ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 158 (เล่ม 28)

โดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แลท่านพระมาลุกยบุตร ได้เป็นอรหันต์องค์หนึ่ง
ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ ทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒
ในทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มาลุกฺยปุตฺโต ได้แก่ บุตร ของนางมาลุกยพราหมณี.
บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในการขอโอวาทนั้นก่อน. ทรงติเตียนบ้าง ทรง
ปลอบบ้างซึ่งพระเถระด้วยเหตุนี้. อย่างไร. คือ ได้ยินว่า พระเถระนั้น
ในเวลาเป็นหนุ่ม มัวเมาในรูปารมณ์เป็นต้น ภายหลังในเวลาแก่ ปรารถนา
อยู่ป่า จึงขอกรรมฐาน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสโดยพระ-
ประสงค์ดังนี้ว่า เราจักกล่าวกะภิกษุหนุ่ม ๆ ในที่นี้ พวกเธอประมาทในเวลา
ที่เขาหนุ่ม ในเวลาแก่พึงเข้าป่ากระทำสมณธรรมเหมือน พระมาลุกยบุตร
ชื่อว่า ทรงติเตียนพระเถระ.
ก็เพราะเหตุที่พระเถระ ประสงค์จะเข้าป่าทำสมณธรรม แม้ใน
เวลาที่ตนแก่ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสโดยพระประสงค์ดังนี้ว่า
เราจักกล่าวกะภิกษุหนุ่ม ๆ ในที่นี้อย่างไร มาลุกยบุตรของเรานี้ แม้ใน
เวลาแก่ก็ประสงค์จะเข้าป่าทำสมณธรรม จึงขอกรรมฐาน ธรรมดาว่า
พวกท่านแม้ในเวลาเป็นหนุ่ม จะไม่กระทำความเพียรกันหรือ ชื่อว่า
ทรงปลอบพระเถระ.

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 159 (เล่ม 28)

บทว่า ยตฺร หิ นาม ได้แก่ โย นาม. บทว่า กิญฺจาปิหํ
ความว่า พระเถระเมื่อจะหมุน ความเป็นคนแก่ และสรรเสริญพระโอวาท
ด้วยมีประสงค์ว่า ทรงรู้ว่าเราเป็นคนแก่ก็จริง ถ้าเราเป็นคนแก่ ยังจัก
สามารถกระทำสมณธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
โปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด จึงได้กล่าวอย่างนั้น.
บทว่า อทิฏฺฐา อทิฏฺฐปุพฺพา ความว่า ไม่เห็นในอัตภาพนี้
แม้ในอัตภาพอันเป็นอดีตก็ไม่เคยเห็น. บทว่า น จ ปสฺสติ ความว่า
แม้ในบัดนี้ ท่านก็ไม่เห็น. ด้วยบทว่า น จ เต โหนฺติ ปสฺเสยฺยํ
ความว่า ทรงถามว่า แม้การรวบรวมใจอย่างนี้ไม่มีแก่ท่านในที่ใด ฉันทะ
เป็นต้นพึงเกิดแก่ท่านในที่นั้นบ้างหรือ.
บทว่า ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ความว่า รูปายตนะ ที่จักขุวิญญาณ
เห็นแล้ว ก็จักเป็นสักว่าเห็น. จริงอยู่จักขุวิญญาณ ย่อมเห็นสักว่ารูปในรู
เท่านั้น ย่อมไม่เห็นสภาวะว่าเที่ยงเป็นต้น. อธิบายว่า รูปายตนะนี้
จักเป็นสักว่าอันเราเห็นแล้ว แม้ด้วยวิญญาณที่เหลือเท่านั้น. อีกนัยหนึ่ง
จักขุวิญญาณ ชื่อว่า เห็นแล้วในรูปที่เห็นแล้ว. อธิบายว่า ย่อมรู้แจ้งใน
รูปว่าเป็นรูป. บทว่า มตฺตา แปลว่า ประมาณ. ธรรมชาติ ชื่อว่า
ทิฏฐมัตตะ เพราะสักว่าเห็น ได้แก่จิต อธิบายว่า จิตของเรา จักเป็นเพียง
จักขุวิญญาณนั่นเอง. คำนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า จักขุวิญญาณ ย่อมไม่กำหนัด
ไม่ขัดเคือง ไม่หลงในรูปารมณ์ที่มาปรากฏ โดยประการใด ชวนจิต
ก็จักเป็นเพียงจักขุวิญญาณเท่านั้น ในเพราะเว้นจากราคะเป็นต้น โดย

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 160 (เล่ม 28)

ประการนั้น เราจักตั้งชวนจิต โดยสักว่าจักขุวิญญาณเท่านั้น. อีกอย่าง
หนึ่ง รูปที่จักขุวิญญาณเห็นแล้ว ชื่อว่า เห็นแล้ว (ทิฏฺฐํ). เพราะเห็นแล้ว
ชื่อว่าสักว่าเห็น. จิต ๓ ดวง คือ สัมปฏิจฉนะ สันตีรณะ และโวฏฐัพพนะ
ที่เกิดขึ้นแล้วในเพราะการเห็นแล้วนั่นแหละ ก็ชื่อว่า ที่เห็นแล้วสักแต่ว่า
เห็น. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า จักขุวิญญาณย่อมไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง
ไม่หลง ซึ่งรูปนั้นฉันใด เมื่อรูปมาสู่คลอง ( จักขุทวาร ) ก็ฉันนั้น เรา
จักให้ชวนจิตเกิดขึ้นโดยประมาณแห่งสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้น นั่นเอง
ปรากฏ ไม่ให้ก้าวล่วงประมาณนั้นของสัมปฏิจฉนจิตเป็นต้นนั้นไป. เรา
จักไม่ให้ชวนะเกิดขึ้นด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น. แม้ในคำว่า ได้ยิน
แล้ว (สุตํ) ทราบแล้ว (มุตํ) รู้สักว่ารู้ (วิญฺญาเณ วิญฺญาณมตฺตํ)
ก็นัยเดียวกันนี้. อารมณ์ที่มโนทวาราวัชชนะรู้แล้ว ชื่อว่า เป็นอันรู้แล้ว
(วิญฺญาตํ) ในคำว่า วิญฺญาเต วิญฺญญาตมตฺตํ นี้ ชื่อว่า อาวัชชนะประมาณ
เพราะรู้แล้วก็สักว่ารู้แล้ว ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า เราจักไม่ให้จิตเกิดขึ้น
ด้วยอำนาจความกำหนัดเป็นต้น แล้วตั้งจิตไว้โดยประมาณแห่งอาวัชชนะจิต
เท่านั้น โดยประการที่ชวนะจักไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง.
บทว่า ยโต แปลว่าในกาลใด. บทว่า ตโต แปลว่าในกาลนั้น.
บทว่า น เตน ความว่า จักเป็นผู้ไม่กำหนัดด้วยราคะไม่ขัดเคืองด้วยโทสะ
ไม่หลงด้วยโมหะนั้น. บทว่า ตโต ตฺวํ มาลุกฺยปุตฺต น ตตฺถ ความว่า
ในกาลใด ท่านจักเป็นผู้ไม่ชื่อว่ากำหนัดด้วยราคะ ไม่ขัดเคืองด้วยโทสะ
ไม่หลงด้วยโมหะ ในกาลนั้น ท่านจักเป็นผู้ไม่ชื่อว่า พัวพัน ติดอยู่ ตั้งอยู่
ในรูปารมณ์ ที่จักขุวิญญาณเห็นแล้ว ในสัททารมณ์ ที่โสตวิญญาณ

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 161 (เล่ม 28)

ได้ยินแล้ว ในคันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ที่ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณทราบแล้ว และธรรมารมณ์ ที่มโนวิญญาณ
รู้แจ้งแล้ว. บทว่า เนวิธ เป็นต้น มีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า สติ มุฏฺฐา ได้แก่ สติ หายไปแล้ว. บทว่า ตญฺจ
อชฺโฌสา ได้แก่ กลิ่นอารมณ์นั้น บทว่า อภิชฺฌา จ วิเหสา จ
ได้แก่ อภิชฌา ความเพ่งอยากได้และ วิเหสา ความคิดเบียดเบียน. อีก
อย่างหนึ่ง ๒ บทนั้น พึงประกอบเข้ากับบทว่า ตสฺส วฑฺฒนฺติ. อธิบายว่า
ธรรมทั้ง ๒ แม้นี้ คือ อภิชฌาและวิเหสา ย่อมเจริญแก่เขา.
บทว่า จิตฺตมสฺสูปหญฺญติ ความว่า จิตของเขาย่อมถูกอภิชฌา
และวิเหสา เข้ากำจัด. บทว่า อาจินโต แปลว่า สั่งสมอยู่. บทว่า อารา
นิพฺพาน วุจฺจติ ความว่า ชื่อว่า นิพพานของบุคคลเห็นปานนี้ท่านกล่าวว่า
อยู่ไกล. บทว่า ฆาตฺวา แปลว่า สูดแล้ว. บทว่า โภตฺวา ได้แก่ บริโภค
แล้ว ลิ้มแล้ว เลียแล้ว บทว่า ผุสฺส แปลว่า ถูกต้องแล้ว ( กระทบ
แล้ว )
บทว่า ปฏิสฺสโต ได้แก่ประกอบด้วยสติ กล่าวคือ สติมั่นคง.
บทว่า เสวโต จาปิ เวทนํ ได้แก่ เสพอยู่ซึ่งเวทนาอันเป็นโลกุตตระ
ที่เกิดแล้ว อันสัมปยุตด้วยมรรค ๔. บทว่า ขิยฺยติ ได้แก่ถึงความสิ้นไป.
ข้อนั้นคืออะไร. คือ ทุกข์บ้าง กิเลสชาตบ้าง. บทว่า อญฺญตโร ได้แก่
เป็นรูปหนึ่ง ในจำนวนพระอสีติมหาสาวก. ดังนั้น จึงตรัสเฉพาะวัฏฏะ
และวิวัฏฏะเท่านั้น แม้ด้วยพระคาถาทั้งหลายในพระสูตรนี้.
จบ อรรถกถาทุติยสังคัยหสูตรที่ ๒

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 162 (เล่ม 28)

๓. ปริทานสูตร
ว่าด้วยการเสื่อมจากกุศลธรรม
[ ๑๔๐ ] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจัก
แสดงปริหานธรรม อปริหานธรรม และอภิภายตนะ ๖ แก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ก็ปริหานธรรมมีอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศล
บาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้น
แก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นครอบงำ
ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นไป ไม่ให้มี ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เรา
ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เป็นความเสื่อม ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ
ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะได้
รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นครอบงำ ไม่ละ ไม่บรรเทา
ไม่ทำให้สิ้นไป ไม่ไห้มี ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรม
ทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความเสื่อม ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ปริหานธรรมมีอย่างนี้แล.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 163 (เล่ม 28)

ว่าด้วยความไม่เสื่อมจากกุศลธรรม
[ ๑๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานธรรมมีอย่างไร อกุศล
บาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้น
แก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นครอบงำ
ละ บรรเทา กำจัดให้สิ้นไป ไม่ให้มี ข้อนั้นภิกษุทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อม
จากกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความไม่
เสื่อม ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ
ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ
ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นครอบงำ ละ บรรเทา
กำจัดให้สิ้นไป ไม่ให้มี ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมไม่เสื่อมจากกุศล-
ธรรมทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานธรรมมีอย่างนี้แล.
ว่าด้วยอภิภายตนะ ๖
[๑๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อภิภายตนะ ๖ เป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย มีความดำริแล่นไป เป็นฝ่าย
สังโยชน์ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ
ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำแล้ว อายตนะนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ ฯลฯ

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 164 (เล่ม 28)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง อกุศลบาปธรรมทั้งหลายมีความ
ดำริแล่นไป เป็นฝ่ายสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ เพราะ
ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ. ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า อายตนะนี้เราครอบงำ
แล้ว อายตนะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ ตูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อายตนะเหล่านี้ เรากล่าวว่าอภิภายตนะ ๖.
จบ ปริหานสูตรที่ ๓
อรรถกถาปริหานสูตรที่ ๓
ในปริหานธรรมสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริหานธมฺมํ ได้แก่ มีความเสื่อมไปเป็นสภาพ. บทว่า
อภิภายตนานิ ได้แก่ อายตนะอันอบรมยิ่งแล้ว. ในบทว่า สรสงฺกปฺปา
นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ . ชื่อว่า สรา เพราะ ซ่านไป อธิบายว่า แล่นไป.
ความดำริเหล่านั้นด้วย ซ่านไปด้วย ชื่อ สรสังกัปปา. บทว่า สญฺโญ-
ชนิยา ได้แก่ อกุศลธรรมอันเป็นเครื่องผูก คือ เป็นปัจจัยแก่การผูกสัตว์
ไว้ในภพ. บทว่า ตญฺเจ ภิกฺขุ ได้แก่ ข้อนั้น คือ กิเลสชาตที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ หรือได้แก่อารมณ์นั้น. บทว่า อธิวาเสสิ ได้แก่ ยกอารมณ์มา
ให้อยู่ในจิต. บทว่า นปฺปชหติ ได้แก่ ย่อมไม่ละ ด้วยการละฉันทราคะ
พึงประกอบกับบททั้งปวงอย่างนี้. บทว่า อภิภายตนํ นเหติ วุตฺตํ
ภควตา นี้ตรัสว่า อภิภายตนะนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอบรมยิ่ง
แล้ว. ในที่นี่พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงถามจำแนกธรรม จึงทรงแสดง
ถึงธรรมโดยปุคคลาธิษฐาน.
จบ อรรถกถาปริหานธรรมสูตรที่ ๓

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 165 (เล่ม 28)

๔. ปมาทวิหารีสูตร
ว่าด้วยผู้อยู่ด้วยความประมาทและไม่ประมาท
[ ๑๔๓ ] กรุงสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท และภิกษุผู้อยู่ด้วย
ความไม่ประมาท เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ก็ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท
อย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่สำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไป
ในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี เมื่อปัสสัทธิไม่มี
ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น เมื่อจิต
ไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ
ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง ฯลฯ เมื่อภิกษุ
ไม่สำรวมชิวหินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น เมื่อ
ภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ฯลฯ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความ
ประมาทแท้จริง ฯลฯ ภิกษุไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปใน
ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ ภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์
ก็ไม่มี เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก จิตของภิกษุผู้มีความลำบากย่อมไม่
ตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลาย
ไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทด้วยประการฉะนี้.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 166 (เล่ม 28)

[ ๑๔๔ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท
อย่างไร ภิกษุสำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้ง
ด้วยจักษุ ภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อเกิดปราโมทย์
แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อใจเกิดปีติ กายก็สงบ ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความ
ไม่ประมาทแท้จริง ฯลฯ เมื่อภิกษุสำรวมชิวหินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปใน
รสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ เมื่อภิกษุสำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่
แส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ ภิกษุมีจิตไม่แส่ไปแล้ว
ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น เมื่อจิต
ตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้น
ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ด้วยประกาวฉะนี้.
จบ ปมาทวิหารีสูตรที่ ๔
อรรถกถาปมาทวิหารีสูตรที่ ๔
ในปมาทวิหารีสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อสํวุตสฺส ได้แก่ ไม่ปิด มิใช่ปิดแล้วสำรวมแล้วตั้งไว้.
บทว่า พฺยาสิจฺจติ ได้แก่ ย่อมซึมซาบ คือ ชุ่มด้วยกิเลสเป็นไปอยู่.
บทว่า ปามุชฺชํ ได้แก่ ปีติมีกำลังอ่อน. บทว่า ปีติ ได้แก่ ปีติ มีกำลังแรง

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 167 (เล่ม 28)

บทว่า ปสฺสทฺธิ ได้แก่ ความระงับความกระวนกระวาย. บทว่า ธมฺมา น
ปาตุภวนฺติ ได้แก่ ธรรม คือ สมถ และ วิปัสสนา ย่อมไม่เกิดขึ้น
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสถามจำแนกบุคคล จึงแสดง
ถึงบุคคล โดยธรรมาธิษฐาน.
จบ อรรถกถาปมาทวิหารีสูตรที่ ๔
๕. สังวรสูตร
ว่าด้วยการสำรวมและไม่สำรวม
[๑๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสังวรและอสังวรแก่
เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสังวรมีอย่างไร
รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น
ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความเสื่อม ฯลฯ รสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัด
มีอยู่ ฯลฯ ธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี
สรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า เราย่อมเสื่อม
จากกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นความเสื่อม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังวรมีด้วยประการฉะนี้.

167