ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 434 (เล่ม 27)

อรรถกถาปฐมสมณพราหมณสูตร
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัจจะ ๔ ไว้ในสูตร ๔ สูตร มีปฐม-
สมณพราหมณสูตรที่ ๕ เป็นต้น (และ) ตรัสการละกิเลสไว้ในสูตร
๒ สูตร แล.
จบอรรถกถาปฐมสมณพราหมณสูตร
จบ ปฐมวรรคที่ ๑
๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร๑
ว่าด้วยผู้ควรยกย่องและไม่ควรยกย่อง ว่าเป็นสมณพราหมณ์
[๓๗๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า
ดูก่อนราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ?
ได้แก่ อุปาทานขันธ์ คือ รูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ
ดูก่อนราธะ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดเหตุเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ได้
รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่ได้รับยกย่องว่าเป็น
พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์
แห่งความเป็นสมณะ (อรหัตตผล) หรือประโยชน์แห่งความเป็น
พราหมณ์ (อรหัตตผล) ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ไม่ได้
๑. สูตรที่ ๖ เป็นต้น แก้ไว้รวม ๆ กัน ท้ายสูตรที่ ๕

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 435 (เล่ม 27)

เลย ดูก่อนราธะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัด
เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่ง
อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้น ย่อมได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และได้รับยกย่อง
ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่ง
ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ (อรหัตตผล) และประโยชน์แห่งความ
เป็นพราหมณ์ (อรหัตดผล) ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ได้ด้วย.
จบ ทุติยสมณพราหมณสูตร
๗. โสตาปันนสูตร
ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
[๓๗๓] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่าน
พระราธะว่า ดูก่อนราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน ?
ได้แก่ อุปาทานขันธ์ คือ รูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ
ดูก่อนราธะ ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ
โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้
ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้ เราตถาคตกล่าวว่า เป็นโสดาบัน
ผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบ โสตาปันนสูตร

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 436 (เล่ม 27)

๘. อรหันตสูตร
ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
[๓๗๔] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระราธะ
ว่า ดูก่อนราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ?
ได้แก่ อุปาทานขันธ์ คือ รูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ
ดูก่อนราธะ ในกาลใดแล ภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และ
อุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็น
จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้น เมื่อไม่ถือมั่น ดูก่อนราธะ ภิกษุนี้เรา
กล่าวว่าเป็นอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระลงแล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว ผู้หมดสิ้นกิเลส
เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว ผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ.
จบ อรหันตสูตร
๙. ปฐมฉันทราคสูตร
ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕
[๓๗๕] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่าน
พระราธะว่า ดูก่อนราธะ ขอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน
ความทะยานอยากในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้นจักเป็นอันเธอละ
ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิน ความทะยานอยาก ในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร...
ในวิญญาณเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณนั้นจักเป็นธรรมชาติอัน

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 437 (เล่ม 27)

เธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้
ไม่มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา.
จบ ปฐมฉันทราคสูตร
๑๐. ทุติยฉันทราคสูตร
ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ ๕
[๓๗๖] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่าน
พระราธะว่า ดูก่อนราธะ เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน
ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง ที่อยู่
ที่อาศัยแห่งจิต ในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้นจักเป็นของอันเธอ
ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง
ที่อยู่ ที่อาศัยแห่งจิต ในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ในวิญญาณ
เสียด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณนั้น จักเป็นธรรมชาติอันเธอละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิด
อีกต่อไปเป็นธรรมดา
จบ ทุติยฉันทราคสูตร
จบ ปฐมวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มารสูตร ๒. สัตตสูตร ๓. ภวเนตติสูตร ๔. ปริญเญยยสูตร
๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร ๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร ๗. โสตาปันน-
สูตร ๘. อรหันตสูตร ๙. ปฐมฉันทราคสูตร ๑๐. ทุติยฉันทราคสูตร

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 438 (เล่ม 27)

ทุติยวรรคที่ ๒
๑. มารสูตร
ว่าด้วยขันธมาร
[๓๗๗] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ มารเป็นไฉนหนอ ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นมาร เวทนาเป็นมาร
สัญญาเป็นมาร สังขารเป็นมาร วิญญาณเป็นมาร ดูก่อนราธะ อริยสาวก
ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ย่อมเบื่อหน่าย
ทั้งในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสังขาร
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะ
คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ครั้นหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า
หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ มารสูตร
อรรถกถามารสูตร
ในมารสูตรที่ ๑ แห่งทุติยวรรคที่ ๒ ด้วยคำว่า มาร พระราธเถระ
ย่อมทูลถามถึงความตาย. ความว่า ก็เพราะชื่อว่าความตายที่พ้นจาก
ขันธ์มีรูปเป็นต้นไม่มี. เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแก่พระเถระ
มีอาทิว่า ดูก่อนราธะ รูปแลเป็นมาร.
จบ อรรถกถามารสูตร

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 439 (เล่ม 27)

๒. มารธรรมสูตร
ว่าด้วยธรรมของมาร
[๓๗๘] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า
มารธรรม มารธรรม ดังนี้ มารธรรมเป็นไฉนหนอ ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นมารธรรม
เวทนาเป็นมารธรรม สัญญาเป็นมารธรรม สังขารเป็นมารธรรม วิญญาณ
เป็นมารธรรม ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ มารธรรมสูตร
อรรถกถามารธรรมสูตร
ในสูตรที่ ๒ คำว่า มารธรรม ได้แก่ มรณธรรม. อรรถทั้งปวง
พึงทราบโดยอุบายนี้ ดังนี้.
จบ อรรถกถามารธรรมสูตร
๓. อนิจจสูตร๑
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๗๙] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า
อนิจจัง อนิจจัง ดังนี้อะไรหนอ เป็นอนิจจัง ?
๑. ตั้งแต่สูตรที่ ๓ - ๑๒ ในทุติยวรรคนี้ ไม่มีอรรถกถาแก้ไว้

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 440 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นอนิจจัง
เวทนาเป็นอนิจจัง สัญญาเป็นอนิจจัง สังขารเป็นอนิจจัง วิญญาณเป็น
อนิจจัง ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อนิจจสูตร
๔. อนิจจธรรมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนิจจธรรม
[๓๘๐] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
แล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ที่เรียกว่า อนิจจธรรม อนิจจธรรม ดังนี้ อะไรหนอ เป็น อนิจจธรรม ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า รูปเป็นอนิจจธรรม เวทนาเป็น
อนิจจธรรม สัญญาเป็นอนิจจธรรม สังขารเป็นอนิจจธรรม วิญญาณเป็น
อนิจจธรรม ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อนิจจธรรมสูตร
๕. ทุกขสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกข์
[๓๘๑] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ทุกข์ ทุกข์ ดังนี้ อะไรหนอเป็นทุกข์ ?

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 441 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นทุกข์ เวทนา
เป็นทุกข์ สัญญาเป็นทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์ ดูก่อนราธะ
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ ทุกขสูตร
๖. ทุกขธรรมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นทุกขธรรม
[๓๘๒] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ทุกขธรรม ทุกขธรรม ดังนี้ อะไรหนอเป็นทุกขธรรม ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นทุกขธรรม
เวทนาเป็นทุกขธรรม สัญญาเป็นทุกขธรรม สังขารเป็นทุกขธรรม
วิญญาณเป็นทุกขธรรม ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่
อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ ทุกขธรรมสูตร
๗. อนัตตสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๓๘๓] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อนัตตา อนัตตา ดังนี้ อะไรหนอเป็นอนัตตา ?

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 442 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นอนัตตา
เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็น
อนัตตา ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้
ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อนัตตสูตร
๘. อนัตตธรรมสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตธรรม
[๓๘๔] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อนัตตธรรม อนัตตธรรม ดังนี้ อะไรหนอเป็น
อนัตตธรรม ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นอนัตตธรรม
เวทนาเป็นอนัตตธรรม สัญญาเป็นอนัตตธรรม สังขารเป็นอนัตตธรรม
วิญญาณเป็นอนัตตธรรม ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่
อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อนัตตธรรมสูตร
๙. ขยธรรมสูตร
ว่าด้วยสภาพที่สิ้นสูญ
[๓๘๕] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ขยธรรม ขยธรรม ดังนี้ อะไรหนอเป็นขยธรรม ?

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 443 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นขยธรรม
เวทนาเป็นขยธรรม สัญญาเป็นขยธรรม สังขารเป็นขยธรรม วิญญาณ
เป็นขยธรรม ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ
ย่อมรู้ชัดว่า กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ ขยธรรมสูตร
๑๐. วยธรรมสูตร
ว่าด้วยสภาพที่รู้เสื่อมสลาย
[๓๘๖] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร
ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า วยธรรม วยธรรม ดังนี้ อะไรหนอเป็น
วยธรรม ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ รูปเป็นวยธรรม
เวทนาเป็นวยธรรม สัญญาเป็นวยธรรม สังขารเป็นวยธรรม วิญญาณ
เป็นวยธรรม ดูก่อนราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม
เบื่อหน่ายทั้งในรูป ฯลฯ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ วยธรรมสูตร
๑๑. สมุทยธรรมสูตร
ว่าด้วยสภาพที่รู้เกิดขึ้น
[๓๘๗] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะนั่ง ณ ที่สมควร
ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์

443