ในบทว่า อุปมา โข มฺยายํ นี้ พึงทราบ การเทียบเคียงข้ออุปมา
ตั้งแต่ต้นดังต่อไปนี้. จริงอยู่ กรรมพึงเห็นเหมือนพระราชา. ปุถุชนผู้อาศัย
วัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษผู้ทำผิดกฎหมาย มหาภูตรูป ๔ เหมือนอสรพิษ
ทั้ง ๔ เวลาที่กรรมให้แก่มหาภูตรูป ๔ ในขณะปฏิสนธิของมหาชนนั่นเอง
เหมือนในเวลาที่พระราชาทรงให้ปกปิดอสรพิษทั้ง ๔ เวลาที่พระศาสดา
ตรัสกรรมฐานมีมหาภูตรูปเป็นอารมณ์ แก่ภิกษุนี้ แล้วตรัสว่าเมื่อเบื่อหน่าย
คลายกำหนัดในมหาภูตรูป ๔ นี้ ก็จักหลุดพ้นจากวัฏฏะด้วยอาการอย่างนี้
เหมือนเวลาที่ตรัสว่า ท่านจงออกไปในขณะที่อสรพิษเผลอ และในขณะ
ที่ราชบุรุษสงัดเงียบแล้วหนีไปตามคำว่า บุรุษผู้เจริญ. กิจใดที่ท่านควรทำ
จงทำกิจนั้นเสีย เวลาที่ภิกษุนี้ ได้กรรมฐานในสำนักพระศาสดา แล้วหนี
ไปด้วยการหนีคือญาณ เพื่อประโยชน์แก่การหลุดพ้นจากอสรพิษคือมหา-
ภูตรูป เหมือนการได้ยินคำของผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อบุรุษนั้นแล้วออกใน
ขณะที่อสรพิษทั้ง ๔ เผลอ และในขณะที่ราชบุรุษสงัดเงียบแล้วหนี
ซอกซอนไป.
พึงทราบกถาว่าด้วยมหาภูตรูป ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ และอายตนกถา
ในคำว่า จตุนฺนํ มหาภูตานํ ปฐวีธาตุยา อาโปธาตุยา เป็นต้น โดยนัย
ที่กล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล. ก็ในที่นี้ ปฐวีธาตุ พึงเห็น
เหมือนงูกัฏฐมุขะ ( ปากไม้ ) ธาตุที่เหลือพึงเห็นเหมือนงูปูติมุขะ ( ปากเน่า )
งูอัคคิมุขะ ( ปากไฟ ) และงูสัตถมุขะ ( ปากศัสตรา ). กายทั้งสิ้นของบุคคล
ผู้ถูกงูปากไม้กัด ย่อมแข็งกระด้างฉันใด แม้กายทั้งสิ้น ย่อมแข็งกระด้าง
เพราะปฐวีธาตุกำเริบก็ฉันนั้น อนึ่งกายทั้งสิ้นของผู้ถูกงูปากเน่าเป็นต้นกัด