ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 534 (เล่ม 27)

๘. ตัณหาสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๙๓] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูปตัณหา ฯลฯ แห่งสัททตัณหา
ฯลฯ แห่งคันธตัณหา ฯลฯ แห่งรสตัณหา ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ
แห่งธรรมตัณหา เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค
เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความ
สงบระงับ ความดับสูญแห่งรูปตัณหา ฯลฯ แห่งสัททตัณหา ฯลฯ
แห่งคันธตัณหา ฯลฯ แห่งรสตัณหา ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ
แห่งธรรมตัณหา เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบ
ระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ ตัณหาสูตร
๙. ธาตุสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๙๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งปฐวีธาตุ ฯลฯ แห่งอาโปธาตุ
ฯลฯ แห่งเตโชธาตุ ฯลฯ แห่งวาโยธาตุ ฯลฯ แห่งอากาสธาตุ ฯลฯ
แห่งวิญญาณธาตุ เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค
เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 535 (เล่ม 27)

[๔๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือความ
สงบระงับ ความดับสูญแห่งปฐวีธาตุ ฯลฯ แห่งอาโปธาตุ ฯลฯ
แห่งเตโชธาตุ ฯลฯ แห่งวาโยธาตุ ฯลฯ แห่งอากาสธาตุ ฯลฯ แห่ง
วิญญาณธาตุ เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับ
แห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ ธาตุสูตร
๑๐. ขันธสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๙๗] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูป เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์
เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งเวทนา ฯลฯ
แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์
เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบ
ระงับ ความดับสูญแห่งรูป เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็น
ความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ. ความดับ
โดยไม่เหลือ ความสงบระงับ ความดับสูญแห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา
ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์
เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ ขันธสูตร
จบ อุปปาทสังยุต

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 536 (เล่ม 27)

อรรถกถาอุปปาทสังยุต
คำทั้งหมดในอุปปาทสังยุตชัดเจนแล้วทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาอุปปาทสังยุต
รวมพระสูตรที่มีในสังยุต นี้ คือ
๑. จักขุสูตร ๒. รูปสูตร ๓. วิญญาณสูตร ๔. ผัสสสูตร
๕. เวทนาสูตร ๖. สัญญาสูตร ๗. เจตนาสูตร ๘. ตัณหาสูตร ๙. ธาตุสูตร
๑๐. ขันธสูตร.

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 537 (เล่ม 27)

๖. กิเลสสังยุต
๑. จักขุสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๔๙๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในจักษุ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในหู เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในจมก เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในลิ้น เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในกาย เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วยอำนาจความ
พอใจในใจ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล
ภิกษุละอุปกิเลสแห่งใจในฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็น
อันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะอบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่า
ควรแก่การงาน ในธรรมอันพึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา
จบ จักขุสูตรที่ ๑
๒. รูปสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๐] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในรูป เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ฯลฯ
ในธรรมารมณ์ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 538 (เล่ม 27)

ภิกษุละอุปกิเลสแห่งใจในฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้น จิตของเธอย่อม
เป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะอบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่า
ควรแก่การงาน ในธรรมอันจะพึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา.
จบ รูปสูตรที่ ๒
๓. วิญญาณสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๑] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในจักษุวิญญาณ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัด
ด้วยอำนาจความพอใจในโสตวิญญาณ ฯลฯ โนฆานวิญญาณ ฯลฯ
ในชิวหาวิญญาณ ฯลฯ ในกายวิญญาณ ฯลฯ ในมโนวิญญาณ เป็น
อุปกิเลสแห่งจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิต
ในฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ
จิตอันเนกขัมมะอบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่าควรแก่การงาน ในธรรมที่
จะพึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา.
จบ วิญญาณสูตรที่ ๓
๔. ผัสสสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๒] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในจักขุสัมผัส เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัด
ด้วยอำนาจความพอใจในโสตสัมผัส ฯลฯ ในฆานสัมผัส ฯลฯ ใน

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 539 (เล่ม 27)

ชิวหาสัมผัส ฯลฯ ในกายสัมผัส ฯลฯ ในมโนสัมผัส เป็นอุปกิเลสแห่งจิต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตในฐานะ ๖ นี้ได้
เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะ
อบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่าควรแก่การงาน ในธรรมที่จะพึงทำให้แจ้ง
ด้วยอภิญญา.
จบ ผัสสสูตรที่ ๔
๕. เวทนาสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๓] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในจักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ในโสตสัมผัสสชาเวทนา
ฯลฯ ในฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ในชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ
ในกายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ในมโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นอุปกิเลส
แห่งจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตใน
ฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ
จิตอันเนกขัมมะอบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่าควรแก่การงาน ในธรรมที่
พึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา.
จบ เวทนาสูตรที่ ๕
๖. สัญญาสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๔ ] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในรูปสัญญา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัดด้วย

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 540 (เล่ม 27)

อำนาจความพอใจในสัททสัญญา ฯลฯ ในคันธสัญญา ฯลฯ ในรสสัญญา
ฯลฯ ในโผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ ในธรรมสัญญา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตในฐานะ ๖ นี้ได้
เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะ
อบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่าควรแก่การงาน ในธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วย
อภิญญา.
จบ สัญญาสูตรที่ ๖
๗. เจตนาสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในรูปสัญเจตนา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ความกำหนัด
ด้วยอำนาจความพอใจในสัททสัญเจตนา ฯลฯ ในคันธสัญเจตนา ฯลฯ
ในรสสัญเจตนา ฯลฯ ในโผฏฐัพพสัญเจตนา ฯลฯ ในธรรมสัญเจตนา
เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลส
แห่งจิตในฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปใน
เนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะอบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่าควรแก่การงาน
ในธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา.
จบ เจตนาสูตรที่ ๗
๘. ตัณหาสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๖] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 541 (เล่ม 27)

อำนาจความพอใจในรูปตัณหา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในสัททตัณหา ฯลฯ ในคันธตัณหา ฯลฯ ในรสตัณหา
ฯลฯ ในโผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ ในธรรมตัณหา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตในฐานะ ๖ นี้ได้
เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะ
อบรมแล้ว ย่อมปรากฏว่าควรแก่การงาน ในธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วย
อภิญญา.
จบ ตัณหาสูตรที่ ๘
๙. ธาตุสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๗] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในปฐวีธาตุ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ความกำหนัดด้วย
อำนาจความพอใจในอาโปธาตุ ฯลฯ ในเตโชธาตุ ฯลฯ ในวาโยธาตุ ฯลฯ
ในอากาสธาตุ ฯลฯ ในวิญญาณธาตุ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสในฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้น
จิตของเธอย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะอบรม
แล้ว ย่อมปรากฏว่า ควรแก่การงาน ในธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วย
อภิญญา.
จบ ธาตุสูตรที่ ๙
๑๐. ขันธสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสแห่งจิต
[๕๐๘] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนัดด้วย

541
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 542 (เล่ม 27)

อำนาจความพอใจในรูป เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในเวทนา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในสัญญา เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจสังขาร เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ความกำหนัดด้วยอำนาจ
ความพอใจในวิญญาณ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อใดแล ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตในฐานะ ๖ นี้ได้ เมื่อนั้นแล จิตของเธอ
ย่อมเป็นอันน้อมไปในเนกขัมมะ จิตอันเนกขัมมะอบรมแล้ว ย่อม
ปรากฏว่าควรแก่การงาน ในธรรมที่พึงทำให้แจ้งด้วยอภิญญา.
จบ ขันธสูตรที่ ๑๐
จบ กิเลสสังยุต
อรรถกถากิเลสสังยุต
พึงทราบวินิจฉัยในกิเลสสังยุต ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จิตฺตสฺเสโส อุปกฺกิเลโส ความว่า (เป็นอุปกิเลส)
ของจิตดวงไหน ?
(เป็นอุปกิเลส) ของจิตที่เป็นไปในภูมิ ๔.
ถามว่า (ฉันทราคะเป็นอุปกิเลส) ของจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓
นับว่าถูกต้อง (แต่) (เป็นอุปกิเลส) ของโลกุตตรจิตได้อย่างไร ?
ตอบว่า เป็นได้เพราะห้ามการเกิดขึ้น (แห่งโลกุตตรจิต)
อธิบายว่า ฉันทราคะนั้น พึงทราบว่าเป็นอุปกิเลส เพราะไม่ให้
โลกุตตรจิตนั้นเกิดขึ้น.

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 543 (เล่ม 27)

บทว่า เนกฺขมฺมนินฺนํ ได้แก่ (จิต) ที่น้อมไปในโลกุตตรธรรม ๙.
บทว่า จิตฺตํ ได้แก่ จิตที่เจริญสมถะ และจิตที่เจริญวิปัสสนา
บทว่า อภิญฺญา สจฺฉิกรณีเยสุ ธมฺเมสุ ความว่า หรือเมื่อบุคคล
จะยึดถือธรรมอย่างหนึ่ง ในบรรดาธรรมคืออภิญญา ข้อที่ ๖ ที่พึงรู้
แล้วทำให้แจ้งด้วยปัจจเวกขณญาณ ก็พึงยึดถือว่า เนกขัมมะ ก็คือ
พระนิพพานนั่นเอง.
บทที่เหลือในสูตรทั้งหมด มีความหมายง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถากิเลสสังยุต
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ
๑. จักขุสูตร ๒. รูปสูตร ๓. วิญญาณสูตร ๔. ผัสสสูตร
๕. เวทนาสูตร ๖. สัญญาสูตร ๗. เจตนาสูตร ๘. ตัณหาสูตร ๙. ธาตุสูตร
๑๐. ขันธสูตร

543