ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 504 (เล่ม 27)

แล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่
เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า
สัตว์หลังจากตายไปแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้.
จบ เนวโหตินนโหติสูตร
๑๙. รูปีอัตตสูตร
ว่าด้วยอัตตาที่มีรูป
[๔๔๙] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร
จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีรูป หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่-
สลายไป ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของ
ข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน ฯลฯ.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะถือมั่นรูป เพราะ
ยึดมั่นรูป จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีรูป หลังจากตายแล้ว
ย่อมไม่สลายไป เมื่อเวทนามีอยู่... เมื่อสัญญามีอยู่... เมื่อสังขารมีอยู่...
เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ
จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีรูป หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป.
[๔๔๐] ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 505 (เล่ม 27)

ภิ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีรูป หลังจาก
ตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่
เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีรูป
หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร
ฯลฯ วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มีรูปหลังจาก
ตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่
เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่มี
รูป หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป.
จบ รูปีอัตตสูตร
อรรถกถาทุติยคมนาทิวรรค๑
การถึงครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอำนาจทุกข์
๑. พระสูตรเป็น ทุติยเปยยาล

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 506 (เล่ม 27)

แม้ในข้อนั้น ไวยากรณะก็มี ๑๘ ต่อจากไวยากรณะ ๑๘ นั้นไป
ก็มี ไวยากรณะ ๘ มีอาทิว่า อัตตามีรูป ดังนี้. การถึงนั้น รวมกับ
ไวยากรณะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในไวยากรณะที่ ๒
ดังนี้แล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปี ได้แก่ อารมณ์นั่นเอง คือ
ทิฏฐิที่ยึดถือ (อารมณ์) ว่า เป็นอัตตา.
จบ อรรถกถารูปีอัตตสูตร
๒๐. อรูปีอัตตสูตร
ว่าด้วยอัตตาไม่มีรูป
[๔๕๑] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร
จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่ไม่มีรูป หลังจากตายไปแล้ว ย่อม
ไม่สลายไป ฯลฯ
จบ อรูปีอัตตสูตร
อรรถกถาอรูปีอัตตสูตรที่ ๒๐
บทว่า อรูปี ได้แก่ ฌาน คือ ทิฏฐิที่ยึดถือฌานว่าเป็น อัตตา.
จบ อรรถกถาอรูปีอัตตสูตร

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 507 (เล่ม 27)

๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตสูตร
ว่าด้วยอัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป
[๔๕๒] กรุงสาวัตถี. อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป หลังจาก
ตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป ฯลฯ
จบ รูปีจอรูปีจอัตตสูตร
อรรถกถารูปีขอรูปีจอัตตสูตรที่ ๒๑
บทว่า รูปีจอรูปีจ ได้แก่ อารมณ์และฌาน คือ ทิฏฐิที่ยึดถือ
(อารมณ์และฌาน) ว่า เป็น อัตตา.
จบ อรรถกถารูปีจอรูปีจอัตตสูตร
๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตสูตร
ว่าด้วยอัตตาที่มีรูปก็หามิได้ ไม่มีรูปก็หามิได้
[๔๕๓] ฯลฯ อัตตาที่มีรูปก็หามิได้ ไม่มีรูปก็หามิได้ หลังจาก
ตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป ฯลฯ
จบ เนวรูปีนารูปีอัตตสูตร
อรรถกถาเนวรูปีนารูปีอัตตาสูตรที่ ๒๒
บทว่า เนวรูปีนารูปี ได้แก่ ทิฏฐิที่ยึดถือด้วยเหตุเพียง ตักกะ
(การตรึก)
จบ อรรถกถาเนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 508 (เล่ม 27)

๒๓. เอกันตสุขีสูตร
ว่าด้วยอัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียว
[๔๕๔] ฯลฯ อัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียว หลังจากตายไปแล้ว
ย่อมไม่สลายไป. ฯลฯ
จบ เอกันตสุขีสูตร
อรรถกถาเอกันตสุขีสูตรที่ ๒๓
บทว่า เอกนฺตสุขี ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้ฌาน
ผู้ใช้ตักกะ (เป็นนักตักกวิทยา) และผู้ระลึกชาติได้.
อธิบายว่า ทิฏฐิอย่างนี้ (อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว) ย่อมเกิดขึ้น
แม้แก่บุคคลผู้ได้ฌาน ใส่ใจถึงอัตตภาพที่มีสุขส่วนเดียวในอดีต.
สำหรับบุคคลผู้ใช้ตักกะ ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น (อย่างนี้) ว่า ในปัจจุบัน
เรามีสุขโดยส่วนเดียว. ฉันใด แม้ในอนาคต เราก็จักเป็นผู้มีสุขโดย
ส่วนเดียว ฉันนั้น.
ทิฏฐิอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้น แม้แก่บุคคลผู้ระลึกชาติได้ คือระลึกถึง
ภาวะที่เป็นสุขได้ถึง ๗-๘ ภพ.
จบ อรรถกถาเอกันตสุขีสูตรที่ ๒๓
๒๔. เอกันตทุกขีสูตร
ว่าด้วยอัตตาที่มีทุกข์โดยส่วนเดียว
[๔๕๕] อัตตาที่มีทุกข์โดยส่วนเดียว หลังจากตายไปแล้ว
ย่อมไม่สลายไป ฯลฯ.
จบ เอกันตทุกขีสูตร

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 509 (เล่ม 27)

อรรถกถาเอกันตทุกขีสูตรที่ ๒๔
แม้ในบทว่า เอกนฺตทุกฺขี เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
จบ อรรถกถาเอกันตทุกขีสูตร
๒๕. เอกันตสุขทุกขีสูตร
ว่าด้วยอัตตาที่มีทั้งสุขและทั้งทุกข์
[๔๕๖] ฯลฯ อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ หลังจากตายไปแล้ว
ย่อมไม่สลายไป ฯลฯ
จบ เอกันตสุขทุกขีสูตร
๒๖. อทุกขมสุขีสูตร
ว่าด้วยอัตตาที่ไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุข
[๔๕๗] อัตตาไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุข หลังจากตายไปแล้ว ย่อม
ไม่สลายไป ฯลฯ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะถือมั่นรูป เพราะ
ยืดมั่นรูป จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่ไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุข หลังจาก
ตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ
เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะ
ยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุข
หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป.

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 510 (เล่ม 27)

[๔๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาไม่มีทั้งทุกข์-
ทั้งสุข หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่
เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า
อัตตาไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุข หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป เวทนา
ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า อัตตาที่ไม่มีทั้งทุกข์-
ทั้งสุข หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล เมื่อทุกข์มีอยู่
เพราะถือมั่นทุกข์ เพราะยึดมั่นทุกข์ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า
อัตตาไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุข หลังจากตายไปแล้ว ย่อมไม่สลายไป.
จบ อทุกขมสุขีสูตร
จบ ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาลที่ ๒

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 511 (เล่ม 27)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ :-
๑๗ วาตสูตร ๑๘. เนวโหตินโหติสูตร ๑๙. รูปีอัตตสูตร
๒๐. อรูปีอัตตสูตร ๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตสูตร ๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตสูตร
๒๓. เอกันตสุขีสูตร ๒๔. เอกันตทุกขีสูตร ๒๕. เอกันตสุขทุกขีสูตร
๒๖. อทุกขมสุขีสูตร.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 512 (เล่ม 27)

ตติยเปยยาลที่ ๓๑
๑. นวาตสูตร
ว่าด้วยเหตุเกิด มิจฉาทิฏฐิ
[๔๕๙] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไรมีอยู่ เพราะถือมั่นอะไร เพราะยึดมั่นอะไร
จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด แม่น้ำย่อมไม่ไหล สตรีมีครรภ์
ย่อมไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมไม่ขึ้น หรือย่อมไม่ตก
เป็นของตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของ
ข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน ฯลฯ.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะถือมั่นรูป เพราะ
ยึดมั่นรูป จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด ฯลฯ เป็นของตั้งอยู่
มั่นคงดุจเสาระเนียด เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ
เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะถือมั่นวิญญาณ เพราะ
ยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด ฯลฯ เป็นของ
ตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
๑. อรรถกถาเปยยาลที่ ๓ แก้ไว้ท้ายเปยยาลที่ ๓

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 513 (เล่ม 27)

เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด ฯลฯ
เป็นของตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เมื่อสิ่งนั้นมีอยู่ เพราะถือมั่นสิ่งนั้น จึงเกิดทิฏฐิขึ้น
อย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด แม่น้ำย่อมไม่ไหล สตรีมีครรภ์ย่อมไม่คลอด
พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมไม่ขึ้น หรือย่อมไม่ตก เป็นของตั้งอยู่-
มั่นคงดุจเสาระเนียด เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ
เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะไม่ถือมั่นสิ่งนั้น จะพึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด ฯลฯ
เป็นของตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด ใช่ไหม ?
ภิ. ไม่พึงเกิดทิฏฐิขึ้นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เมื่อสิ่งนั้นมีอยู่ เพราะถือมั่นสิ่งนั้น จึงเกิดทิฏฐิขึ้น
อย่างนี้ว่า ลมย่อมไม่พัด ฯลฯ เป็นของตั้งอยู่มั่นคงดุจเสาระเนียด ฯลฯ๑
(อีก ๒๔ สูตร เหมือนในวรรคที่ ๒)
จบ นวาตสูตร
๑ สูตรอีก ๒๖ สูตร มีความพิสดารเหมือนนัยแห่งสูตรนี้

513