาชนนั่นเอง
เหมือนในเวลาที่พระราชาทรงให้ปกปิดอสรพิษทั้ง ๔ เวลาที่พระศาสดา
ตรัสกรรมฐานมีมหาภูตรูปเป็นอารมณ์ แก่ภิกษุนี้ แล้วตรัสว่าเมื่อเบื่อหน่าย
คลายกำหนัดในมหาภูตรูป ๔ นี้ ก็จักหลุดพ้นจากวัฏฏะด้วยอาการอย่างนี้
เหมือนเวลาที่ตรัสว่า ท่านจงออกไปในขณะที่อสรพิษเผลอ และในขณะ
ที่ราชบุรุษสงัดเงียบแล้วหนีไปตามคำว่า บุรุษผู้เจริญ. กิจใดที่ท่านควรทำ
จงทำกิจนั้นเสีย เวลาที่ภิกษุนี้ ได้กรรมฐานในสำนักพระศาสดา แล้วหนี
ไปด้วยการหนีคือญาณ เพื่อประโยชน์แก่การหลุดพ้นจากอสรพิษคือมหา-
ภูตรูป เหมือนการได้ยินคำของผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อบุรุษนั้นแล้วออกใน
ขณะที่อสรพิษทั้ง ๔ เผลอ และในขณะที่ราชบุรุษสงัดเงียบแล้วหนี
ซอกซอนไป.
พึงทราบกถาว่าด้วยมหาภูตรูป ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ และอายตนกถา
ในคำว่า จตุนฺนํ มหาภูตานํ ปฐวีธาตุยา อาโปธาตุยา เป็นต้น โดยนัย
ที่กล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล. ก็ในที่นี้ ปฐวีธาตุ พึงเห็น
เหมือนงูกัฏฐมุขะ ( ปากไม้ ) ธาตุที่เหลือพึงเห็นเหมือนงูปูติมุขะ ( ปากเน่า )
งูอัคคิมุขะ ( ปากไฟ ) และงูสัตถมุขะ ( ปากศัสตรา ). กายทั้งสิ้นของบุคคล
ผู้ถูกงูปากไม้กัด ย่อมแข็งกระด้างฉันใด แม้กายทั้งสิ้น ย่อมแข็งกระด้าง
เพราะปฐวีธาตุกำเริบก็ฉันนั้น อนึ่งกายทั้งสิ้นของผู้ถูกงูปากเน่าเป็นต้นกัด

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 379 (เล่ม 28)

ย่อมน้ำเหลืองไหลออก ย่อมไหม้ และย่อมทรุดโทรมฉันใด กายทั้งสิ้น
ย่อมน้ำเหลืองไหลออก ย่อมไหม้ และย่อมทรุดโทรม แม้เพราะความ
กำเริบของอาโปธาตุ เตโชราตุ และวาโยธาตุ ฉันนั้น.
ด้วยเหตุนั้น อรรถกถาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวไว้ว่า
ร่างกายที่ถูกงูปากไม้กัดเอาแล้ว ย่อมแข็ง
กระด้างไป ร่างภายนั้น เพราะปฐวีธาตุกำเริบ ก็
ย่อมแข็งกระด้าง ดังงูปากไม้กัด ฉะนั้น ก็มี
ร่างกายที่ถูกงูปากเน่ากัดเอาแล้ว ย่อมเน่าไป
ร่างกายนั้น เพราะอาโปธาตุกำเริบ ก็ย่อมเน่า
ดังงูปากเน่ากัด ฉะนั้น ก็มี
ร่างกายที่ถูกงูปากไฟกัดเอาแล้ว ย่อมร้อน
ไหม้ ร่างกายนั้น เพราะเตโชธาตุกำเริบ ก็ย่อม
ร้อนไหม้ ดังงูปากไฟกัด ฉะนั้น ก็มี
ร่างกายที่ถูกงูปากศัสตรากัดเอาแล้ว ย่อม
ขาดแหว่ง ร่างกายนั้น เพราะวาโยธาตุกำเริบ ก็
ย่อมขาดแหว่ง ดังงูปากศัสตรากัด ฉะนั้น.
ในข้อนี้ พึงทราบส่วนประกอบของสรีระโดยพิเศษ ด้วยประการ
ฉะนี้ก่อน

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 380 (เล่ม 28)

แต่เมื่อว่าโดยไม่แผกกัน พึงทราบว่าธาตุเหล่านั้น มีภาวะเสมือน
กันกับอสรพิษ โดยเหตุเหล่านี้คือ โดยที่อาศัย โดยความผิดกันแห่งกำลัง
เร็วแห่งพิษ โดยถือเอาแต่สิ่งไม่น่าปรารถนา โดยบำรุงเลี้ยงยาก โดยเข้า
ไปหาได้ยาก โดยเป็นสัตว์ไม่รู้คุณคน โดยมีปกติกัดไม่เลือก โดยมีโทษ
และอันตรายอย่างอนันต์.
ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสยโต ความว่า จริงอยู่ จอมปลวก
ชื่อว่าเป็นที่อาศัยของอสรพิษทั้งหลาย. ก็อสรพิษเหล่านั้น ย่อมอยู่อาศัย
ที่จอมปลวกนั้น. จอมปลวกคือกาย เป็นที่อาศัย แม้ของมหาภูตรูปทั้งหลาย.
จริงอยู่โพรงต้นไม้ ใบหญ้า ใบไม้ ที่รก และกองหยากเยื่อ ก็เป็นที่อาศัย
ของอสรพิษทั้งหลาย. อสรพิษเหล่านั้น ย่อมอยู่ในที่แม้เหล่านั้น. โพรงไม้
คือกาย ที่รกคือกาย กองหยากเยื่อคือกาย ก็เป็นที่อาศัย แม้ของมหาภูตรูป
ทั้งหลาย พึงทราบความที่มหาภูตรูปเหล่านั้นเหมือนกัน ดังพรรณนามา
อย่างนี้ก่อน.
บทว่า วิสเวควิการโต ความว่า อสรพิษทั้งหลาย โดยประเภท
มี ๔ มีงูปากไม้เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งตระกูล. ในอสรพิษเหล่านั้น
ตระกูลหนึ่ง ๆ เมื่อแบ่งโดยความผิดแผกกันแห่งพิษ ก็มี ๔ อย่าง คือ มีพิษ
ที่ถูกกัดเป็นต้น แม้มหาภูตรูป ก็มี ๔ โดยต่างเป็นปฐวีธาตุเป็นต้น ด้วย
อำนาจลักษณะจำเพาะตัว ในมหาภูตรูปเหล่านี้ มหาภูตรูปอย่างหนึ่ง ๆ
ย่อมมี ๔ อย่าง ด้วยอำนาจมหาภูตรูปมีกรรมเป็นสมุฏฐานเป็นต้น พึงทราบ
ว่ามหาภูตรูปเหล่านั้น เสมือนกันโดยความผิดแผกกันแห่งกำลังเร็วของพิษ
ด้วยประการฉะนี้.

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 381 (เล่ม 28)

บทว่า อนตฺถคหณโต ความว่า อสรพิษทั้งหลาย เมื่อจะยืดเอา
ย่อมยึดเอาสิ่งซึ่งไม่น่าปรารถนา ๕ อย่าง คือ ย่อมถือเอาแต่ของเหม็น
ถือเอาของไม่สะอาด ย่อมถือเอาแต่ตัวโรค ย่อมถือเอาแต่ของมีพิษ ย่อม
ถือเอาแต่ความตาย แม้มหาภูตรูป เมื่อถือเอา ย่อมถือเอาแต่สิ่งที่ไม่น่า
ปรารถนา ๕ อย่าง คือ ย่อมถือเอาแต่ของเหม็น ถือเอาแต่ของไม่สะอาด
ถือเอาแต่ความเจ็บ ถือเอาแต่ความแก่ ถือเอาแต่ความตาย.
ด้วยเหตุนั้น พระโปราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวไว้ว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมจับงูอันเปื้อนคูถ
มีพิษมาก เป็นผู้เพลิดเพลินงูในโลก ชื่อว่าจับเอา
ภาวะที่ไม่น่าปรารถนาทั้ง ๕ คือ ของเหม็น ของไม่
สะอาด พยาธิ ชรา มรณะเป็นที่ ๕ ภาวะที่ไม่น่า
ปรารถนา ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในงูที่เปื้อนคูถ.
ปุถุชนผู้บอดและเขลาไม่ฉลาด ก็อย่างนั้นเหมือน-
กัน เป็นผู้เพลิดเพลินความเกิดในภพ ชื่อว่าจับ
อนัตถะภาวะที่ไม่น่าปรารถนา คือของเหม็น ของ
ไม่สะอาด พยาธิ ชรา มรณะ เป็นที่ ๕ ภาวะ
ที่ไม่น่าปรารถนา ๕ เหล่านี้ มีอยู่ในกายอันเป็นดัง
งูที่เปื้อนคูถฉะนั้น.
พึงทราบว่ามหาภูตรูป เหมือนกันโดยถือเอาแต่อนัตถะภาวะที่ไม่น่า
ปรารถนา ด้วยประการฉะนี้.

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 382 (เล่ม 28)

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ทุรูปปฏฺฐานโต ดังต่อไปนี้. อสรพิษ
เหล่านั้นบำรุงเลี้ยงได้ยาก เมื่อตัวหนึ่งประสงค์จะลุก ตัวหนึ่งประสงค์
จะอาบน้ำ เมื่อตัวนั้นประสงค์จะอาบน้ำ อีกตัวหนึ่งประสงค์จะกิน เมื่อ
ตัวนั้นประสงค์จะกิน อีกตัวหนึ่งประสงค์จะนอน บรรดางูเหล่านั้น
งูตัวใด ๆ ยังไม่เต็มประสงค์ งูตัวนั้นก็จะกัดให้ตายในที่นั้นนั่นเอง แต่
เหล่าภูตรูปนั่นแล บำรุงเลี้ยงยากกว่า - อสรพิษเหล่านี้. จริงอยู่ เมื่อปรุงยา
แก่ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ ก็กำเริบ. เมื่อผู้นั้นปรุงยา เตโชธาตุ ก็กำเริบ
ดังกล่าวมานี้ เมื่อปรุงยา แก่ธาตุอันหนึ่ง ธาตุอีกอันหนึ่งก็กำเริบเพราะ
ฉะนั้น พึงทราบว่า ราตุทั้งหลายเหมือนกันโดยบำรุงเลี้ยงได้ยากด้วย
ประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า ทุราสทโต ดังต่อไปนี้ จริงอยู่ อสรพิษ
ทั้งหลาย ชื่อว่า พบได้ยาก คนทั้งหลายพบอสรพิษที่หน้าเรือน ก็จะหนีไป
ทางหลังเรือน พบที่หลังเรือนก็จะหนีไปทางหน้าเรือน พบกลางเรือน
ก็จะหนีเข้าห้อง พบที่ห้องก็จะหนีขึ้นเตียงตั่ง มหาภูตรูปทั้งหลาย ชื่อว่า
พบได้ยากมากกว่านั้น. จริงอยู่ เมื่อคนเป็นโรคเรื้อน หูจมูกเป็นต้นก็จะ
จะขาดตกไป เป็นที่เนื้อตัว ฝูงแมลงวันหัวเขียวก็จะตอม กลิ่นตัวก็จะ
คลุ้งไปไกล บุรุษโรคเรื้อนนั้นกำลังด่าก็ดี กำลังร้องครวญครางก็ดี คน
ทั้งหลาย ก็ไม่อาจเข้าไปด่าใกล้ ๆ ได้ ไม่อาจเข้าไปช่วยใกล้ ๆ ได้ ต้อง
ปิดจมูก บ้วนน้ำลาย ห่างบุรุษโรคเรื้อนนั้นไปเสียไกล ๆ พึงทำความ
ข้อนี้ให้แจ่มแจ้งอย่างนั้น โดยโรคอย่างอื่นๆ เช่นโรคบานทะโรค โรคท้อง
โรคลมเป็นต้น และโรคที่ทำความขยะแขยงน่าเกลียด เพราะฉะนั้น พึง
ทราบว่ามหาภูตรูปทั้งหลาย ก็เหมือนกัน โดยพบได้ยาก ด้วยประการ
ฉะนี้.

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 383 (เล่ม 28)

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อกตญฺญุตโต ดังต่อไปนี้. จริงอยู่
อสรพิษทั้งหลาย ย่อมไม่รู้อุปการะอันผู้อื่นกระทำแล้ว แม้เมื่อเขาให้ก็ดี
ให้บริโภคก็ดี บูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นก็ดี ใส่ในกระโปรง
บริหารอยู่ก็ดี แสวงหาแต่โอกาสเท่านั้น ได้โอกาสในที่ใด ก็กัดเขาให้ตาย
ในที่นั้นนั่นแล มหาภูตรูปทั้งหลายต่างหากไม่รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำแล้ว
ยิ่งกว่าอสรพิษทั้งหลาย. จริงอยู่สิ่งที่ชอบใจ อันมหาภูตรูปเหล่านั้น ทำ
แล้ว ไม่มีเลย แม้เขาให้อาบน้ำที่ไม่มีมลทิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็นหรือ
น้ำร้อนก็ดี สักการะอยู่ด้วยธูปของหอมและดอกไม้เป็นต้นก็ดี ประคบ-
ประหงมอยู่ ด้วยผ้าอันนุ่ม ที่นอนอันนุ่มและที่นั่งอันนุ่มเป็นต้นก็ดี ให้
กิน อาหารอย่างดีก็ดี ให้ดื่มน้ำอย่างดีก็ดี ก็ยังคอยแสวงหาแต่โอกาสอยู่
นั่นเอง ได้โอกาสในที่ใด โกรธขึ้นมาก็ทำให้ถึงความย่อยยับในที่นั้น
นั่นเอง เพราะฉะนั้น พึงทราบว่ามหาภูตรูปเหมือนกันโดยไม่รู้คุณคน
ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัยใน บทว่า อวิเสสการิโต ดังต่อไปนี้. จริงอยู่
อสรพิษไม่ได้เลือกว่า ผู้นี้เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ เป็นแพศย์ หรือ
ศูทร เป็นคฤหัสถ์ หรือเป็นบรรพชิต ย่อมกัดผู้ที่มาประจวบเข้า ๆ ให้ตาย
ไปทั้งนั้น. แม้มหาภูตรูป ก็ย่อมไม่เลือกว่า ผู้นี้เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์
เป็นแพศย์ หรือศูทร เป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต เป็นเทพ หรือมนุษย์
เป็นมาร หรือพรหม ไม่มีคุณ หรือมีคุณ ก็ถ้าพวกมันเกิดความอายขึ้น
ว่า ผู้นี้เป็นผู้มีคุณไซร้ พวกมันก็จะพึงให้เกิดความละอายขึ้น ในพระ-
ตถาคต ผู้เป็นพระอัครบุคคล ในโลกพร้อมที่เทวโลก แม้ถ้าพวกมันเกิด

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 384 (เล่ม 28)

ความละอายขึ้นโดยนัย มีอาทิว่า ผู้นี้เป็นผู้มีปัญญามากผู้นี้เป็นผู้มีฤทธิ์มาก
และผู้นี้เป็นผู้ทรงคุณทางธุดงค์ แม้ถ้าพวกมันพึงให้เกิดความละอายขึ้นใน
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเป็นต้น ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกมันก็ว่าพึงเกิด
ความกลัวขึ้นว่า ผู้นี้ไม่มีคุณ เป็นผู้ทารุณ กระด้าง พวกมันก็พึงกลัวต่อ
พระเทวทัต ผู้เลิศ หรือต่อศาสดาทั้ง ๖ ผู้ไม่มีคุณ ผู้ทารุณ ผู้กระด้าง
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จะไม่ละอายและไม่กลัว โกรธขึ้นมาก็ทำให้ถึง
ความย่อยยับอย่างใดอย่างหนึ่งได้ทั้งนั้น พึงทราบว่ามหาภูตรูปเป็นเหมือน
กัน โดยไม่เลือกด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า อนนฺตโทสุปทฺทวโต นี้ดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ โทษและอันตรายที่อาศัยอสรพิษเกิดขึ้นไม่มีประมาณ. จริงอย่าง
นั้น อสรพิษเหล่านั้นกัดแล้ว ทำให้ตาบอดบ้าง ให้เป็นคนกระจอกบ้าง ให้
เป็นคนเปลี้ยบ้าง ให้เป็นคนร่างพิการไปแถบหนึ่งบ้าง เพราะฉะนั้นเหล่า
อสรพิษย่อมแสดงความพิการหาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้ แม้ภูตรูป
ทั้งหลาย โกรธขึ้นมาแล้วย่อมกระทำความพิการ บางอย่าง บรรดาความ
พิการทั้งหลายมีตาบอดเป็นต้น โทษและอันตราย ของภูตรูปเหล่านั้น หา
ประมาณมิได้ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าภูตรูปเหล่านั้นเสมือนกัน โดยมี
โทษและอันตรายหาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้
บัดนี้ ในที่นี้ควรแสดงกรรมฐาน ด้วยอำนาจมหาภูตรูป ๔ จนถึง
พระอรหัต กรรมฐานนั้นก็กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น ในจตุธาตุววัฏฐานนิทเทศ
คัมภีร์วิสุทธิมรรคแล.

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 385 (เล่ม 28)

ในคำว่า ปญฺจ วธกา ปจฺจตฺถิกาติ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺเนตํ
อุปาทานกฺขนฺธานํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่า ปญฺจ วธกา
ปจฺจตฺถิกา ศัตรูผู้ฆ่า ๕ นี้แล เป็นชื่อของอุปาทานขันธ์ ๕ นี้พึงทราบว่า
ขันธ์ทั้งหลายเสมือนกับศัตรูผู้ฆ่า ด้วยอาการ ๒ อย่าง.
จริงอยู่ ขันธ์ทั้งหลายย่อมฆ่าซึ่งกันและกัน เมื่อขันธ์เหล่านั้นมีอยู่
ชื่อว่า ผู้ฆ่าก็ย่อมปรากฏอย่างไร. อันดับแรกรูปย่อมฆ่าทั้งรูป ทั้งอรูป
อรูป ย่อมฆ่าทั้งอรูป ทั้งรูป อย่างไร. ปฐวีธาตุแม้นี้ เมื่อแตก ย่อมพา
เอาธาตุ ๓ บอกนี้แตกไปด้วย. แม้ในอาโปธาตุเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
รูปชื่อว่าฆ่ารูปนั่นแหละก่อน ด้วยอาการอย่างนี้. ส่วนรูปขันธ์ เมื่อแตก
ก็พาเอาอรูปขันธ์ ๔ แตกด้วยไป เพราะฉะนั้น รูป ถือว่าฆ่าอรูปด้วยอาการ
อย่างนี้. แม้เวทนาขันธ์ เมื่อแตก ก็พาเอาสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
และวิญญาณขันธ์ แตกไปด้วย. แม้ในสัญญาขันธ์เป็นต้นก็นัยนี้. อรูปชื่อ
ว่าย่อมฆ่าอรูปอย่างนี้. ส่วนอรูปขันธ์ ๔ ในขณะจุติ เมื่อแตก ก็พาวัตถุรูป
(หทยวัตถุ) แตกไปด้วย. อรูปชื่อว่าฆ่ารูปด้วยอาการอย่างนี้. ที่ชื่อว่า
วธกา เพราะฆ่าซึ่งกันและกันก่อนด้วยอาการอย่างนี้. ก็ขันธ์มีในที่ใด
การตัด การทำลาย การฆ่า และการจองจำเป็นต้น ก็มีในที่นั้นนั่นแล
ไม่มีในที่อื่น. เมื่อขันธ์ มีอยู่ ผู้ฆ่าย่อมปรากฏ แม้เพราะเหตุนั้น
ขันธ์จึงชื่อว่าผู้ฆ่า. บัดนี้ พึงแสดงกรรมฐาน ตั้งต้นแต่แยกขันธ์ ๕ ออก
เป็น ๒ ส่วน คือส่วนรูปและ อรูป(นาม) แล้วแยกนาม ด้วยอำนาจรูป
หรือแยกรูปด้วยอำนาจนามจนถึงพระอรหัตแล. แม้คำนั้น ก็กล่าวไว้แล้ว
ในวิสุทธิมรรคเหมือนกัน

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 386 (เล่ม 28)

ในคำว่า ฉฏฺโฐ อนฺตรจโร วธโก อุกฺขิตฺตาสิโกติโข ภิกฺขเว
นนฺทิราคสฺเสตํ อธิวจนํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า เพชฌฆาต
สอดแนม ( ลึกลับ ) คำรบ ๖ ผู้เงื้อดาบเป็นชื่อของนันทิราคะนี้ พึงทราบ
ว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี เป็นเสมือนกับเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบ
โดยอาการ ๒ อย่าง คือโดยทำศีรษะ คือปัญญาให้ตกไป และโดยทำให้
เข้าถึงกำเนิด. อย่างไร. ความจริง เมื่ออิฏฐารมณ์มาปรากฏ ทางจักขุทวาร
โลภะ อาศัยอารมณ์นั้นย่อมเกิดขึ้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ศีรษะคือปัญญา
เป็นอันชื่อว่า ตกไป. แม้ในโสตทวารเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบ
นันทิราคะ เป็นเสมือนโดยการทำศีรษะคือปัญญาให้ตกไป อย่างนี้ก่อน.
ก็นันทิราคะนั่นย่อมนำเข้าไปสู่กำเนิด ๔ อย่าง ด้วยอัณฑชกำเนิดเป็นต้น
นันทิราคะนั้น มีมหาภัย ๒๕ อย่าง และกรรมกรณ์ ๓๒ อย่าง มีการทำ
ให้เข้าถึงกำเนิดเป็นมูล ๓๒ ก็มาถึงเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า
นันทิราคะนั้น เสมือนเพชฌฆาตเงื้อดาบ แม้โดยการนำเข้าถึงกำเนิด
ด้วยอาการอย่างนี้.
กรรมฐาน เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง แม้
ด้วยอำนาจนันทิราคะ ด้วยประการฉะนี้. อย่างไร. จริงอยู่ นันทิราคะนี้
จัดเป็นสังขารขันธ์. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงกำหนด นันทิราคะนั้น
ว่าเป็นสังขารขันธ์ดังนี้แล้ว จึงทรงกำหนดขันธ์ ๕ อย่างนี้ว่า เวทนาที
สัมปยุตด้วยสังขารขันธ์นั้น จัดเป็นเวทนาขันธ์ สัญญา เป็นสัญญาขันธ์
จิต เป็นวิญญาณขันธ์ อารมณ์ของขันธ์เหล่านี้ จัดเป็นรูปขันธ์. บัดนี้
ภิกษุรูปหนึ่งกำหนดขันธ์ ๕ เหล่านั้น ด้วยอำนาจนามและรูป แล้วเจริญ

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 387 (เล่ม 28)

วิปัสสนา ตั้งแต่การแสวงหาปัจจัย แห่งขันธ์เหล่านั้น บรรลุอรหัตโดย
ลำดับ เพราะฉะนั้น เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมฐาน ด้วย
อำนาจนันทิราคะอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. ความที่อายตนะภายใน ๖
เป็นเสมือนบ้านร้าง มาแล้วในพระบาลีนั่นแล. ก็ในข้อนี้มีนัยแห่ง
กรรมฐานดังต่อไปนี้.
เหมือนอย่างว่า โจรทั้ง ๖ นั้น เข้าไปสู่หมู่บ้านร้างอันมีกะท่อม
๖ หลัง เทียวไปเทียวมา ไม่ได้อะไรๆ ก็ไม่ต้องการบ้านฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ยึดมั่นเลือกเฟ้นในอายตนะภายใน ๖ ไม่เห็นอะไร ๆ ที่ควร
ถือเอาว่าเรา ว่าของเรา ก็ไม่มีความต้องการอายตนะภายในเหล่านั้น. ภิกษุ
นั้นคิดว่า เราจะเริ่มวิปัสสนา จึงกำหนดเอาจักขุปสาทเป็นต้น ด้วยอำนาจ
รูปกรรมฐานที่ยังมีอุปาทาน กำหนดว่า นี้เป็นรูปขันธ์ กำหนดมนายตนะ
ว่า อรูปขันธ์. และกำหนดอายตนะทั้งหมดนั้น ด้วยอำนาจนามรูปว่ามีแต่
นามกับรูปเท่านั้น แล้วแสวงหาปัจจัยของนามรูปเหล่านั้น เจริญวิปัสสนา
พิจารณาสังขารทั้งหลาย ดำรงอยู่ในพระอรหัต โดยลำดับด้วยประการ
ฉะนั้นแล. นี้เป็นอันตรัสกรรมฐาน แก่ภิกษุรูปหนึ่งจนถึงพระอรหัต.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า อายตนะภายนอก เป็นเสมือนพวกโจร
ผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน จึงตรัสดำอาทิว่า โจรา คามฆาตกา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนาปามนาเปสุ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ
ใช้ในอรรถ ตติยาวิภัตติ. ความว่า มนาปามนาเปหิ ด้วยอารมณ์อันน่า
พอใจและไม่พอใจ เมื่อพวกโจร พากันปล้นฆ่าชาวบ้านในที่นั้น ดำเนิน
กิจ ๕ ประการ คือ พวกโจร ยินล้อมบ้าน ยืนจุดไฟเผา ทำเป็นส่งเสียง

387