ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 58 (เล่ม 28)

๒. ปฐมสังโยชนสูตร
ว่าด้วยการละสังโยชน์
[ ๕๗ ] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่
อย่างไร จึงจะละสังโยชน์ได้.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความ
เป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป จักษุ
วิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละ
สังโยชน์ได้ ฯลฯ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้
เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละสังโยชน์ได้.
จบ ปฐมสังโยชนสูตรที่ ๒
๓. ทุติยสังโยชนสูตร
ว่าด้วยสังโยชน์ถูกเพิกถอน
[ ๕๘ ] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่
อย่างไร สังโยชน์จึงถึงความเพิกถอน.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความ
เป็นอนัตตา สังโยชน์จึงจะถึงความเพิกถอน เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป
จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 59 (เล่ม 28)

ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา สังโยชน์จึงจะ
ถึงความเพิกถอน เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็น
อนัตตา สังโยชน์จึงจะถึงความเพิกถอน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล
รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล สังโยชน์จึงจะถึงความเพิกถอน.
จบ ทุติยสังโยชนสูตรที่ ๓
๔. ปฐมอาสวสูตร
ว่าด้วยการละอาวาสวะ
[ ๕๙ ] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่
อยู่อย่างไร จึงจะละอาสวะได้ ฯลฯ
จบ ปฐมอาสวสูตรที่ ๔
๕. ทุติยอาสวสูตร
ว่าด้วยอาสวะถูกเพิกถอน
[ ๖๐ ] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็น
อยู่อย่างไร อาสวะจึงจะถึงความเพิกถอน ฯลฯ
จบ ทุติยอาสวสูตรที่ ๕

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 60 (เล่ม 28)

๖. ปฐมอนุสัยสูตร
ว่าด้วยการละอนุสัย
[ ๖๑ ] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็น
อยู่อย่างไร จึงจะละอนุสัยได้ ฯลฯ
จบ ปฐมอนุสัยสูตรที่ ๖
๗. ทุติยอนุสัยสูตร
ว่าด้วยอนุสัยถูกเพิกถอน
[ ๖๒ ] ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็น
อยู่อย่างไร อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดย
ความเป็นอนัตตา อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ฯลฯ เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่
ซึ่งหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
โดยความเป็นอนัตตา อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อนุสัยจึงจะถึงความเพิกถอน.
จบ ทุติยอนุสัยสูตรที่ ๗

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 61 (เล่ม 28)

๘. ปริญญาสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทาน
[ ๖๓ ] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อกำหนดรู้
อุปาทานทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพึงธรรมนั้น ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรมเพื่อกำหนดรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงเป็นไฉน. อาศัยจักษุและ
รูป เกิดจักษุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการ เป็นผัสสะ เพราะผัสสะ
เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็น
อยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ที่ในจักษุวิญญาณ ทั้งใน
จักษุสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลาย
กำหนัด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบชัดว่า เรากำหนดรู้ว่าหลุดพ้นอุปาทาน
อาศัยหูและเสียง ฯลฯ อาศัยจมูกและกลิ่น ฯลฯ อาศัยลิ้นและรส ฯลฯ อาศัย
กายและโผฏฐัพพะ ฯลฯ อาศัยใจแล .ธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ รวม
ธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้ง
ในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งใน
เวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุด
พ้น เธอย่อมทราบชัดว่า เรากำหนดรู้ว่าหลุดพันอุปาทาน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลายนี้แลเป็นธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวง.
จบ ปริญญาสูตรที่ ๘

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 62 (เล่ม 28)

๙. ปฐมปริยาทานสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทาน
[ ๖๔ ] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อความ
ครอบงำอุปาทานทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพึงธรรมนั้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทานทั้งปวงเป็นไฉน. อาศัย
จักษุและรูป เกิดจักษุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะ
ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกได้สดับแล้ว
เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ
ทั้งในจักษุสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะ
คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบชัดว่า เราครอบงำอุปาทาน
ได้แล้วว่าหลุดพ้น ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ จึงเกิดมโนวิญญาณ
รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ ทั้งใน
ธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อ
เบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เธอย่อม
ทราบชัดว่า เราครอบงำอุปาทานได้แล้วว่าหลุดพ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้แลเป็นธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทานทั้งปวง.
จบ ปฐมปริยาทานสูตรที่ ๙

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 63 (เล่ม 28)

๑๐. ทุติยปริยาทานสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทาน
[ ๖๕ ] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อความ
ครอบงำอุปาทานทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทานทั้งปวงเป็นไฉน. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตน
ของเรา.
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. รูป ฯลฯ จักษุวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง.
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. จักษุสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง.
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
จักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง.
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 64 (เล่ม 28)

พ. โสตะ . . . ฆานะ . . . ชิวหา . . . กาย . . . ใจ . . . ธรรมารมณ์
มโนวิญญาณ ... มุโนสัมผัส. . . สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกกสุข-
เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง.
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควร
หรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา.
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักษุวิญญาณ ทั้งในจักษุสัมผัส
ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส
เป็นปัจจัย ฯลฯ ทั้งในใจ ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งใน
มโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะ
คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุด
พ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จ
แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็น
ธรรมเพื่อความครอบงำอุปาทานทั้งปวง.
จบ ทุติยปริยาทานสูตรที่ ๑๐
อวิชชาวรรคที่ ๑

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 65 (เล่ม 28)

ทุติยปัณณาสก์
อรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๑
ในอวิชชาวรรคที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ความไม่รู้ในสัจจะ ๔. บทว่า วิชฺชา ได้แก่
รู้แจ้งอรหัตตมรรค. บทว่า อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต ความว่า
เมื่อรู้ เมื่อเห็น ว่าเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ชื่อว่าย่อมละได้เหมือนกัน. ก็คำนี้
ตรัสไว้โดยอัธยาศัยของบุคคลผู้ตรัสรู้ ในเมื่อตรัสโดยเป็นของไม่เที่ยง
ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน
แต่ในที่นี้ บทว่า สญฺโญชนา ได้แก่สัญโญชน์ ๑๐. บทว่า อาสวา
ได้แก่อาสวะ ๔. บทว่า อนุสยา ได้แก่อนุสัย ๗. บทว่า สพฺพูปาทาน-
ปริญฺญา ได้แก่เพื่อรู้ชัดอุปาทานหมดทั้ง ๔ ด้วยปริญญา ๓. บทว่า
ปริยาทานาย ได้แก่เพื่อความเกษม. บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑ อวิชชาสูตร ๒. ปฐมสังโยชนสูตร ๓. ทุติยสังโยชนสูตร
๔. ปฐมอาสวสูตร ๕. ทุติยอาสวสูตร ๖. ปฐมอนุสัยสูตร ๗. ทุติยอนุ-
สัยสูตร ๘. ปริญญาสูตร ๙. ปฐมปริยาทานสูตร ๑๐. ทุติยปริยาทานสูตร.

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 66 (เล่ม 28)

มิคชาลวรรคที่ ๒
๑. ปฐมมิคชาลสูตร
ว่าด้วยผู้มีปกติอยู่ผู้เดียว
[ ๖๖ ] กรุงสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระมิคชาละเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์
ตรัสว่า ผู้มีปกติอยู่เดียว ผู้มีปกติอยู่เดียวฉะนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร
พระเจ้าข้า ภิกษุจึงชื่อว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว และด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุ
จึงชื่อว่าอยู่ด้วยเพื่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมิคชาละ รูปที่จะ
พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่
ที่ตั้งความกำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นรูปนั้นอยู่
เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน
เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มี
ความเกี่ยวข้อง ดูก่อนมิคชาละ ภิกษุประกอบด้วยความเพลิดเพลินและ
ความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่าผู้มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้
แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่
ที่ตั้งความกำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์
นั้นอยู่ เมื่อเธอยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นธรรมารมณ์นั้นอยู่ ย่อมเกิด
ความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความ
กำหนัดกล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง ดูก่อนมิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยความ

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ – หน้าที่ 67 (เล่ม 28)

เพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ดูก่อน
มิคชาละ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด
คือ ป่าไม้และป่าหญ้า เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากกลิ่นอาย ควรเป็น
ที่ประกอบงานลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้น
ก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหา
เป็นเพื่อน เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน.
[ ๖๗ ] ดูก่อนมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก อาศัยความใคร่ ที่ตั้งความกำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุ
ไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูปนั้น เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าว
สรรเสริญ ไม่หมกมุ่นรูปนั้นอยู่ ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความ
เพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความ
เกี่ยวข้อง ดูก่อนมิคชาละ ภิกษุไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและ
ความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่ามีปกติอยู่ผู้เดียว ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง
ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่
ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่น
ธรรมารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่น
ธรรมารมณ์นั้น ความเพลิดเพลินก็ดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มี
ความกำหนัดกล้า เมื่อไม่มีความกำหนัดกล้า ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง ดูก่อน
มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เรา
เรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว ดูก่อนมิคชาละ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้
แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์

67