แก่ท้าวเธอด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่พระเจ้าอุเทนย่อมยังชำระจิตที่เข้าไป
ผูกไว้ ในอินทรีย์สังวรไม่ได้. พระเจ้าอุเทนทรงสดับข้อนั้น เป็นผู้มีจิต
หยั่งลงในกรรมฐานนั้น .จึงตรัสคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ โภ ภารทฺวาช
ท่านภารทวาชะ อัศจรรย์จริง.
พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า อรกฺขิเตเนว กาเยน เป็นต้นดังต่อไป
นี้ :- เมื่อคนองมือคนองเท้า เอี้ยวคอไปมาชื่อว่า ไม่รักษากาย. เมื่อ
กล่าวคำชั่วหยาบมีประการต่าง ๆ ชื่อว่า ไม่รักษาอาจาระ. เมื่อตรึกถึงกาม
วิตกเป็นต้น ชื่อว่า ไม่รักษาจิต. พึงทราบความ โดยปริยายดังกล่าวแล้ว
ในคำว่า รกฺขิเตเนว กาเยน เป็นต้น
บทว่า อติวิย มํ ตสฺมึ สมเย โลภธมฺมา ปริสหนฺติ ความว่า
ในสมัยนั้น ความโลภย่อมละเมิดครอบงำข้าพเจ้า บทว่า อุปฏฺฐิตาย
สติยา ได้แก่ มีกายคตาสติ สติอันไปแล้วในกายตั้งมั่นแล้ว. บทว่า น มํ
ตถา ตสฺมึ สมเย ความว่าความโลภย่อมละเมิดเรา เกิดขึ้นเหมือนอย่าง
แต่ก่อน. บทว่า ปริสหนฺติ ความว่าย่อมเกิดนั่นแล. ดังนั้น พระเถระ
จึงกล่าวกาย ๓ ไว้ในพระสูตรนี้ . จริงอยู่ในคำว่า อิมเมว กายํ นี้
ท่านกล่าวถึงกรัชกาย. ในคำว่า ภาวิตกาโย นี้ กล่าวถึงกายที่เป็นไป
ในทวาร ๕.ในคำว่า รกฺขิเตเนว กาเยน นี้ ได้แก่ โจปนกาย กาย
ไหวกาย อธิบายว่า กายวิญญัติทำให้เขารู้ด้วยกาย.
จบ อรรถกถาภารทวาชสูตรที่ ๔