พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 544 (เล่ม 27)

๗. สารีปุตตสังยุต
๑. วิเวกสูตร
ว่าด้วยปฐมณาน
[๕๐๙] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า
ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่กรุงสาวัตถี
เพื่อบิณฑบาต ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้ว กลับจาก
บิณฑบาตภายหลังภัต เข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักกลางวัน ถึง
ป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวัน ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น
ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักแล้ว เข้าไปยังพระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่าน
พระสารีบุตรมาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร
อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้
ท่านพระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราสงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก
อยู่ อาวุโส เรานั้นไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่า
เข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว แท้จริง ท่านพระสารีบุตร
ถอนทิฏฐิคืออหังการ ตัณหาคือมมังการ และอนุสัยคือมานะออกได้
นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าปฐมฌาน
อยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว.
จบ วิเวกสูตรที่ ๑

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 545 (เล่ม 27)

๒. อวิตักกสูตร
ว่าด้วยทุติยฌาน
[๕๑๐] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์ของ
ท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตร
อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้าทุติยฌาน
อันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มี
วิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ อาวุโส
เรานั้นมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าทุติยฌานอยู่ หรือว่าเข้าทุติยฌานแล้ว
หรือว่าออกจากทุติยฌานแล้ว ฯลฯ.
จบ อวิตักกสูตรที่ ๒
๓. ปีติสูตร
ว่าด้วยตติยฌาน
[๕๑๑] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์ของ
ท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตร
อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เรามีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌาน

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 546 (เล่ม 27)

ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา
มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ เรานั้นมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าตติยฌานอยู่
หรือว่าเข้าตติยฌานแล้ว หรือว่าออกจากตติยฌานแล้ว ฯลฯ
จบ ปีติสูตรที่ ๓
๔. อุเปกขาสูตร
ว่าด้วยจตุตถฌาน
[๕๑๒] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์ของ
ท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตร
อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้าจตุตถฌาน
อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ
ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อาวุโส เรามิได้คิดอย่างนี้ว่า
เราเข้าจตุตถฌานอยู่ หรือว่าเข้าจตุตถฌานแล้ว หรือว่าออกจาก
จตุตถฌานแล้ว ฯลฯ
จบ อุเปกขาสูตรที่ ๔
๕. อากาสานัญจายตนสูตร
ว่าด้วยอากาสานัญจายตนฌาน
[๕๑๓] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์ของ

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 547 (เล่ม 27)

ท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตร
อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้าอากาสา
นัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา
เสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่ง
นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวงอยู่ อาวุโส เรามิได้คิดอย่างนี้ว่า
เราเข้าอากาสานัญจายตนฌานอยู่ หรือว่าเข้าอากาสานัญจายตนฌาน
แล้ว หรือว่าออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้ว ฯลฯ.
จบ อาสาสนัญจายตนสูตรที่ ๕
๖. วิญญาณัญจายตนสูตร
ว่าด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน
[๕๑๔] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์ของ
ท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตร
อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้า
วิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะ
ล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวงอยู่. อาวุโส
เรานั้นมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าวิญญาณัญจายตนฌานอยู่. หรือว่า
เข้าวิญญาณัญจายตนฌานแล้ว หรือว่าอออกจากวิญญาณัญจายตนฌาน
แล้ว ฯลฯ
จบ วิญญาณัญจายตนสูตรที่ ๖

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 548 (เล่ม 27)

๗. อากิญจัญญายตนสูตร
ว่าด้วยอากิญจัญญายตนฌาน
[๕๑๕] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์
ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่าน-
พระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้า
อากิญจัญญาตนฌาน ด้วยคำนึงว่า สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี เพราะ
ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวงอยู่ อาวุโส
เรานั้นมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าอากิญจัญญายตนฌานอยู่ หรือว่า
เข้าอากิญจัญญายตนฌานแล้ว หรือว่าออกจากอากิญจัญญายตนฌาน
แล้ว ฯลฯ.
จบ อากิญจัญญายตนสูตรที่ ๗
๗. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร
ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
[๕๑๖] กรุงสาวัตถี. ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระสารีบุตร
มาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร อินทรีย์ของ
ท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้ ท่านพระสารีบุตร
อยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 549 (เล่ม 27)

ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้า
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌานเสียได้
โดยประการทั้งปวงอยู่ เรานั้นมิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าเนวสัญญานา-
สัญญายตนฌานอยู่ หรือว่าเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว
หรือว่าออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ฯลฯ.
จบ เนวสัญญานาสัญญายตนสูตรที่ ๘
๙. สัญญาเวทยิตนิโรธสูตร
ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ
[๕๑๗] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน-
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า
ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยัง
กรุงสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้ว กลับจาก
บิณฑบาตภายหลังภัต เข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ถึงป่า
อันธวันแล้ว นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น
ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักแล้ว เข้าไปยังพระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านพระอานนท์ได้เห็น
ท่านพระสารีบุตรมาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร
อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก สีหน้าของท่านหมดจด ผ่องใส วันนี้
ท่านพระสารีบุตรอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า อาวุโส ดังเราจะบอก เราเข้าสัญญา-
เวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเสียได้โดย

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 550 (เล่ม 27)

ประการทั้งปวงอยู่ อาวุโส เรามิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าสัญญา-
เวทยิตนิโรธอยู่ หรือว่าเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว หรือว่าออกจาก
สัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว แท้จริง ท่านพระสารีบุตร ถอนอหังการ
มมังการ และมานานุสัยออกได้นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึง
มิได้คิดอย่างนี้ว่า เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ หรือว่าเข้าสัญญา-
เวทยิตนิโรธแล้ว หรือว่าออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว.
จบ สัญญาเวทยิตนิโรธสูตรที่ ๙
๗. อรรถกถาสารีปุตตสังยุต
อรรถกถาสูตรที่ ๑-๙
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑ แห่งสารีปุตตสังยุต ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า น เอวำ โหติ ความว่า เพราะท่านละอหังการ
(ความสำคัญว่าเรา) และมมังการ (ความสำคัญว่าของเรา) ได้แล้ว
จึงไม่มีความคิดอย่างนี้.
แม้ในสูตรที่ ๒ เป็นต้น (จนถึงสูตรที่ ๙) ก็มีนัย (ความหมาย
อย่างเดียวกัน) นี้.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑-๙

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 551 (เล่ม 27)

๑๐. สูจิมุขีสูตร
ว่าด้วยความแตกต่างการเลี้ยงชีวิตของสมณพราหมณ์
[๕๑๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน-
กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตร
นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ เที่ยว
บิณฑบาต ตามลำดับตรอกในกรุงราชคฤห์ แล้วอาศัยเชิงฝาแห่งหนึ่ง
ฉันบิณฑบาตนั้น ครั้งนั้นนางปริพาชิกาชื่อสูจิมุขี เข้าไปหาท่าน-
พระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า
ดูก่อนสมณะ ท่านก้มหน้าฉันหรือ ? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า
ดูก่อนน้องหญิง เรามิได้ก้มหน้าฉัน.
สู. ถ้าอย่างนั้น ท่านแหงนหน้าฉันหรือสมณะ ?
สา. เรามิได้แหงนหน้าฉันหรอกน้องหญิง.
สู. ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศใหญ่ฉันหรือสมณะ ?
สา. เรามิได้มองดูทิศใหญ่ฉันหรอกน้องหญิง.
สู. ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศน้อยฉันหรือสมณะ ?
สา. เรามิได้มองดูทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง.
สู. ดิฉันถามว่า ดูก่อนสมณะ ท่านก้มหน้าฉันหรือ ท่านก็
ตอบว่า เรามิได้ก้มหน้าฉันหรอกน้องหญิง ดิฉันถามว่า ถ้าอย่างนั้น
ท่านแหงนหน้าฉันหรือสมณะ ท่านก็ตอบว่า เรามิได้แหงนหน้าฉันหรอก

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 552 (เล่ม 27)

น้องหญิง ดิฉันถามว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศใหญ่ฉันหรือสมณะ
ท่านก็ตอบว่า เราไม่ได้มองดูทิศใหญ่ฉันหรอก น้องหญิง ดิฉันถามว่า
ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศน้อยฉันหรือสมณะ ท่านก็ตอบว่า เรามิได้
มองดูทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง ก็บัดนี้ ท่านฉันอย่างไรเล่าสมณะ.
สา. ดูก่อนน้องหญิง ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาดูพื้นที่ สมณพราหมณ์
เหล่านี้เรียกว่า ก้มหน้าฉัน ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาดูดาว
นักษัตร สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า แหงนหน้าฉัน ดูก่อนน้องหญิง
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุประกอบ
การรับส่งข่าวสาส์น สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า มองดูทิศใหญ่ฉัน
ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีวิตด้วย
มิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาทายองค์อวัยวะ สมณพราหมณ์
เหล่านี้เรียกว่า มองดูทิศน้อยฉัน ดูก่อนน้องหญิง ส่วนเรานั้นมิได้
เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาตรวจพื้นที่ มิได้เลี้ยง
ชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูดาวนักษัตร มิได้เลี้ยง
ชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เหตุประกอบการรับส่งข่าวสาส์น มิได้เลี้ยงชีวิต
ด้วยมิจฉาชีพ เหตุดิรัจฉานวิชา คือ วิชาทายองค์อวัยวะ (แต่) เรา
แสวงหาภิกษาโดยชอบธรรม ครั้นแสวงหาได้แล้วจึงฉัน.
ครั้งนั้น นางสูจิมุขีปริพาชิกาเข้าไปในกรุงราชคฤห์ จาก
ถนนหนึ่งไปอีกถนนหนึ่ง จากตรอกหนึ่งไปอีกตรอกหนึ่ง แล้วประกาศ
อย่างนี้ว่า ท่านสมณศากยบุตรทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันประกอบ

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 553 (เล่ม 27)

ด้วยธรรม สมณศากยบุตรทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันหาโทษมิได้
ขอเชิญท่านทั้งหลายถวายบิณฑบาตแก่สมณศากยบุตรทั้งหลายเถิด.
จบ สารีปุตตสังยุต
๑๐. อรรถกถาสูจิมุขีสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สูจิมุขี คือ นางปริพาชิกาผู้มีชื่ออย่างนี้
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า นางปริพาชิกานั้น เห็นพระเถระ
มีรูปสวย น่าดู มีผิวพรรณงดงามดังทองคำ ชวนให้เกิดความเลื่อมใส
ตลอดเวลา จึงเข้าไปหาด้วยคิดว่า เราจักทำการร่าเริงกับพระเถระนี้
คราทีนั้นเมื่อพระเถระปฏิเสธคำพูดนั้น นางจึงสำคัญอยู่ว่า บัดนี้
เราจักโต้วาทะกับพระเถระนั้น จึงกล่าวว่า สมณะ ถ้าอย่างนั้น
ท่านก็แหงนหน้าฉัน (แหงนหน้าหากิน) ละซี ?
บทว่า ทิสามุโข ได้แก่ หันหน้าสู่ทิศทั้ง ๔. อธิบายว่า
มองดูทั้ง ๔ ทิศ (ทิศใดทิศหนึ่ง).
บทว่า วิทิสามุโข ได้แก่ มองดูทิศเฉียงทั้ง ๔ ทิศ.
บทว่า วตฺถุวิชฺชาติรจฺฉานวิชฺชาย ได้แก่ ดิรัจฉานวิชา
กล่าวคือ วิชาตรวจดูพื้นที่. อุบายเครื่องรู้ถึงเหตุที่ทำให้พื้นที่ทั้งหลาย
มีพื้นที่ปลูก น้ำเต้า ฟักเขียว และมัน เป็นต้น สมบูรณ์พูนผลชื่อว่า
วิชาดูพื้นที่.
บทว่า มิจฺฉาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปนฺติ ความว่า เลี้ยงชีวิตด้วย
มิจฉาชีพ กล่าวคือดิรัจฉานวิชา ได้แก่ วิชาตรวจดูพื้นที่นั้นนั่นแล.

553