พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 368 (เล่ม 28)

ธาตุลม คำว่า เพชฌฆาตทั้ง ๕ คนที่เป็นข้าศึกนั้น เป็นชื่อแห่งอุปาทาน
ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
คำว่า เพชฌฆาตคนที่ ๖ ซึ่งเที่ยวไปในอากาศ เงื้อดาบอยู่นั้น เป็นชื่อ
แห่งนันทิราคะ คำว่า บ้านร้างนั้นเป็นชื่อแห่งอายตนะภายใน ๖.
[๓๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้บัณฑิตผู้ฉลาด มีปัญญาใคร่-
ครวญอายตนะภายใน ๖ นั้น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะปรากฏว่า
เป็นของว่าง เปล่า สูญทั้งนั้น.
คำว่า โจรผู้ฆ่าชาวบ้านนั้น เป็นชื่อแห่งอายตนะภายนอก ๖ ตา
ย่อมเดือดร้อนเพราะรูปที่เป็นที่พอใจและไม่พอใจ หูย่อมเดือดร้อน เพราะ
เสียงเป็นที่พอใจและไม่พอใจ จมูกย่อมเดือดร้อนเพราะกลิ่นเป็นที่พอใจ
และไม่พอใจ ลิ้นย่อมเดือดร้อนเพราะรสเป็นที่พอใจและไม่พอใจ กายย่อม
เดือดร้อนเพราะโผฏฐัพพะเป็นที่พอใจและไม่พอใจ ใจย่อมเดือดร้อนเพราะ
ธรรมารมณ์เป็นที่พอใจและไม่พอใจ คำว่า ห้วงน้ำใหญ่นั้น เป็นชื่อแห่ง
โอฆะทั้ง ๔ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ คำว่า ฝั่งข้างนี้
อันเป็นที่น่ารังเกียจ มีภัยอันตรายนั้น เป็นชื่อแห่งร่างกายของตน คำว่า
ฝั่งข้างโน้นเป็นที่เกษม ปลอดภัยนั้นเป็นชื่อแห่งนิพพาน คำว่า แพนั้น
เป็นชื่อแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
คำว่า พยายามข้ามไปด้วยมือและเท้า เป็นชื่อแห่งวิริยารัมภะ คำว่า ข้าม
ฟากถึงฝั่งโน้นแล้วขึ้นบกไปเป็นพราหมณ์ เป็นชื่อแห่งพระอรหันต์.
จบ อาสีวิสสูตรที่ ๑

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 369 (เล่ม 28)

อาสีวิสวรรคที่ ๔
อรรถกถาอาสีวิสสูตรที่ ๑
อาสีวิสวรรค อาสีวิสสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ภิกษุเหล่าโยคาวจรผู้ชอบจาริกไปรูปเดียว ๒ รูป ๓ รูป ๔ รูป ๕ รูป ผู้มี
ความประพฤติต้องกัน ผู้ปฏิบัติ ผู้ขะมักเขม้น แม้ทุกรูป ซึ่งนั่งล้อมเหล่า
ภิกษุผู้บำเพ็ญกรรมฐานมีทุกขลักษณะเป็นอารมณ์ แท้จริงพระสูตรนี้ ตรัส
ด้วยอัธยาศัยของบุคคล. จริงอยู่ ในบรรดาบุคคลทั้งหลาย ตรัสด้วยอำนาจ
เหล่าภิกษุอุคฆฏิตัญญูบุคคลที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ผู้บำเพ็ญกรรมฐาน มีทุกข-
ลักขณะเป็นอารมณ์ ซึ่งมาในเวลาเฝ้า นั่งแวดล้อมพระศาสดา แม้เมื่อ
เป็นอย่างนั้น. ข้อนี้จึงเป็นปัจจัย แก่บุคคล ๔ เหล่ามีอุคฆฏิตัญญูบุคคล
เป็นต้น.
จริงอยู่ อุคฆฏิตัญญูบุคคล จักบรรลุพระอรหัตด้วยยกหัวข้อแห่ง
พระสูตรขึ้นเท่านั้น. วิปจิตัญญูบุคคล บรรลุพระอรหัต ด้วยการแจกหัวข้อ
ธรรมโดยพิสดาร เนยยบุคคลท่องบ่นพระสูตรนี้เท่านั้น ใส่ใจโดย
แยบคาย คบทาเข้าใกล้กัลยาณมิต จึงจักบรรลุพระอรหัต สำหรับปทปรม-
บุคคล พระสูตรนี้ จักเป็นวาสนาเครื่องอบรมบ่มบารมีในอนาคตแล ด้วย
ประการดั่งว่ามานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่าพระองค์ทรงมีอุปการะ
แก่สัตว์แม้ทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นประหนึ่งยกภูเขาสิเนรุขึ้น ประหนึ่งทำ
อากาศให้กว้างขวาง และประหนึ่งทำภูเขาจักรวาลให้หวั่นไหว จึงเริ่ม
อาสีวิสสูตรนี้ ด้วยความอุตสาหะอย่างใหญ่ ว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว.

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 370 (เล่ม 28)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาโร อาสีวิสา ความว่า อสรพิษ
( งู ) ๔ จำพวก คือ กัฏฐมุขะ ปูติมุขะ อัคคิมุขะ สัตถมุขะ. ในงู ๔
จำพวกนั้น ทั่วเรือนร่างของคนที่ถูกงูกัฏฐมุขะกัด จะแข็งกระด้าง เหมือน
ไม้แห้ง ในข้อต่อทั้งหลาย ข้อต่อจะแข็งกระด้าง. ตั้งอยู่เหมือนเสียบไว้
ด้วยหลาวเหล็ก. เรือนร่างของผู้ถูกงูปูติมุขะกัด ก็จะมีน้ำหนองไหลเยิ้มอยู่
เหมือนขนุนสุกเน่า เป็นดังน้ำที่เขาใส่ไว้ในหม้อเกรอะ. ทั่วเรือนร่าง
ของผู้ถูกงูอัคคิมุขะกัด จะไหม้กระจายไป เป็นเหมือนกำขี้เถ้า และเป็น
เหมือนกำแกลบ ทั่วเรือนร่างของผู้ถูกงูสัตถมุขะกัด ย่อมขาดเป็นช่อง
เป็นเหมือนสถานที่ฟ้าผ่า และเป็นเหมือนปากที่ต่อเรือน ที่ถูกสว่านใหญ่
เจาะ อสรพิษทั้ง ๔ จำแนกโดยพิเศษด้วยประการฉะนี้.
แต่เมื่อว่าโดยอำการแผกกันแห่งกำลังเร็วของพิษอสรพิษทั้ง ๔ ชนิด
นั้นรวมเป็น ๑๖ จำพวก. จริงอยู่งูกัฏฐมุขะมี ๔ ชนิดคือ มีพิษที่กัด
มีพิษที่พบ มีพิษที่ถูกต้องมัน มีพิษที่ลม จริงอยู่เรือนร่างของคนที่ถูกงู
กัฏฐมุขะนั้น กัดก็ดี เห็นก็ดี ถูกต้องก็ดี ถูกลมกระทบก็ดี ย่อมแข็ง
กระด้างโดยประการดั่งกล่าวแล้ว. แม้ในงูที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. อสรพิษ
ย่อมมี ๑๖ ด้วยอำนาจความแผกกันแห่งกำลังเร็วแห่งพิษ ด้วยประการฉะนี้
งูพิษย่อมมี ๖๔ ชนิด ด้วยอำนาจบุคคลบัญญัติอีก. คืออย่างไร. คืออย่างนี้
อันดับแรก บรรดางูกัฏฐมุขะ งูกัฏฐมุขะมีพิษที่กัด มี ๔ ชนิด คือ พิษ
แล่นแต่พิษไม่ร้าย พิษร้ายแต่พิษไม่แล่น พิษแล่นและพิษร้าย และพิษ
ไม่แล่นพิษไม่ร้าย

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 371 (เล่ม 28)

ในจำนวนงู ๔ ประเภทนั้น พิษของงูใดควรกล่าวได้ว่า แล่นเร็ว
ขึ้นจับตา จับคอ จับศีรษะ เหมือนไฟไม้คบหญ้าลุกโชนเช่นพิษงูมณีสัปปะ
(งูเห่าปีแก้ว) อนึ่งเมื่อคนร่ายมนต์ เป่าลมเข้าทางช่องหู พอเอาไม้ตี
พิษก็จะแล่นลงมาหยุดอยู่ตรงที่ถูกกัดเท่านั้น งูนี้นั้น ชื่อว่ามีพิษแล่นเร็ว
แต่พิษไม่ร้าย.
ส่วนพิษของงูใด ค่อย ๆ แล่นขึ้น แต่ในที่ ๆ พิษแล่นขึ้น ก็เป็น
เหมือนน้ำที่ดื่มเข้าไป แม้โดยล่วงไปสิบ ๑๒ ปี ก็ยังปรากฏ ที่ข้างหลังหู
และหลังคอเป็นต้น เป็นเหมือนพิษของงูน้ำ แต่เมื่อหมองูทำการร่ายมนต์
เป็นต้น พิษก็ไม่ลดลงเร็ว งูนี้นั้น ชื่อว่า มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเร็ว.
ส่วนพิษของงูใด ขึ้นเร็ว แต่ไม่ลงเร็ว เช่น พิษของงูจงอางเป็นต้น
งูนี้นั้น ชื่อว่า ทั้งมีพิษแล่นเร็ว ทั้งมีพิษร้าย.
พิษของงูใด แม้ถูกหมองูเป่ามนต์ให้ลดลง ก็ลงง่าย ๆ เช่น พิษ
ของงูเขียว และงูเรือนเป็นต้น งูนี้นั้น ชื่อว่า มีพิษไม่แล่นเร็ว และ
มีพิษไม่ร้าย.
พิษที่ถูกกัดในจำพวกงูกัฏฐมุขะ และพิษที่ถูกกัดในจำพวกงูปูติมุขะ
เป็นต้นก็พึงทราบ โดยอุบายนี้ เพราะเหตุนั้น อสรพิษจึงมี ๖๔ ประเภท
ด้วยอำนาจบุคคลบัญญัติด้วยประการฉะนี้. ใน ๖๔ ประเภทนั้น แต่ละ
ประเภทยังแยกออกอย่างละ ๔ ตามกำเนิด โดยนัยว่า งูเกิดแต่ฟองไข่
เป็นต้น จึงรวมเป็นงู ๒๕๖ ประเภท. งูเหล่านั้นเอา ๒ คูณ ด้วยงูที่เกิด
ในน้ำและบนบกเป็นต้น จึงเป็นงู ๕๑๒. งูเหล่านั้น เอา ๒ คูณ ด้วย

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 372 (เล่ม 28)

สามารถ กามรูปและอกามรูป จึงนับได้ ๑,๐๒๔. งูเ ล่านั้น เมื่อย่อเข้า
โดยปฏิโลม ย้อนกลับแห่งทางที่งูเลื้อยไปอีก จึงเป็นอสรพิษ ๔ ประเภท
ด้วยอำนาจงูกัฏฐมุขะเป็นต้น ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอา
งูเหล่านั้น จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว จตฺตาโร อาสีวิสา เป็นต้น.
ก็งูเหล่านั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจตระกูล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสีวิสา ความว่า ชื่อว่า อาสีวิสา
เพราะมีพิษที่รด ก็มี ชื่อว่าอาสีวิสาเพราะมีพิษที่ลิ้ม ก็มี อาสีวิสา เพราะ
มีพิษเช่นกับดาบก็มี. บทว่า อาสิตฺตวิสา ความว่า มีพิษที่ดังเขารดน้ำ
ชโลมทั่วกาย และพิษที่รดลงที่กายของผู้อื่น. บทว่า อสิตวิสา ความว่า
สิ่งใด ๆ อันงูเหล่านั้นลิ้มแล้ว กินแล้ว สิ่งนั้น ๆ ย่อมกลายเป็นพิษไป
เพราะฉะนั้น ที่ชื่อว่า อสิตวิสา เพราะสิ่งที่มันลิ้มกลายเป็นพิษ. บทว่า
อสิสทิสวิสา ความว่า ที่ชื่อว่า อสิสทิสวิสา เพราะพิษของงูเหล่านั้น
คมกริบ สามารถตัดขาดได้อย่างยอดเหมือนดาบ. พึงทราบความแห่งคำ
ในที่นี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อุคฺคเตชา ได้แก่ มีเดชสูง คือมีอำนาจแรง. บทว่า โฆรวิสา.
ได้แก่ มีพิษที่แก้ ไขได้ยาก.
บทว่า เอวํ วเทยฺยุํ ได้แก่ พึงกล่าวอย่างนี้ เพื่อจะให้เขาบำรุง
เลี้ยง. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลาย สั่งให้จับงูพิษทั้งหลายไว้ทรงพระดำริว่า
เราจะให้งูเหล่านี้กัดโจรเช่นนี้ให้ตาย หรือปล่อยมันไปที่กองทัพข้าศึกเวลา
ที่ข้าศึกประชิดนคร เราเมื่อไม่สามารถจะต่อต้านกำลังข้าศึกได้ ก็จะกิน

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 373 (เล่ม 28)

อาหารดี ๆ แล้ว ขึ้นสู่ที่นอนอย่างดี ให้งูเหล่านั้นกัดตนเอง ไม่ยอมติด
อยู่ในอำนาจของเหล่าศัตรู ให้ตายสมความพอใจของตน ดังนี้แล้ว ให้บำรุง
เลี้ยงอสรพิษทั้งหลายไว้ พระราชาเหล่านั้น ไม่ปรารถนาจะทำบุรุษใดให้
ตายโดยฉับพลันก็ปรารถนาว่าผู้นั้นจักต้องประสบทุกข์นาน ๆ แล้วตายไป
ด้วยอาการอย่างนี้ จึงตรัสกะบุรุษนั้นอย่างนี้ว่า ก็พวกนี้มันคืออสรพิษ
๔ จำพวก นี่ พ่อมหาจำเริญ.
บทว่า กาเลน กาลํ ได้แก่ ทุกเวลา. บทว่า ปเวเสตพฺพา ได้แก่
ให้นอน. บทว่า อญฺญตโร วา อญฺญตโร วา ความว่า บรรดาอสรพิษ
๔ ประเภทมีกัฏฐมุขะเป็นต้น ตัวใดตัวหนึ่ง. คำว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ
ขอท่านจงกระทำกิจที่ท่านพึงกระทำเสีย นี้พึงทราบว่าเป็นคำของผู้บำเพ็ญ
ประโยชน์. ได้ยินว่า พระราชาทั้งหลาย ทรงมอบอสรพิษทั้งหลาย
แก่บุรุษนั้นด้วยอาการอย่างนี้ แล้วทรงบอกกล่าวแก่เหล่าอสรพิษที่เขาวาง
ไว้ในกะโปรงทั้ง ๔ กะโปรงว่า นี้เป็นผู้บำรุงเจ้านะ. ลำดับนั้นงูตัวหนึ่ง
ก็เลื้อยออกมา เลื้อยขึ้นตามเท้าขวาของบุรุษนั้น แล้วพันมือขวาตั้งแต่
ข้อมือ แผ่พังพาน ใกล้ช่องหูขวา นอนกระทำเสียว่า สุสุ ดังนี้. อีก
ตัวหนึ่ง เลื้อยไปตามเท้าซ้าย แล้วพันมือซ้าย ในที่นั้นนั่นเอง แผ่พังพาน
ที่ใกล้ช่องหูซ้าย แล้วนอนกระทำเสียงว่า สุสุ ดังนี้. ตัวที่ ๓ เลื้อยออก
ขึ้นไปตรงหน้าพันท้อง แผ่พังพาน ใกล้หลุมคอ นอนทำเสียงว่า สุสุ
ดังนี้. ตัวที่ ๔ เลื้อยไปตามส่วนข้างหลัง พันคอ วางพังพานบนกระหม่อม
นอนกระทำเสียงว่า สุสุ ดังนี้.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 374 (เล่ม 28)

เมื่ออสรพิษ ๔ ประเภทนั้น อยู่ที่ร่างกายอย่างนี้ บุรุษผู้บำเพ็ญ
ประโยชน์ต่อบุรุษนั้น เห็นเขาเข้าจึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ ท่านได้อะไร?
ลำดับนั้น เมื่อบุรุษผู้ถูกงูพันนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ อสรพิษเหล่านี้
พระราชาพระราชทานให้เป็นเครื่องประดับเป็นพิเศษบางประการ ที่มือ
ทั้งสองเหมือนกำไลมือ ที่แขนเหมือนกำไลต้นแขน ที่ท้องเหมือนผ้าคาด
ท้อง ที่หูเหมือนตุ้มหู ที่คอเหมือนสร้อยมุกดา และที่ศีรษะเหมือนเครื่อง
ประดับศีรษะ จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญช่างโง่เขลาจริง ท่านอย่าเข้าใจอย่างนี้
ว่า พระราชาทรงยินดี พระราชทานเครื่องประดับนั้นแก่เรา ท่านเป็นโจร
ทำความผิดร้าย ทั้งอสรพิษ ๔ ประเภทเหล่านี้ ก็บำรุงยาก ปฏิบัติยาก
เมื่อตัวหนึ่งต้องการจะลุกขึ้น ตัวหนึ่งต้องการจะอาบน้ำ เมื่อตัวหนึ่งต้อง
การจะอาบน้ำ ตัวหนึ่งต้องการจะกิน เมื่อตัวหนึ่งต้องการจะกิน ตัวหนึ่ง
ก็ต้องการจะอาบน้ำ ในงู ๔ ประเภทนั้น ตัวใดยังไม่เต็มความต้องการ
ตัวนั้นก็จะกัดให้ตายในที่นั้นนั่นแล. ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น ใคร ๆ
ผู้ถึงความสวัสดีปลอดภัยยังจะมีอยู่หรือ. เขากล่าวว่า จริงสิ รู้ว่าพวก
ราชบุรุษเจ้าหน้าที่ฟุ้งเฟ้อเผลอตัวหนีไปเสียก็จะปลอดภัย ก็พึงกล่าวว่า
ท่านจงกระทำกิจที่ท่านควรกระทำเถิด. ฝ่ายบุรุษที่ถูกจับเป็นโจรรู้เรื่อง
นั้นแล้ว เห็นขณะที่อสรพิษทั้ง ๔ เผลอตัว และปลอดจากราชบุรุษเจ้า
หน้าที่จึงเอามือขวาพันมือซ้าย แล้ววางพังพานไว้ใกล้จอนหู ทำที่ประจง
ลูบคลำร่างอสรพิษตัวที่นอนหลับ ค่อย ๆ แกะให้มันออกไป แล้วแกะ.
ตัวอื่น ๆ ออกไป ด้วยอุบายอย่างนั้นแล กลัวต่อพวกมันแล้วพึงหนีไป.
ครั้งนั้นอสรพิษเหล่านั้น พากันติดตามบุรุษนั้นมาด้วยคิดว่าบุรุษนี้ พระ-

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 375 (เล่ม 28)

ราชาพระราชทานให้เป็นผู้บำรุงเลี้ยงพวกเรา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
หมายเอาเรื่องนี้ จึงตรัสว่า อถ โข ภิกฺขเว ปุริโส ภีโต จตุนฺนํ
อาสีวิสานํ ฯเปฯ ปลาเปถ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล บุรุษนั้นกลัว
ต่ออสรพิษเหล่านั้น ฯลฯ พึงหนีไปเสีย.
ก็เมื่อบุรุษนั้น ตรวจดูแล้วดูอึกซึ่งหนทางที่มาอย่างนั้นแล้วกำลัง
หนีไป พระราชาทรงสดับว่า บุรุษนั้นหนีไปแล้ว จึงทรงดำริว่า ใครหนอ
จักอาจติดตามไปฆ่าบุรุษนั้นได้ จึงเลือกได้คน ๕ คน ผู้เป็นศัตรูต่อบุรุษ
นั้นนั่นแล้ว ทรงส่งไปด้วยดำรัสสั่งว่า พวกเธอจงไป จงติดตามไปฆ่าบุรุษ
นั้นเสีย. ลำดับนั้น เหล่าบุรุษผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อบุรุษนั้น ทราบเรื่อง
นั้นแล้วพึงได้บอก บุรุษนั้น กลัวเหลือประมาณ พึงหนีไป ท่านหมายเอา
เนื้อความนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ ดังนี้.
บทว่า อฏฺโฐ อนฺตรจโร วธโก ความว่า พวกอำมาตย์กราบทูล
ว่า บุรุษโจรผู้นี้ ถูกพวกอสรพิษติดตามไปก่อน ลวงอสรพิษเหล่านั้น
ท่าโน้นเท่านี้หนีไป บัดนี้เขาถูกศัตรู ๕ คน ติดตามก็หนีเตลิดไป ใคร ๆ
ไม่อาจจะจับเขาได้อย่างนี้ แต่สามารถจะจับได้ด้วยการหลอกลวง เพราะ
ฉะนั้น ขอทรงโปรดส่งคนผู้สนิทสนม เป็นคนภายในเคยกินเคยดื่มร่วมกัน
ตั้งแต่รุ่นหนุ่มไปมอบแก่เพชฌฆาต พระราชาก็ทรงส่งเพชฌฆาตผู้สอดแนม
ให้ไปเสาะหาเขา.
บทว่า โส ปสฺเสยฺย สุญฺญํ คามํ ความว่า บุรุษโจรนั้นกลับ
เหลียวดูเห็นอสรพิษทั้ง ๔ ศัตรูผู้ฆ่า ๕ คน กำลังสูดดมกลิ่นรอยเท้าไป
โดยเร็ว เห็นเพชฌฆาตผู้สอดแนมคำรบ ๖ มาพูดเกลี้ยกล่อมว่า ดูราท่าน
ผู้เจริญ ท่านจงกลับเสียอย่าหนีเลย บริโภคกามกับบุตรภรรยา ก็จักอยู่

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 376 (เล่ม 28)

เป็นสุข เขากลัวเหลือประมาณก็หนีซอกซอนไป พึงเห็นบ้านร้างหมู่หนึ่ง
ซึ่งมีกระท่อม ๖ หลังอยู่ตรงหน้า ปลายเขตแคว้น. บทว่า ริตฺตกํเยว
ปวิเสยฺย ความว่า พึงเข้าไปยังกระท่อมที่ว่างเปล่าเท่านั้น เพราะเว้นจาก
ทรัพย์ ธัญญาหาร เตียงและตั่งเป็นต้น.
บทว่า ตุจฺฉกํ สุญฺญตํ เป็นไวพจน์ ของบทว่า ริตฺตกํเยว
นั้นแล. บทว่า ปริมเสยฺย ความว่า พึงเที่ยวไปด้วยหวังว่า ถ้าน้ำดื่มมี
เราจักดื่ม ข้าวมีก็จักกิน ดังนี้แล้ว สอดมือเข้าไปข้างในแล้วคลำดู.
บทว่า ตเมนํ เอวํ วเทยฺยุํ ความว่า บุรุษนั้นไม่ได้อะไร ๆ
แม้ในเรือนสักหลังเดียว ในจำนวนเรือนทั้ง ๖ หลัง แต่แล้วก็เห็นแผ่น
กระดานคด ๆ ที่เขาปูไว้ที่ต้นไม้ ที่มีเงาสงบต้นหนึ่งซึ่งมีอยู่กลางหมู่บ้าน
แล้วคิดจักนั่งในที่นี้ก่อน แล้วก็ไปนั่งในที่นั้น ถูกลมอ่อน ๆ พัดโชยมา
ทำให้หวลระลึกถึงความสุขแม้มีประมาณเท่านั้นโดยสงบ บุรุษผู้บำเพ็ญ
ประโยชน์บางเหล่ารู้เรื่องภายนอกแล้ว ก็พึงพูดกะเขาอย่างนั้น. บทว่า
อิทานิมฺโภ ปุริส ตัดเป็น อิทานิ อมฺโภ ปุริส แปลว่า ดูราบุรุษผู้เจริญ
บัดนี้ . บทว่า โจรา คามฆาตกา ได้แก่ โจรผู้ฆ่าชาวบ้าน ๖ จำพวก
ผู้มาด้วยหมายว่า จักยึดเอาทรัพย์ที่จักได้ในที่นั้น หรือฆ่าเจ้าทรัพย์เสีย.
บทว่า อุทกณฺณวํ ได้แก่ น้ำลึกและน้ำกว้าง. จริงอยู่ น่าลึก
แต่ไม่กว้าง หรือน้ำกว้าง แต่ไม่ลึก. ท่านไม่เรียกว่า หวังน้ำ. ส่วนน้ำ
ที่ทั้งลึกทั้งกว้างเท่านั้นจึงจะเป็นชื่อห้วงน้ำนั้นนั่นแล. บทว่า สาสงฺกํ
สปฺปฏิภยํ ความว่า ฝั่งนี้ ชื่อว่า น่ารังเกียจและน่ามีภัยเฉพาะหน้า
เพราะอำนาจอสรพิษทั้ง ๔ ศัตรูผู้ฆ่าทั้ง ๕ เพชฌฆาตผู้สอดแนมคำรบ ๖

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 377 (เล่ม 28)

และโจรผู้ฆ่าชาวบ้าน ๖ จำพวก. บทว่า เขมํ อปฺปฏิภยํ ความว่า
ฝั่งโน้น ชื่อว่า เป็นแดนเกษม และไม่มีภัยเฉพาะหน้า เพราะไม่มีอสรพิษ
เป็นต้นเหล่านั้นนั่นและ เป็นสวนที่วิจิตรประเสริฐ เป็นดังบ่อน้ำที่ดื่มของ
ชนหมู่มาก เช่นกับเทพนคร. บทว่า นตฺถสฺส นาวา สนฺตารณี
ความว่า เรือข้ามฟาก ที่เขาจัดไว้ด้วยประสงค์อย่างนี้ว่า ชนทั้งหลาย
จักข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้นดังนี้ก็ไม่พึงมี. บทว่า อุตฺตรเสตุ วา ความว่า หรือ
บรรดาสะพานไม้ สะพานเดินเท้า และสะพานเกวียน สะพานข้ามอย่างใด
อย่างหนึ่งไม่พึงมี. บทว่า ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ ความว่า นั่นแหละไม่ใช่
พราหมณ์จะถามว่า เพราะเหตุไรจึงตรัสบุรุษนั้นว่าเป็นพราหมณ์ เพราะ
พวกข้าศึกมีประมาณเท่านั้น ถูกพราหมณ์นั้นลอยเสียแล้ว. อีกนัยหนึ่ง
เมื่อจะทรงเปลี่ยนเทศนา จึงได้ตรัสอย่างนั้น เมื่อทรงแสดงพราหมณ์
เป็นพระขีณาสพองค์หนึ่ง.
ก็เมื่อบุรุษผู้นั้นข้ามฟากได้อย่างนี้แล้ว อสรพิษทั้ง ๔ กล่าวว่า
เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้พวกเราจะรุมกันกัดชีวิตของท่านทิ้งเสีย ศัตรู
ทั้ง ๕ ก็กล่าวว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้เราจะล้อมตัดอวัยวะน้อยใหญ่
ของท่านเสียแล้วไปในสำนักของพระราชาพึงได้ทรัพย์ ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐
ผู้สอดแนมคำรบ ๖ กล่าวว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้เราจะเอาดาบ
สีแก้วผลึกตัดศีรษะท่าน แล้วพึงได้ตำแหน่งเสนาบดี เสวยสมบัติ. พวก
โจรทั้ง ๖ คิดว่า เราไม่ได้ตัวท่านแล้ว วันนี้เราจะให้ทำกรรมกรณ์
( ลงโทษ ) ต่าง ๆ แล้วให้ท่านนำทรัพย์เป็นอันมากมามอบ ดังนี้แล้ว
เมื่อไม่สามารถจะข้ามห้วงน้ำได้ ทั้งไม่สามารถจะไปข้างหน้าได้ เพราะ
ถูกพระราชากริ้วลงราชอาชญา ก็จะพึงซูบซีดตายอยู่ในที่นั้นนั่นเอง.

377