ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 168 (เล่ม 28)

[1๑๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังวรมีอย่างไร ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี
ไม่สรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อม
จากกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความไม่
เสื่อม ฯลฯ รสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่
พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่
ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่สรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น
ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังวร
มีด้วยประการฉะนี้
จบ สังวรสูตรที่ ๕
อรรถกถาสังวรสูตรที่ ๕
ในสังวรสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กถญฺจ ภิกฺขเว อสํวโร นี้ พึงทราบว่า มิได้ตรัสเฉพาะ
บุคคลผู้ชี้หนทาง แต่ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่ควรละก่อน เพราะทรงเป็น
ผู้ฉลาดในวิธีเทศนา เหมือนบุคคลผู้ฉลาดในหนทางบอกทางที่ควรละก่อน
ว่า จงปล่อยทางซ้าย ถือเอาทางขวา. ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสถาม
ธรรมแล้ว ทรงจำแนกธรรม.
จบ อรรถกถาสังวรสูตรที่ ๕

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 169 (เล่ม 28)

๖. สมาธิสูตร
ว่าด้วยสมาธิ
[ ๑๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง รู้อะไร
ตามความเป็นจริง. รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุไม่เที่ยง รู้ตามความเป็น
จริงว่า รูปทั้งหลายไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุวิญญาณไม่เที่ยง
รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
ไม่เที่ยง ฯลฯ รู้ตามความเป็นจริงว่า ใจไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า
ธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า มโนวิญญาณไม่เที่ยง
รู้ตามความเป็นจริงว่า มโนสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
ไม่เที่ยง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ตามความเป็นจริง.
จบ สมาธิสูตรที่ ๖
อรรถกถาสมาธิสูตรที่ ๖
ในสมาธิสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมาธิ ได้แก่ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. จริงอยู่
พระองค์เห็นบุคคลผู้เสื่อมจากความเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ทรงรู้ว่า
เมื่อคนเหล่านี้ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง กรรมฐานจักต้องมีพี่เลี้ยง
นางนมดังนี้แล้ว จึงตรัสพระสูตรนี้.
จบ อรรถกถาสมาธิสูตรที่ ๖

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 170 (เล่ม 28)

๗. ปฏิสัลลีนสูตร
ว่าด้วยการอยู่ในที่สงัด
[ ๑๔๘ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเมื่ออยู่ในที่สงัด จง
ประกอบความเพียรเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดย่อมรู้ตาม
ความเป็นจริง. รู้อะไรตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุไม่
เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า รูปทั้งหลายไม่เที่ยง. รู้ตามความเป็นจริงว่า
จักษุวิญญาณไม่เที่ยง. รู้ตามความเป็นจริงว่า จักษุสัมผัสไม่เที่ยง. รู้ตาม
ความเป็นจริงว่า สุขเวทนา ทุกข์เวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง ฯลฯ รู้ตามความเป็นจริงว่า ใจไม่เที่ยง
รู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า
มโนวิญญาณไม่เที่ยง รู้ตามความเป็นจริงว่า มโนสัมผัสไม่เที่ยง รู้ตามความ
เป็นจริงว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
มโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่เที่ยง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย เมื่ออยู่
ในที่สงัด จงประกอบความเพียรเถิด ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัด ย่อมรู้ตามความ
เป็นจริง.
จบ ปฏิสัลลีนสูตรที่ ๗
อรรถกถาปฏิสัลลีนสูตรที่ ๗
ในปฏิสัลลีนสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏิสลฺลานํ ได้แก่ กายวิเวก. จริงอยู่ พระองค์ทรงเห็น
บุคคลผู้เสื่อมจากกายวิเวก ทรงทราบว่า เมื่อคนเหล่านี้ได้กายวิเวก
กรรมฐานจักต้องมีพี่เลี้ยงนางนมดังนี้แล้ว จึงตรัสพระสูตรนี้.
จบ อรรถกถาปฏิสัลลีนสูตรที่ ๗

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 171 (เล่ม 28)

๘. ปฐมนตุมหากสูตร
ว่าด้วยการละสิ่งที่ไม่ใช่ของตน
[๑๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุข. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเล่าไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย จักษุ
ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย จักษุนั้นเธอทั้งหลาย
ละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุข. จักษุวิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงละจักษุวิญญาณนั้นเสีย จักษุวิญญาณนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมี
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. จักษุสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงละจักษุสัมผัสนั้นเสีย จักษุสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว
จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม-
สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว
จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ฯลฯ ใจไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงละใจนั้นเสีย ใจนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุข. ธรรมารมณ์ทั้งหลายไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงละธรรมารมณ์นั้นเสีย ธรรมารมณ์นั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมี

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 172 (เล่ม 28)

เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. มโนวิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงละมโนวิญญาณนั้นเสีย มโนวิญญาณนั้นเธอทั้งหลายละเสีย
แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. มโนสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละมโนสัมผัสนั้นเสีย มโนสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว
จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม-
สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว
จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญ้า ไม้ กิ่งไม้
และใบไม้ อันมีที่วิหารเชตวันนี้ หญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ ชนขนไปบ้าง
เผาเสียบ้าง ทำให้เป็นไปตามปัจจัยบ้าง เธอทั้งหลายมีความคิดอย่างนี้
บ้างไหมว่า เราทั้งหลาย ชนขนไปบ้าง เผาเสียบ้าง ทำให้เป็นไปตาม
ปัจจัยบ้างซึ่งเรา.
ภิ. ข้อนั้นไม่มีเลย พระเจ้าข้า.
พ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร.
ภิ. เพราะหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้นั้น ไม่ใช่ตน หรือไม่ใช่
ของแห่งตนของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระเจ้าข้า.
พ. ข้อนั้นฉันใด ข้อนี้ก็เป็นฉันนั้นแหละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย จักษุนั้นเธอ
ทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. รูปไม่ใช่ของเธอ
ทั้งหลาย. . . จักษุวิญญาณ. . . จักษุสัมผัส. . . สุขเวทนา ทุกขเวทนา

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 173 (เล่ม 28)

หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
นั้นเสีย สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลาย
ละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข.
จบ ปฐมนตุมหากสูตรที่ ๘
อรรถกถาปฐมนตุมหากสูตรที่ ๘
เมื่อพระองค์ตรัสแวดล้อมด้วยอุปมาจึงตรัส สูตรที่ ๘ ด้วยอำนาจ
ของสัตว์ผู้จะตรัสรู้.
จบ อรรถกถาปฐมนตุมหากสูตรที่ ๘
๙. ทุติยนตุมหากสูตร
ว่าด้วยการละสิ่งที่ไม่ใช่ของตน
[๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุข. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งไรเล่าไม่ใช่ของเธอ
ทั้งหลาย จักษุไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละจักษุนั้นเสีย จักษุ
นั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. รูปไม่ใช่
ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นเธอทั้งหลายละเสีย
แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. จักษุวิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละจักษุวิญญาณนั้นเสีย จักษุวิญญาณนั้นเธอทั้งหลายละเสีย

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 174 (เล่ม 28)

แล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. จักษุสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละจักษุสัมผัสนั้นเสีย จักษุสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว
จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม-
สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว
จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ฯลฯ. ใจไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงละใจนั้นเสีย ใจนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุข. ธรรมารมณ์ทั้งหลาย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงละธรรมารมณ์นั้นเสีย ธรรมารมณ์นั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุข. มโนวิญญาณไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงละมโนวิญญาณนั้นเสีย มโนวิญญาณนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมี
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข มโนสัมผัสไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงละมโนสัมผัสนั้นเสีย มโนสัมผัสนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมี
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงละสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้นเสีย สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น เธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
ประโยชน์เพื่อความสุข. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นเธอทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุข.
จบ ทุติยนตุมหากสูตรที่ ๙

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 175 (เล่ม 28)

อรรถกถาทุติยนตุมหากสูตรที่ ๙
นตุมหากสูตรที่ ๙ ตรัสด้วยอัธยาศัยของบุคคลผู้จะตรัสรู้ ด้วย
อำนาจข้อธรรมล้วน ๆ อย่างเดียว. ส่วนเนื้อความแม้ในสูตรทั้งสองพึง
ทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธิกวรรคนั่นแล.
จบ อรรถกถาทุติยนตุมหากสูตรที่ ๙
๑๐. อุททกสูตร
ว่าด้วยอุททกดาบส
[๑๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า อุททกดาบสรามบุตร
ย่อมกล่าววาจาอย่างนี้ว่า เราขอบอก เราเป็นผู้จบเวทโดยส่วนเดียว
เราขอบอก เราเป็นผู้ชนะทุกอย่างโดยส่วนเดียว เราขอบอก เราขุด
เสียแล้วซึ่งมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อุททกดาบสรามบุตรยังเป็นผู้ไม่จบเวทก็กล่าวว่าเราเป็นผู้จบเวท
ยังเป็นผู้ไม่ชนะทุกอย่าง ก็กล่าวว่าเราเป็นผู้ชนะทุกอย่าง ยังไม่ได้ขุด
มูลรากแห่งทุกข์ ก็กล่าวว่า เราขุดมูลรากแห่งทุกข์ได้แล้ว ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเมื่อจะกล่าวข้อนั้นโดยชอบ ควรกล่าวว่า เราขอบอก
เราเป็นผู้จบเวทโดยส่วนเดียว เราขอบอก เราเป็นผู้ชนะทุกอย่างโดย
ส่วนเดียว เราขอบอก เราขุดมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้จบเวทอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุย่อมรู้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้จบ
เวทอย่างนี้แล ภิกษุย่อมเป็นผู้ชนะทุกอย่างอย่างไร ภิกษุรู้แจ้งตามความ

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 176 (เล่ม 28)

เป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสายตนะ ๖ เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ภิกษุย่อมเป็น
ผู้ชนะทุกอย่างอย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุด
ไม่ได้ อันภิกษุขุดได้แล้วอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า " คัณฑะ"
นี้ เป็นชื่อของกายนี้ อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ ซึ่งมีมารดาบิดา
เป็นแดนเกิด เติบโตขึ้นเพราะข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี
นวดฟั้น แตกสลายกระจัดกระจายเป็นธรรมดา คำว่า " คัณฑมูล" นี้
เป็นชื่อของตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตัณหาภิกษุละเสียแล้ว ให้มีราก
ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่เกิดขึ้นต่อไป
เป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มูลรากแห่งทุกข์ที่ใคร ๆ ขุดไม่ได้
ภิกษุขุดเสียแล้วอย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า อุททกดาบส-
รามบุตร ย่อมกล่าววาจาอย่างนี้ว่า เราขอบอก เราเป็นผู้จบเวทโดย
ส่วนเดียว เราขอบอก เราชนะทุกอย่างโดยส่วนเดียว เราขอบอก
เราขุดเสียแล้วซึ่งมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อุททกดาบสรามบุตรยังเป็นผู้ไม่จบเวท ก็กล่าวว่า เราเป็นผู้จบเวท
ยังไม่เป็นผู้ชนะทุกอย่าง ก็กล่าวว่า เราชนะทุกอย่าง ยังขุดมูลรากแห่งทุกข์
ไม่ได้. ก็กล่าวว่า เราขุดมูลรากแห่งทุกข์เสียแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเมื่อจะกล่าวข้อนี้โดยชอบ ควรกล่าวว่า เราขอบอก เราเป็นผู้จบเวท
โดยส่วนเดียว เราขอบอก เราเป็นผู้ชนะทุกอย่างโดยส่วนเดียว เราขอบอก
เราขุดมูลรากแห่งทุกข์ที่ใครขุดไม่ได้โดยส่วนเดียว.
จบ อุททกสูตรที่ ๑๐
จบ ฉฬวรรคที่ ๕

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 177 (เล่ม 28)

อรรถกถาอุททกสูตรที่ ๑๐
ในอุททกสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ศัพท์ว่า สุทํ ในบทว่า อุทโก สุทํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า
อุทโก เป็นชื่อของสูตรนั้น. บทว่า อิทํ ในบทว่า อิทํ ชาตุ เวทคู นี้
เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อทรงแสดงว่า ท่านจงฟังคำของเรานี้
จึงได้ตรัสอย่างนั้น. บทว่า ชาตุ เวทคู ความว่า เราจบเวทโดยส่วนเดียว
อธิบายว่า ไปในเวไนยสัตว์ ด้วยญาณกล่าวคือ เวท หรือถึง คือ บรรลุเวท
เป็นบัณฑิต. ด้วยบทว่า ปพฺพชิ ตรัสว่า เรารู้ ครอบงำ วัฏฏะทั้งปวง
แล้วชนะโดยส่วนเดียว. บทว่า อปลิขตํ คณฺฑมูลํ ได้แก่ รากทุกข์
ยังไม่ได้ขุด. ด้วยบทว่า ปริขณึ ทรงแสดงว่า เราขุดรากทุกข์ที่ขุดแล้ว
ตั้งอยู่.
บทว่า มาตาเปตฺติกสมฺภวสฺส ได้แก่ เกิดด้วยเลือดสุกกะ (ขาว)
ซึ่งแบ่งจากมารดาและบิดา คือ ของมารดาบิดา. บทว่า โอทนกุมฺมาสูป-
จยสฺส ได้แก่ ก่อสร้างด้วยข้าวสุกและขนมสด. ในบทว่า อนิจฺจุจฺฉาทน-
ปริมทฺทนเภทนวิทฺธํสนธมฺมสฺส นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
กายนี้ ชื่อว่า มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา เพราะมีแล้วกลับไม่มี
ชื่อว่า อบเป็นธรรมดา เพราะลูบไล้ด้วยของหอม เพื่อประโยชน์แก่การ
กำจัดกลิ่นเหม็น, ชื่อว่า มีการอาบนวดเป็นธรรมดา เพราะใช้น้ำและนวด
เพื่อประโยชน์จะบรรเทาความเจ็บปวดอวัยวะน้อยใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า มีการประคบประหงมเป็นธรรมดา โดยหยอดยาตาการดัดเป็นต้น
เพื่อความสมบูรณ์แก่ทรวดทรงแห่งอวัยวะนั้น ๆ ที่ทรวดทรงไม่ดี เพราะอยู่
ในครรภ์ คลอดแล้วก็ให้อยู่ที่ระหว่างขาเวลาเป็นทารก.

177