พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 584 (เล่ม 27)

[๕๔๘] ... เข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาที่เป็น
วาตวลาหก ... ?
[๕๔๙] ... เข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาที่เป็น
วัสสวลาหก ... ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้
ประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขาได้สดับมาว่า พวก
เทวดาที่เป็นวัสสวลาหก มีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความสุขมาก เขาจึงมี
ความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็น
สหาย ของพวกเทวดาที่เป็นวัสสวลาหก เขาจึงให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน
มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและอุปกรณ์แห่ง
ประทีป เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาที่เป็น
วัสสวลาหก. ดูก่อนภิกษุ ข้อนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลบางคน
ในโลกนี้เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาที่เป็น
วัสสวลาหก.
อรรถกถาสูตรที่ ๑๓-๕๒
บทว่า เจโตปณิธิมนฺวาย ความว่า อาศัยการตั้งจิต.
บทว่า สีตํ โหติ ความว่า ความเย็นใดมีในวัสสานฤดู และ
เหมันตฤดู ความเย็นนั้นมีฤดูเป็นสมุฏฐานทั้งนั้น. ส่วนความเย็น
ที่เย็นมากกว่าความเย็นทั้งหลาย และความเย็นที่เกิดขึ้นในคิมหันตฤดู
อันใด ความเย็นนั้น จัดเป็นความเย็นที่บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพของเทวดา.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑๓-๕๒

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 585 (เล่ม 27)

๕๓. สีตวลาหกสูตร
[๕๕๐] กรุงสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ความหนาวมีในบางคราว พระเจ้าข้า ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ พวกเทวดาชื่อว่า
สีตวลาหกมีอยู่ เมื่อใด เทวดาพวกนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ
พวกเราพึงยินดีด้วยความยินดีของตน เมื่อนั้น ความหนาวย่อมมี
เพราะอาศัยความตั้งใจของเทวดาพวกนั้น ดูก่อนภิกษุ ข้อนั้นแลเป็น
เหตุ เป็นปัจจัย ให้ความหนาวมีในบางคราว.
จบ สีตวลาหกสูตรที่ ๕๓
อรรถกถาสูตรที่ ๕๓
บทว่า อุณฺหํ โหติ ความว่า ความร้อนในคิมหันตฤดูใด
ความร้อนนั้นเป็นความร้อนปกติ (ธรรมดา) นั่นเอง มีฤดูเป็นสมุฏฐาน
ส่วนความร้อนจัดที่มีแม้ในหน้าร้อน และความร้อนที่มีในหน้าหนาว
ชื่อว่า เป็นความร้อนที่บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพของเทวดา.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕๓
๕๔. อุณหวลาหกสูตร
[๕๕๑] กรุงสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ความร้อนมีในบางคราว พระเจ้าข้า ?

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 586 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ พวกเทวดาชื่อ
อุณหวลาหกมีอยู่ เมื่อใด เทวดาพวกนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ
พวกเราพึงยินดีด้วยความยินดีของตน เมื่อนั้น ความร้อนย่อมมี เพราะ
อาศัยความตั้งใจของเทวดาพวกนั้น ดูก่อนภิกษุ ข้อนี้แลเป็นเหตุ
เป็นปัจจัย ให้ความร้อนมีในบางคราว.
จบ อุณหวลาหกสูตรที่ ๕๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕๔
บทว่า อพฺภํ โหติ ความว่า มีมณฑปเมฆ (กลุ่มเมฆ).
แม้ในสูตรนี้ เมฆที่ก่อตัวขึ้น ในวัสสานฤดู (ฤดูฝน) และในสิสิรฤดู
(ฤดูหนาว) เป็นเมฆตามปกติ (ธรรมดา) นั่นเอง มีฤดูเป็นสมุฏฐาน.
ส่วนเมฆหนา๑ ในฤดูมีเมฆนั่นแหละ ที่บดบังพระจันทร์และ
พระอาทิตย์ ทำให้มืดมิดหมด เป็นเวลาถึง ๗ สัปดาห์ และเมฆใน
เดือด ๕ เดือน ๖ ชื่อว่าเมฆที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพของเทวดา.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕๔
๕๕. อัพภวลาหกสูตร
[๕๕๒] กรุงสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เมฆหมอกมีในบางคราว พระเจ้าข้า ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ พวกเทวดาชื่อว่า
อัพภวลาหกมีอยู่ เมื่อใด เทวดาพวกนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ
๑. ปาฐะว่า อพฺภํ ฉบับพม่าเป็น อภิอพฺภํ แปลตามฉบับพม่า.

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 587 (เล่ม 27)

พวกเราพึงยินดีด้วยความยินดีของตน เมื่อนั้น เมฆหมอกย่อมมี เพราะ
อาศัยความตั้งใจของเทวดาพวกนั้น ดูก่อนภิกษุ ข้อนี้แลเป็นเหตุ
เป็นปัจจัยให้เมฆหมอกมีในบางคราว.
จบ อัพภวลาหกสูตรที่ ๕๕
อรรถกถาสูตรที่ ๕๕
บทว่า วาโต โหติ ความว่า ลมตามปกติที่พัดมา
จากทิศเหนือ และจากทิศใต้เป็นต้น ที่มีในฤดูนั้น นี้เป็นลมมีฤดูเป็น
สมุฏฐานนั่นเอง ส่วนลมแรงที่พัดทำลายต้นไม้เป็นต้น และลมที่เกิดขึ้น
ผิดฤดูกาล อย่างอื่นนี้ชื่อว่า ลมที่เกิดด้วยอานุภาพเทวดา.
จบ อรรถกถาอัพภวลาหกสูตรที่ ๕๕
๕๖. วาตวลาหกสูตร
[๕๕๓] กรุงสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ลมมีในบางคราว พระเจ้าข้า ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ พวกเทวดาชื่อว่า
วาตวลาหกมีอยู่ เมื่อใด เทวดาพวกนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ
พวกเราพึงยินดีด้วยความยินดีของตน เมื่อนั้น ลมย่อมมี เพราะอาศัย
ความตั้งใจของเทวดาพวกนั้น ดูก่อนภิกษุ ข้อนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ให้ลมมีในบางคราว.
จบ วาตวลาหกสูตรที่ ๕๖

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 588 (เล่ม 27)

อรรถกถาวาตวลาหกสูตรที่ ๕๖
บทว่า เทโว วสฺสติ ความว่า ฝนที่ตกตลอด ๔ เดือน ที่เป็น
ฤดูฝน มีอุตุเป็นสมุฏฐานทั้งนั้น. ส่วนฝนชุกที่ตกในฤดูฝน และฝนใน
เดือน ๕ เดือน ๖ ชื่อว่า เกิดขึ้นด้วยอานุภาพเทวดา.
ในข้อนั้น มีเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง :-
เล่ากันว่า วัสสพลาหกเทพบุตรตนหนึ่ง ไปหาพระเถระ
ผู้ขีณาสพ ซึ่งจำพรรษาอยู่ในกุฏิไม้กฤษณา แล้วได้ยืนอยู่ข้างนอก.
"พระเถระถามว่า ท่านเป็นใคร ?"
"กระผมคือ วัสสพลาหกเทพบุตร ขอรับ."
"ทราบว่า ด้วยอำนาจจิตของท่าน ทำให้ฝนตกได้หรือ ?"
"ถูกแล้ว ขอรับ"
"พวกอาตมา อยากเห็น"
"ท่านจักเปียก นะครับ"
"เค้าเมฆใหญ่ หรือเสียงฟ้าร้อง ไม่ปรากฏเลย พวกเราจัก
เปียกได้อย่างไร ?"
"ท่านขอรับ อำนาจจิตของผมทำให้ฝนตกได้ ขอนิมนต์ท่าน
เข้าบรรณศาลาเถิด"
"ดีแล้ว เทพบุตร" พระเถระรับคำแล้วล้างเท้า เข้าสู่บรรณศาลา.
เมื่อพระเถระนั้นกำลังเข้าไป เทพบุตรก็ขับเพลงขับบทหนึ่ง แล้วยกมือ
ขึ้น. ได้มีก้อนเมฆก้อนหนึ่ง รอบ ๆ สถานที่ประมาณ ๓ โยชน์
(ทำให้เกิดฝนตก) พระเถระเปียกครึ่งตัว เข้าไปสู่บรรณศาลา.

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 589 (เล่ม 27)

อนึ่ง ชื่อว่าฝนนี้ จะหยุดตกก็เพราะเหตุ ๘ ประการ คือ เพราะ
อานุภาพของนาค ๑ เพราะอานุภาพของครุฑ ๑ เพราะอานุภาพของ
เทวดา ๑ เพราะมีอุตุเป็นสมุฏฐาน ๑ เพราะมารบันดาล ๑ เพราะ
พลังฤทธิ์ ๑ เพราะเมฆประลัยกัลป์ (เมฆที่ยังกัปให้พินาศ) ๑
จบ อรรถกถาวาตวลาหกสูตรที่ ๕๖
๕๗. วัสสวลาหกสูตร๑
[๕๕๔] กรุงสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ฝนมีในบางคราว พระเจ้าข้า ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ พวกเทวดาชื่อว่า
วัสสวลาหกมีอยู่ เมื่อใด เทวดาพวกนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ
พวกเราพึงยินดีด้วยความยินดีของตน เมื่อนั้น ฝนย่อมมี เพราะ
อาศัยความตั้งใจของเทวดาพวกนั้น ดูก่อนภิกษุ ข้อนั้นแลเป็นเหตุ
เป็นปัจจัย ให้ฝนมีในบางคราว.
จบ วัสสวลาหกสูตรที่ ๕๗
จบ วลาหกาสังยุต
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. เทสนาสูตร ๒. สุจริตสูตร ๓-๑๒. สีตวลาหกทานูปการสูตร
๑๐ สูตร ๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการาทิสูตร ๕๓. สีตวลาทกสูตร
๕๔. อุฌหวลาหกสูตร ๕๕. อัพภวลาหกสูตร ๕๖. วาตวลาหกสูตร
๕๗. วัสสวลาหกสูตร
๑. สูตรที่ ๕๗ ไม่มีอรรถกถาแก้ไว้

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 590 (เล่ม 27)

๑๒. วัจฉโคตตสังยุต๑
๑. รูปอัญญาณสูตร
[๕๕๕] สมัยหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร-
เชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น
ปริพาชกชื่อว่าวัจฉโคตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก
ถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย
ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง
โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง
ชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เป็นอย่างอื่นบ้าง สัตว์หลังจากตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกบ้าง สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกบ้าง สัตว์หลังจาก
ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีบ้าง สัตว์หลังจากตาย
แล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ เพราะความไม่รู้ในรูป
ในเหตุเกิดแห่งรูป ในความดับแห่งรูป ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับ
แห่งรูป จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้ขึ้นในโลกอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง
บ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา
มิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่าง
เหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง.
๑. อรรถกถาวัจฉโคตตสังยุต แก้รวมไว้ท้ายสังยุตนี้

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 591 (เล่ม 27)

๒. เวทนาอัญญาณสูตร
[๕๕๖] กรุงสาวัตถี. วัจฉโคตรปริพาชกนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม
อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม
ไม่เกิดอีกหามิได้บ้าง ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ เพราะความไม่รู้
ในเวทนา ในเหตุเกิดแห่งเวทนา ในความดับแห่งเวทนา ในปฏิปทาที่
จะให้ถึงความดับแห่งเวทนา พึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้ขึ้นในโลก
อย่างนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ข้อนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ
สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง.
๓. สัญญาอัญญาณสูตร
[๕๕๗] กรุงสาวัตถี. วัจฉโคตรปริพาชกนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม
อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ เพราะความไม่รู้ใน
สัญญา ในเหตุเกิดแห่งสัญญา ในความดับแห่งสัญญา ในปฏิปทาที่จะ
ให้ถึงความดับแห่งสัญญา จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้ขึ้นในโลก

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 592 (เล่ม 27)

อย่างนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ข้อนี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ให้ทิฏฐิหลายอย่างเกิดขึ้นในโลกว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจาก
ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง.
๔. สังขารอัญญาณสูตร
[๕๕๘] กรุงสาวัตถี. วัจฉโคตรปริพาชกนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม
อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม
ไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ เพราะความไม่รู้ใน
สังขารทั้งหลาย ในเหตุเกิดแห่งสังขาร ในความดับแห่งสังขาร
ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสังขาร จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่าง
เหล่านี้ขึ้นในโลกอย่างนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ข้อนี้แล
เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง.
๕. วิญญาณอัณญาณสูตร
[๕๕๙] กรุงสาวัตถี. วัจฉโคตรปริพาชกนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม อะไรหนอ
เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 593 (เล่ม 27)

โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม
ไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ เพราะความไม่รู้ใน
วิญญาณ ในเหตุเกิดแห่งวิญญาณ ในความดับแห่งวิญญาณ ใน
ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้ขึ้น
ในโลกอย่างนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ข้อนี้แลเป็นเหตุ
เป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า โลกเที่ยงบ้าง
ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีก
ก็หามิได้บ้าง.
๖-๑๐. รูปอทัสสนาทิสูตร
[๕๖๐] กรุงสาวัตถี. วัจฉโคตรปริพาชกนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม
อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม
ไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ เพราะไม่เห็นในรูป
ฯลฯ ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งรูป ทิฏฐิหลายอย่างเหล่านี้
จึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์หลังจากตายแล้วย่อม
เกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ฯลฯ.
[๕๖๑] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนวัจฉะ เพราะไม่เห็นในเวทนา... .
[๕๖๒] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนวัจฉะ เพราะไม่เห็นในสัญญา... .

593