ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 238 (เล่ม 28)

แก่ท้าวเธอด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่พระเจ้าอุเทนย่อมยังชำระจิตที่เข้าไป
ผูกไว้ ในอินทรีย์สังวรไม่ได้. พระเจ้าอุเทนทรงสดับข้อนั้น เป็นผู้มีจิต
หยั่งลงในกรรมฐานนั้น .จึงตรัสคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ โภ ภารทฺวาช
ท่านภารทวาชะ อัศจรรย์จริง.
พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า อรกฺขิเตเนว กาเยน เป็นต้นดังต่อไป
นี้ :- เมื่อคนองมือคนองเท้า เอี้ยวคอไปมาชื่อว่า ไม่รักษากาย. เมื่อ
กล่าวคำชั่วหยาบมีประการต่าง ๆ ชื่อว่า ไม่รักษาอาจาระ. เมื่อตรึกถึงกาม
วิตกเป็นต้น ชื่อว่า ไม่รักษาจิต. พึงทราบความ โดยปริยายดังกล่าวแล้ว
ในคำว่า รกฺขิเตเนว กาเยน เป็นต้น
บทว่า อติวิย มํ ตสฺมึ สมเย โลภธมฺมา ปริสหนฺติ ความว่า
ในสมัยนั้น ความโลภย่อมละเมิดครอบงำข้าพเจ้า บทว่า อุปฏฺฐิตาย
สติยา ได้แก่ มีกายคตาสติ สติอันไปแล้วในกายตั้งมั่นแล้ว. บทว่า น มํ
ตถา ตสฺมึ สมเย ความว่าความโลภย่อมละเมิดเรา เกิดขึ้นเหมือนอย่าง
แต่ก่อน. บทว่า ปริสหนฺติ ความว่าย่อมเกิดนั่นแล. ดังนั้น พระเถระ
จึงกล่าวกาย ๓ ไว้ในพระสูตรนี้ . จริงอยู่ในคำว่า อิมเมว กายํ นี้
ท่านกล่าวถึงกรัชกาย. ในคำว่า ภาวิตกาโย นี้ กล่าวถึงกายที่เป็นไป
ในทวาร ๕.ในคำว่า รกฺขิเตเนว กาเยน นี้ ได้แก่ โจปนกาย กาย
ไหวกาย อธิบายว่า กายวิญญัติทำให้เขารู้ด้วยกาย.
จบ อรรถกถาภารทวาชสูตรที่ ๔

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 239 (เล่ม 28)

๕. โสณสูตร๑
ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่สัตว์ไม่ปรินิพพานและปรินิพพาน
[๑๙๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น บุตรแห่งคฤหบดีชื่อว่า
โสณะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค-
เจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุปัจจัยอะไรหนอที่สัตว์บางพวกในโลกนี้
ไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน และเหตุปัจจัยอะไร ที่สัตว์บางพวกในโลกนี้
ปรินิพพานในปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า มีอยู่แล .คฤหบดี
บุตร ฯลฯ ( เหมือนสูตรที่ ๑ ข้อที่ ๑๙๑ และ ๑๙๒ )
จบ โสณสูตรที่ ๕
๖. โฆสิตสูตร
ว่าด้วยความแตกต่างแห่งธาตุ
[๒๐๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ พระวิหารโฆสิตาราม
กรุงโกสัมพี ครั้งนั้นแล โฆสิตคฤหบดีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ฯลฯ
ครั้นแล้ว ได้ถามพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ที่เรียกว่าความ
แตกต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความแตกต่างแห่งธาตุไว้
ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดูก่อนคฤหบดี มีอยู่แล
๑. อรรถกถาแก้ว่า ง่ายทั้งนั้น.

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 240 (เล่ม 28)

จักขุธาตุ รูปอันน่าพอใจและจักขุวิญญาณ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา มีอยู่แล คฤหบดี จักขุธาตุ รูปอัน
ไม่น่าพอใจและจักขุวิญญาณ ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ
อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา มีอยู่แล คฤหบดี จักขุธาตุ รูปอันเป็นที่ตั้ง
แห่งอุเบกขาและจักขุวิญญาณ อทุกขมสุขเวทนา ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่พรอทุกขมสุขเวทนา มีอยู่แล คฤหบดี โสตธาตุ . . .
ฆานธาตุ . . . ชิวหาธาตุ . . . กายธาตุ . . . มโนธาตุ ธรรมารมณ์อันน่าพอใจ
และมโนวิญญาณ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นที่ตั้ง
แห่งสุขเวทนา มีอยู่แล คฤหบดี มโนธาตุ ธรรมารมณ์อันไม่น่าพอใจ
และมโนวิญญาณ ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นที่
ตั้งแห่งทุกขเวทนา มีอยู่แล คฤหบดี มโนธาตุ ธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้ง
แห่งอุเบกขาและมโนวิญญาณ อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสความต่างแห่งธาตุไว้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.
จบ โฆสิตสูตรที่ ๖
อรรถกถาโฆสิตสูตรที่ ๖
ในโฆสิตสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รูปา จ มนาปา ได้แก่ รูปที่น่าชอบใจ มีอยู่. บทว่า
จกฺขุวิญฺญาณญฺจ ได้แก่ จักขุวิญญาณมีอยู่ บทว่า สุขเวทนิยํ ผสฺสํ
ได้แก่ ผัสสะ อันเป็นปัจจัย แก่สุขเวทนาอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณ

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 241 (เล่ม 28)

ในชวนกาล ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย บทว่า สุขา เวทนา ได้แก่
สุขเวทนา อาศัยผัสสะอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในชวนะ. แม้ในบทที่เหลือ ก็
นัยนี้เหมือนกัน ดังนั้นพระองค์ จึงตรัสธาตุ ๒๓ ในพระสูตรนี้ . อย่างไร.
จริงอยู่ในที่นี้ จักขุปสาท เป็นจักขุธาตุ อารมณ์อันกระทบจักขุปสาท
นั้นเป็นรูปธาตุ จักขุวิญญาณ เป็นวิญญาณธาตุ ขันธ์ ๓ ที่เกิดพร้อม
กับจักขุวิญญาณธาตุ เป็นธรรมธาตุ. เป็นธาตุ ๒๐ คือ ในทวารทั้ง ๕
ทวารละ ๔ อาวัชชนจิต ท่านถือว่า มโนธาตุ ในมโนทวาร ด้วยประการ
ฉะนี้. อารมณ์และหทัยวัตถุ. เป็นธรรมธาตุ จิตที่อาศัยหทัยวัตถุ เป็นมโน-
วิญญาณธาตุ รามเป็นธาตุ ๒๓ ด้วยประการฉะนี้ ท่านแสดงไว้ว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสความต่างแห่งธาตุ ด้วยอำนาจธาตุ ๒๓ ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาโฆสิตสูตรที่ ๖
๗. หาลิททกานิสูตร
ว่าด้วยความบังเกิดขึ้นแห่งความแตกต่างแห่งเวทนาเป็นต้น
[๒๐๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจายนะอยู่ที่เรือนสกุล ใกล้
สังปวัตตบรรพต ในอวันตีชนบท ครั้งนั้นแล หาลิททกานิคฤหบดีเข้าไป
หาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระมหา
กัจจายนะว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า
ความต่างกันแห่งเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความต่างกันแห่งผัสสะ
ดังนี้ พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ความต่างกันแห่งผัสสะย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ
อาศัยความต่างกันแห่งธาตุ ความต่างกันแห่งเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เพราะ
อาศัยความต่างกันแห่งผัสสะ อย่างไรหนอ.

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 242 (เล่ม 28)

[๒๐๒] ท่านมหากัจจายนะตอบว่า ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้วย่อมรู้ชัดว่า รูปอย่างนี้น่าพอใจ สุข-
เวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยจักขุวิญญาณและผัสสะ อันเป็นที่ตั้ง
แห่งสุขเวทนา อนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุอย่างนั้นแล้วย่อมรู้ชัดว่า รูป
อย่างนี้ไม่น่าพอใจ ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุวิญญาณและ
ผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา อีกประการหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วย
จักษุอย่างนั้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า รูปอย่างนี้เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา อทุกขมสุข-
เวทนาย่อมบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุวิญญาณและผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่ง
อุกขมสุขเวทนา ดูก่อนคฤหบดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุฟังเสียงด้วยหู
แล้ว . . . สูดกลิ่นด้วยจมูกแล้ว . . . ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว . . . ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ด้วยกายแล้ว . . . รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ธรรมารมณ์
อย่างนี้น่าพอใจ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยมโนวิญญาณและ
ผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา อนึ่งภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจอย่างนี้
แล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ธรรมารมณ์นี้ไม่น่าพอใจ ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยมโนวิญญาณและผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ภิกษุรู้
แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ธรรมารมณ์อย่างนี้เป็น
ที่ตั้งแห่งอุเบกขา อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยมโนวิญญาณ
และผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนคฤหบดี ความต่างกัน
แห่งผัสสะย่อมบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความต่างกันแห่งธาตุ ความต่างกัน
แห่งเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความต่างกันแห่งผัสสะ ด้วย
ประการอย่างนี้แล.
จบ หาลิททกานิสูตรที่ ๗

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 243 (เล่ม 28)

อรรถกถาหาลิททกานิสูตรที่ ๗
ในหาลิททกานิสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มนาปํ อิตฺเถตนฺติ ปชานาติ ภิกษุย่อมรู้ชัดรูปที่น่าชอบใจ
ที่ใจเห็นแล้วว่ารูปนั้นย่อมเป็นอย่างนั้น รูปนั้นเป็นอย่างนั้น0. รูปนั้นน่า
ชอบใจเหมือนกัน. บทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ สุขเวทนิยํ ผสฺสํ ปฏิจฺจ
ความว่า จักขุวิญญาณและผัสสะใดอันเป็นปัจจัย แก่สุขเวทนา โดยที่สุด
แห่งอุปนิสสยปัจจัย หรือโดยที่สุดแห่งอนันตรปัจจัย หรือโดยที่สุดแห่ง
สมนันตรปัจจัย หรือโดยที่สุดแห่งสัมปยุตตปัจจัย คือ สุขเวทนาย่อม
เกิดขึ้น เพราะอาศัยจักขุวิญญาณและผัสสะที่เสวยสุขเวทนานั้น ในบท
ทั้งปวงก็นัยนี้. เพราะเหตุนั้นในสูตรทั้งสองเหล่านี้ พึงทราบว่า ท่าน
กล่าวกิริยามโนวิญญาณธาตุว่า ทำอาวัชชนกิจ หรือว่าท่านกล่าวมโนธาตุ
เท่านั้น โดยชื่อว่ามโนธาตุเสมอกัน.
จบ อรรถกถาหาลิททกานิสูตรที่ ๗
๘. นกุลปิตุสูตร๑
ว่าด้วยเหตุปัจจัยที่สัตว์ไม่ปรินิพพานและปรินิพพาน
[๒๐๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน
อันเป็นที่พระราชทานอภัยแก่มฤค ใกล้สุงสุมารคิรินคร ในภัคคชนบท
ครั้งนั้นแล นกุลบิดาคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ
๑. สูตรที่ ๘ อรรถกถาว่าง่ายทั้งนั้น.

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 244 (เล่ม 28)

ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุ
ปัจจัยอะไรหนอ. ที่สัตว์บางพวกในโลกนี้ไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน เหตุ
ปัจจัยอะไร ที่สัตว์บางพวกในโลกนี้ปรินิพพานในปัจจุบัน พระผู้มีพระ -
ภาคเจ้าตรัสตอบว่า มีอยู่แลคฤหบดี ฯลฯ ( เหมือนสูตรที่ ๑ ข้อที่ ๑๓๒ ).
[๒๐๔] อนึ่ง มีอยู่แล คฤหบดี ฯลฯ ( เหมือนสูตรที่ ๑ ข้อที่๑๙๑
และ ๑๙๒ )
จบ นกุลปิตุสูตรที่ ๘
๙. โลหิจจสูตร
ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ระลึกถึงธรรมของพราหมณ์ได้เป็นผู้สูงสุด
[๒๐๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจายนะอยู่ ณ อรัญญกุฎี ใกล้
มักกรกฏนคร ในอวันตีชนบท ครั้งนั้น พวกมาณพผู้เที่ยวหาฟืนเป็นอัน
มาก ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของโลหิจจพราหมณ์ ได้พากันเข้าไปยังอรัญญกุฎี
ของท่านพระมหากัจจายนะ ครั้นแล้วพากันเดินตามกันไปมา เที่ยวตาม
กันไปรอบ ๆ กุฎีเล่นเสเลยยกกีฬามีเสียงเอ็ดอึงอึกทึกอยู่ว่า อันสมณะโล้น
เหล่านี้เป็นเชื้อแถวคฤหบดี เป็นคนดำ เป็นเหล่ากอพวกเกิดแต่เท้าแห่ง
พรหม อันชาวภารตะแว่นแคว้นเหล่านี้สักการะ เคารพ นับถือ บูชา
ยำเกรง ดังนี้.
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัจจายนะออกจากวิหารแล้ว ได้กล่าว
กะมาณพเหล่านั้นว่า ดูก่อนมาณพทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ส่งเสียงไป
เราจักกล่าวธรรมให้เธอทั้งหลายฟัง เมื่อท่านพระมหากัจจายนะกล่าวอย่าง
นี้แล้ว มาณพเหล่านั้นก็ได้พากันนิ่งอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัจจายนะ
ได้กล่าวกะมาณพเหล่านั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า.

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 245 (เล่ม 28)

[๒๐๖ ] พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของพราหมณ์
เก่า ๆ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สูงสุดโดยศีลมา
ก่อน ทวารทั้งหลายย่อมเป็นอันพราหมณ์เหล่านั้น
คุ้มครองแล้ว รักษาดีแล้ว เพราะครอบงำความ
โกรธเสียได้ พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของ
พราหมณ์เก่าได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติ
ในธรรม ( กุศลกรรมบถ ) และในฌาน พราหมณ์
เหล่าใดละเลยธรรมเหล่านี้เสีย เป็นผู้เมาด้วยโคตร
เป็นผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีอาชญาในตน
มากมาย ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีใจ
หวาดสะดุ้งและมั่นคง จึงประพฤติไม่เรียบร้อย การ
สมาทานวัตรทั้งปวง คือ การไม่กิน การนอนบน
พื้นดิน การอาบน้ำในเวลาเช้า และพระเวท ๓
ของบุคคลผู้ไม่คุ้มครองทวาร เป็นการเปล่าผล
เหมือนทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันบุรุษได้แล้วในความ
ฝันฉะนั้น บริขารภัณฑ์เหล่านี้ คือ หนังเสือหยาบๆ
ชะฎา เหงือก มนต์ ศีลพรต ตบะ การล่อลวง
ไม่เท้าคด ๆ และการเอาน้ำลูบหน้าเป็นวรรณะของ
พวกพราหมณ์ การภาวนาเห็นแก่อามิส พวก
พราหมณ์ก็ทำกันแล้ว ส่วนจิตอันตั้งมั่นดีแล้ว อัน
ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ไม่เหี้ยมโหดในสัตว์ทั้งปวง
ข้อนั้นเป็นทางถึงพรหม.

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 246 (เล่ม 28)

[๒๐๗] ครั้งนั้นแล มาณพเหล่านั้นขัดเคือง ไม่พอใจ ได้พากัน
เข้าไปหาโลหิจจพราหมณ์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะโลหิจจพราหมณ์ว่า
ขอท่านผู้เจริญพึงทราบเถิด พระสมณมหากัจจายนะขอดข้อนดำว่า ถึงมนต์
ของพราหมณ์ทั้งหลายโดยส่วนเดียว เมื่อมาณพเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้
โลหิจจพราหมณ์ก็ขัดเคือง ไม่พอใจ ลำดับนั้น โลหิจจพราหมณ์จึงคิด
ดังนี้ว่า การที่เราพึงด่า พึงเหน็บแนม พึงบริภาษพระสมณมหากัจจายนะ
เพราะเชื่อฟังคำของมาณพเป็นแน่นอนนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย อย่ากระนั้น
เลย เราไปหาแล้วถามดูเถิด ครั้งนั้นแลโลหิจจพราหมณ์กับมาณพเหล่านั้น
ได้เข้าไปหาท่านพระมหากัจจายนะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหา-
กัจจายนะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามท่านพระมหากัจจายนะว่า ท่านกัจจายนะ
ผู้เจริญ พวกมาณพผู้เที่ยวหาฟืนเป็นอันมาก ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของ
ข้าพเจ้า ได้มาในที่นี้หรือหนอ ท่านพระมหากัจจายนะตอบว่า ดูก่อน
พราหมณ์พวกมาณพผู้เที่ยวหาฟืนเป็นอันมาก ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของท่าน
ได้มาแล้วในที่นี้.
โล. ท่านกัจจายนะได้ปราศัยอะไรกับมาณพเหล่านั้นบ้างหรือ.
ก. ดูก่อนพราหมณ์ อาตมาได้ปราศัยกับมาณพเหล่านั้น.
โล. ก็ท่านกัจจายนะได้ปราศัยกับมาณพเหล่านั้นอย่างไรเล่า.
ก. ดูก่อนพราหมณ์ อาตมาได้ปราศัยกับมาณพเหล่านั้นอย่างนี้
ว่า.

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 247 (เล่ม 28)

พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของพราหมณ์
เก่า ๆ ได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สูงสุดโดยศีล
มาก่อนกว่า ฯลฯ ข้อนั้นเป็นทางถึงพรหม.
ดูก่อนพราหมณ์ อาตมาได้ปราศัยกับมาณพเหล่านั้นอย่างนี้แล.
โล. ท่านกัจจายนะได้กล่าวว่า ผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้ว ดังนี้
ท่านกัจจายนะ ด้วยเหตุมีเท่าไรหนอ บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้มีทวารอันไม่คุ้ม
ครองแล้ว.
ก. ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
ย่อมยินดีในรูปที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในรูปที่ไม่น่ารัก มีสติอันไม่เข้าไปตั้ง
ไว้แล้ว มีจิตมีอารมณ์เป็นกามาวจร และไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
ตามความเป็นจริง ที่อกุศลบาปธรรมทั้งหลายเหล่านั้นบังเกิดขึ้นแล้วแก่
บุคคลนั้นไม่ดับไปโดยหาส่วนเหลือมิได้ ฟังเสียงด้วยหูแล้ว . . .สูดกลิ่นด้วย
จมูกแล้ว . . . ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว . . . ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว . . . รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมยินดีในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมยินร้าย
ในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก มีสติอันไม่เข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตมีอารมณ์เป็น
กามาวจร ไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ตามความเป็นจริง ที่บาป
อกุศลธรรมทั้งหลายบังเกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลนั้น ไม่ดับไปโดยหาส่วนเหลือ
มิได้ ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มีทวารอันไม่คุ้มครองแล้ว ด้วย
ประการอย่างนี้แล.

247