ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 524 (เล่ม 27)

๕. เวทนาสูตร
ว่าด้วยสัทธานุสารี และธัมมานุสารีบุคคล
[๔๗๓] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุสัมผัสสชเวทนา
ไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฯลฯ ฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ
กายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ มโนสัมผัสสชาเวทนา ไม่เที่ยง มีอัน
แปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่น
ไม่หวั่นไหวซึ่งธรรมเหล่านี้อย่างนี้ เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี ฯลฯ
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ เวทนาสูตร
๖. สัญญาสูตร
ว่าด้วยสัทธานุสารี และธัมมานุสารีบุคคล
[๔๗๔] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปสัญญาไม่เที่ยง
มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา สัททสัญญา ฯลฯ คันธสัญญา
ฯลฯ รสสัญญา ฯลฯ โผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ ธัมมสัญญา ไม่เที่ยง
มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใด
เชื่อมั่น ไม่หวั่นไหวซึ่งธรรมเหล่านี้อย่างนี้ เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี
ฯลฯ เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ สัญญาสูตร

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 525 (เล่ม 27)

๗. เจตนาสูตร
ว่าด้วยสัทธานุสารี และธัมมานุสารีบุคคล
[๔๗๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปสัญเจตนา
ไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา สัททสัญเจตนา ฯลฯ
คันธสัญเจตนา ฯลฯ รสสัญเจตนา ฯลฯ โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญ-
เจตนา ไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่น ไม่หวั่นไหวซึ่งธรรมเหล่านี้ อย่างนี้ เรา
กล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี ฯลฯ เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ เจตนาสูตร
๘. ตัณหาสูตร
ว่าด้วยสัทธานุสารี และธัมมานุสารีบุคคล
[๔๗๖] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปตัณหาไม่เที่ยง
มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา
ฯลฯ รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา ฯลฯ ธัมมตัณหาไม่เที่ยง มีอัน
แปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่น
ไม่หวั่นไหว ซึ่งธรรมเหล่านี้ อย่างนี้ เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี ฯลฯ
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ ตัณหาสูตร

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 526 (เล่ม 27)

๙. ธาตุสูตร
ว่าด้วยสัทธานุสารี และธัมมานุสารีบุคคล
[๔๗๗] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฐวีธาตุไม่เที่ยง
มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา อาโปธาตุ ฯลฯ เตโชธาตุ ฯลฯ
วาโยธาตุ ฯลฯ อากาสธาตุ ฯลฯ วิญญาณธาตุไม่เที่ยง มีอันแปรปรวน
เป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่น ไม่หวั่นไหว
ซึ่งธรรมเหล่านี้อย่างนี้ เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี ฯลฯ เป็นผู้เที่ยงที่
จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ ธาตุสูตร
๑๐. ขันธสูตร
ว่าด้วยสัทธานุสารี และธัมมานุสารีบุคคล
[๔๗๘] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง
มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ
สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่นไม่หวั่นไหว ซึ่งธรรมเหล่านี้อย่างนี้
เรากล่าวผู้นี้ว่า สัทธานุสารี ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก้าวลงสู่สัปปุริสภูมิ
ล่วงภูมิปุถุชน ไม่ควรเพื่อทำกรรมที่บุคคลทำแล้วพึงเข้าถึงนรก
กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ไม่ควรเพื่อทำกาละ ตราบเท่าที่
ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมเหล่านี้
ย่อมควรเพ่งด้วยปัญญา โดยประมาณอย่างนี้แก่ผู้ใด เรากล่าวผู้นี้ว่า
ธัมมานุสารีก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก้าวลงสู่สัปปุริสภูมิ ล่วงภูมิปุถุชน
ไม่ควรเพื่อทำกรรมที่บุคคลทำแล้วพึงเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 527 (เล่ม 27)

หรือปิตติวิสัย ไม่ควรเพื่อทำกาละ ตราบเท่าที่ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดรู้เห็นธรรมเหล่านี้อย่างนี้
เรากล่าวผู้นี้ว่า เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ ขันธสูตร
จบ โอกกันตสังยุต
อรรถกถาโอกกันตสังยุต
อรรถกถาจักขุสุตตาทิสูตรที่ ๑-๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในโอกกันตสังยุตดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธิมุจฺจติ ได้แก่ ย่อมได้ สัทธาธิโมกข์๑
บทว่า โอกฺกนฺโต สมฺมตฺตนิยามํ ได้แก่ เข้าไปสู่อริยมรรค.
ด้วยบทว่า อภพฺโพว ตาว กาลํ กาตุํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงถึงความไม่เป็นอันตราย (เครื่องกีดขวาง) ต่อผล ในเมื่อ
มรรคเกิดขึ้นแล้ว. เพราะว่าเมื่อมรรคเกิดขึ้นแล้ว ขึ้นชื่อว่า
การทำอันตราย (เครื่องกีดขวาง) แก่ผล จะไม่มี ด้วยเหตุนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ก็บุคคลนี้ พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้
แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล และเวลาที่กัปจะถูกไฟไหม้ ก็คงมี (แต่ว่า)
กัปนี้จะไม่พึงถูกไฟไหม้ ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
โสดาปัตติผล บุคคลนี้ จึงถูกเรียกว่า ผู้ดำรงอยู่ชั่วกัป.
๑ อรรถกถาว่า สทฺธาวิโมกข ฉบับพม่าเป็น สทฺธาธิโมกขํ แปลตามต้นฉบับพม่า

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 528 (เล่ม 27)

บทว่า มตฺตโส นิชฺฌานํ ขมนฺติ ความว่า ควรซึ่งการตรวจตราดู
โดยประมาณ.
บทที่เหลือในที่ทุกแห่ง มีความหมายง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาโอกกันตสังยุต
รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้คือ
๑. จักขุสูตร ๒. รูปสูตร ๓. วิพญาณสูตร ๔. ผัสสสูตร
๕. เวทนาสูตร ๖. สัญญาสูตร ๗. เจตนาสูตร ๘. ตัณหาสูตร ๙. ธาตุสูตร
๑๐. ขันธสูตร.

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 529 (เล่ม 27)

๕. อุปปาทสังยุต
๑. จักขุสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๗๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งจักษุ เป็นความเกิดขึ้น
แห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและ
มรณะ. ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งหู
ฯลฯ แห่งจมูก ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ แห่งใจ เป็นความเกิดขึ้น
แห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความ
สงบระงับ ความดับสูญแห่งจักษุ เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์
เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบระงับ ความดับสูญแห่งหู ฯลฯ แห่งจมูก
ฯลฯ แห่งลิ้น ฯลฯ แห่งกาย ฯลฯ แห่งใจ เป็นความดับโดยไม่เหลือ
แห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและ
มรณะ.
จบ จักขุสูตร
๒. รูปสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๘๑] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูป เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 530 (เล่ม 27)

เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งเสียง ฯลฯ
แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ แห่งธรรมารมณ์ เป็น
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบ
ระงับ ความดับสูญแห่งรูป เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็น
ความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบระงับ ความดับสูญแห่งเสียง ฯลฯ
แห่งกลิ่น ฯลฯ แห่งรส ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพะ ฯลฯ แห่งธรรมารมณ์
เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็น
ความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ รูปสูตร
๓. วิญญาณสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๘๓] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ แห่ง
โสตวิญญาณ ฯลฯ แห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ แห่งชิวหาวิญญาณ ฯลฯ แห่ง
กายวิญญาณ ฯลฯ แห่งมโนวิญญาณ เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์
เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 531 (เล่ม 27)

[๔๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบ
ระงับ ความดับสูญแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ แห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ
แห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ แห่งชิวหาวิญญาณ ฯลฯ แห่งกายวิญญาณ
ฯลฯ แห่งมโนวิญญาณ เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็น
ความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ วิญญาณสูตร
๔. ผัสสสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๘๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งจักขุสัมผัส ฯลฯ แห่ง
โสตสัมผัส ฯลฯ แห่งฆานสัมผัส ฯลฯ แห่งชิวหาสัมผัส ฯลฯ แห่งกายสัมผัส
ฯลฯ แห่งมโนสัมผัส เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค
เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความ
สงบระงับ ความดับสูญแห่งจักขุสัมผัส ฯลฯ แห่งโสตสัมผัส ฯลฯ
แห่งฆานสัมผัส ฯลฯ แห่งชิวหาสัมผัส ฯลฯ แห่งกายสัมผัส ฯลฯ
แห่งมโนสัมผัส เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับ
แห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ ผัสสสูตร

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 532 (เล่ม 27)

๕. เวทนาสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๘๗] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ
แห่งโสตสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่งฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่ง
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่งกายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่ง
มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค
เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบ
ระงับ ความดับสูญแห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่งโสตสัมผัสสชา-
เวทนา ฯลฯ แห่งฆานสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่งชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
ฯลฯ แห่งกายสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ แห่งมโนสัมผัสสชาเวทนา เป็น
ความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบระงับแห่งโรค เป็น
ความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ เวทนาสูตร
๖. สัญญาสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๘๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูปสัญญา ฯลฯ แห่ง
สัททสัญญา ฯลฯ แห่งคันธสัญญา ฯลฯ แห่งรสสัญญา ฯลฯ แห่ง
โผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ แห่งธรรมสัญญา เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์
เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 533 (เล่ม 27)

[๔๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความ
สงบระงับ ความดับสูญแห่งรูปสัญญา ฯลฯ แห่งสัททสัญญา ฯลฯ
แห่งคันธสัญญา ฯลฯ แห่งรสสัญญา ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพสัญญา ฯลฯ
แห่งธรรมสัญญา เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นความสงบ
ระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ สัญญาสูตร
เจตนาสูตร
ว่าด้วยความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปแห่งทุกข์
[๔๙๑] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น
ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งรูปสัญเจตนา ฯลฯ แห่ง
สัททสัญเจตนา ฯลฯ แห่งคันธสัญเจตนา ฯลฯ แห่งรสสัญเจตนา ฯลฯ
แห่งโผฏฐัพพสัญเจตนา ฯลฯ แห่งธรรมสัญเจตนา เป็นความเกิดขึ้น
แห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ.
[๔๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับโดยไม่เหลือ ความสงบ
ระงับ ความดับสูญแห่งรูปสัญเจตนา ฯลฯ แห่งสัททสัญเจตนา ฯลฯ แห่ง
คันธสัญเจตนา ฯลฯ แห่งรสสัญเจตนา ฯลฯ แห่งโผฏฐัพพสัญเจตนา
ฯลฯ แห่งธรรมสัญเจตนา เป็นความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็น
ความสงบระงับแห่งโรค เป็นความดับสูญแห่งชราและมรณะ.
จบ เจตนาสูตร

533