ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 98 (เล่ม 28)

พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้า-
พระองค์ถูกถามแล้วอย่างนี้ พยากรณ์แล้วอย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้กล่าว
ตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยคำไม่จริง ย่อมพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม อนึ่ง การกล่าวและ
กล่าวตามที่ชอบแก่เหตุ แม้น้อยหนึ่ง จะไม่ควรติเตียนละหรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถูกแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
ถูกถามอย่างนี้แล้ว เมื่อพยากรณ์อย่างนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามคำที่
เรากล่าวแล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง ย่อมพยากรณ์ธรรมสมควรแก่
ธรรม ทั้งการกล่าวและกล่าวตามที่ชอบแก่เหตุแม้น้อยหนึ่ง ย่อมไม่ควร
ติเตียน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในเรา
ก็เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงถามเธอทั้งหลาย
อย่างนี้ว่า อาวุโส ก็ทุกข์ซึ่งพวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระ-
สมณโคดมเพื่อกำหนดรู้นั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายถูกถามแล้วอย่างนี้ พึง
พยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส จักษุแลเป็น
ทุกข์ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้จักษุ
เป็นทุกข์นั้น รูป ฯลฯ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯลฯ ใจก็เป็นทุกข์ ฯลฯ
สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส
เป็นปัจจัยก็เป็นทุกข์ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า
เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ข้อนั้น ๆ อาวุโส ข้อนี้นั้นแลเป็นทุกข์ เราอยู่ประพฤติ

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 99 (เล่ม 28)

พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ข้อนั้น ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์
ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้แล.
จบ ภิกขุสูตรที่ ๘
อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๘
ในภิกขุสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
โน อักษร ในคำว่า อิธ โน นี้ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น. คำที่
เหลือ ง่ายทั้งนั้น. ทุกขลักขณะ พึงทราบว่า ตรัสไว้ในที่นี้อย่างเดียว.
จบ อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๘
๙. โลกสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เรียกว่าโลก
[ ๙๘ ] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกว่า โลก โลก ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงเรียกว่า โลก
พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่าโลก เพราะจะ
ต้องแตกสลาย อะไรเล่าแตกสลาย ดูก่อนภิกษุ จักษุแลแตกสลาย รูป
แตกสลาย จักษุวิญญาณแตกสลาย จักษุสัมผัสแตกสลาย สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
แตกสลาย ฯลฯ ใจแตกสลาย ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 100 (เล่ม 28)

แตกสลาย สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็แตกสลาย ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่าโลก เพราะ
จะต้องแตกสลาย ฉะนี้.
จบ โลกสูตรที่ ๙
อรรถกถาโลกสูตรที่ ๙
ในโลกสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ลุชฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย คือ ย่อมแตก. ตรัสอนิจจ-
ลักขณะ ไว้ในสูตรนี้.
จบ อรรถกถาโลกสูตรที่ ๙
๑๐. ผัคคุนสูตร
ว่าด้วยเรื่องบัญญัติ
[ ๙๙ ] ครั้งนั้นแล ท่านพระผัคคุนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ บุคคลเมื่อจะบัญญัติ พึงบัญญัติพระพุทธเจ้าผู้ตัดตัณหาเครื่องให้
เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง
ปรินิพพานที่ล่วงไปแล้ว ด้วยจักษุใดจักษุนั้นมีอยู่หรือ ฯลฯ บุคคลอื่นเมื่อ
จะบัญญัติ พึงบัญญัติพระพุทธเจ้าในอดีตผู้ตัดตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว
ตัดทางได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ปรินิพพานที่
ล่วงไปแล้ว ด้วยใจใด ใจนั้นมีอยู่หรือ พระพุทธเจ้าข้า.

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 101 (เล่ม 28)

[๑๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนผัคคุนะ บุคคลเมื่อจะ
บัญญัติพึงบัญญัติพระพุทธเจ้าผู้ตัดตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้
แล้ว ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ปรินิพพานที่ล่วงไปแล้ว
ด้วยจักษุใด จักษุนั้นไม่มีเลย ฯลฯ บุคคลเมื่อจะบัญญัติ พึงบัญญัติพระ-
พุทธเจ้าผู้ตัดตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าแล้ว ตัดทางได้แล้ว ครอบงำวัฏฏะ
ได้แล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ปรินิพพานที่ล่วงไปแล้ว ด้วยใจใด ใจนั้น
ไม่มีเลย.
จบ ผัคคุนสูตรที่ ๑๐
คิลานวรรคที่ ๓
อรรถกถาผัคคุนสูตรที่ ๑๐
ในผัคคุนสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ฉินฺนปปญฺเจ ความว่า ชื่อว่าผู้มีธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า
อันขาดแล้ว เพราะตัดธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหาเสียได้ ชื่อว่า
ผู้มีทางอันตัดแล้ว เพราะตัดทางคือตัณหานั่นเองได้แล้ว. ถามว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสถามว่า เราจะถามอะไร. แก้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถามว่า ความจริงเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จล่วงลับไปแล้ว เราจะถามถึง
จักษุและโสตเป็นต้น ที่ภิกษุกันไว้แล้ว อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถามว่า ถ้าแม้เมื่อเจริญมรรคแล้ว ความหมุนเวียนแห่งจักษุและโสตะ
เป็นต้น จะพึงหมุนเวียนในอนาคตได้ไซร้ เราจะถามถึงข้อนั้น.
จบ อรรถกถาผัคคุนสูตรที่ ๑๐
จบ คิลานวรรคที่ ๓

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 102 (เล่ม 28)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมคิลานสูตร ๒. ทุติยคิลานสูตร ๓. ปฐมราธสูตร
๔. ทุติยราธสูตร ๕. ตติยราธสูตร ๖. ปฐมอวิชชาสูตร ๗. ทุติย-
อวิชชาสูตร ๘. ภิกขุสูตร ๙. โลกสูตร ๑๐. ผัคคุนสูตร

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 103 (เล่ม 28)

ฉันนวรรคที่ ๔
๑. ปโลกสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เรียกว่าโลก
[ ๑๐๑ ] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกกันว่าโลก ๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกกันว่า
โลก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอานนท์ สิ่งใดมีความแตกสลาย
เป็นธรรมดา นี้เรียกว่าโลกในอริยวินัย ก็อะไรเล่ามีความแตกสลาย
เป็นธรรมดา. จักษุมีความแตกสลายเป็นธรรมดา รูปมีความแตกสลาย
เป็นธรรมดา จักษุวิญญาณมีความแตกสลายเป็นธรรมดา จักษุสัมผัส
มีความแตกสลายเป็นธรรมดา สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข-
เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็มีความแตกสลายเป็น
ธรรมดา ฯลฯ ใจมีความแตกสลายเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์มีความ
แตกสลายเป็นธรรมดา มโนวิญญาณมีความแตกสลายเป็นธรรมดา มโน-
สัมผัสมีความแตกสลายเป็นธรรมดา สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม-
สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็มีความแตกสลาย
เป็นธรรมดา ดูก่อนอานนท์ สิ่งใดมีความแตกสลายเป็นธรรมดา นี้เรียกว่า
โลกในอริยวินัย.
จบ ปโลกสูตรที่ ๑

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 104 (เล่ม 28)

อรรถกถาปโลกธรรมสูตรที่ ๑
ฉันนวรรค ปโลกธรรมสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปโลกธมฺมํ ได้แก่มีอันแตกไปเป็นสภาวะ ในที่นี้ตรัส
เฉพาะอนิจจลักขณะเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาปโลกธรรมสูตรที่ ๑
๒. สุญญสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เรียกว่าโลกว่างเปล่า
[๑๐๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ฯลฯ ได้ทูลถามพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าโลกว่างเปล่า ๆ ดังนี้ ด้วย
เหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ฉะนั้น
จึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า อะไรเล่าว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน. จักษุ
แลว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน รูปว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน
จักษุวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน จักษุสัมผัสว่างเปล่าจากตน
หรือจากของ ๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น
เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ฯลฯ
ใจว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ธรรมารมณ์ว่างเปล่าจากตนหรือจาก
ของ ๆ ตน มโนวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน มโนสัมผัส
ว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม-

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 105 (เล่ม 28)

สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างเปล่าจากตนหรือจาก
ของ ๆ ตน ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน
ฉะนั้นจึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า.
จบ สุญญสูตรที่ ๒
อรรถกถาสุญญสูตรที่ ๒
ในสุญฺญสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อตฺตนิเยน ได้แก่ ด้วยปริกขารอันเป็นสมบัติของตน.
ในที่นี้ตรัสเฉพาะอนัตตลักขณสูตรเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสุญญสูตรที่ ๒
๓. สังขิตตสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นผู้อยู่ผู้เดียว
[ ๑๐๓ ] ฯลฯ ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
โปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว พึง
เป็นผู้ ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว
อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง.

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 106 (เล่ม 28)

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตน
ของเรา.
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง.
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร
หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม-
สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง.
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า.
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร
หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 107 (เล่ม 28)

อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯลฯ
พ. ใจเที่ยงหรือไม่เที่ยง.
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร
หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง
อา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
อา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร
หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
อา. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ดูก่อนอานนท์ อริยสาวกผู้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
ทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย
ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้ง
ในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่

107