ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 424 (เล่ม 27)

ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ
ความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อานันทสูตรที่ ๑๐
จบ ทิฏฐิวรรคที่ ๕
อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อุปสงฺกมิ ในอานันทสูตรที่ ๑๐.
พระอานนทเถระเห็นพวกภิกษุเหล่าอื่น ยังพระศาสดาให้บอก
พระกรรมฐานขันธ์ ๕ ประกอบแล้วสืบต่อแล้วบรรลุพระอรหัตต์
แล้วพยากรณ์พระอรหัตต์ในสำนักพระศาสดา จึงคิดว่า แม้เราก็จักยัง
พระศาสดาให้ตรัสบอกพระกรรมฐานขันธ์ ๕ แล้ว ประกอบอยู่
สืบต่ออยู่บรรลุพระอรหัตต์แล้ว จักพยากรณ์พระอรหัตต์ ดังนี้ จึง
เข้าไปเฝ้า.
ก็พระศาสดาแม้ไม่ทรงเห็นการละกิเลสทั้งหลายอันมรรค
เบื้องบนพึงฆ่าของพระเถระ ในเวลาที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่
ก็ตรัสบอกด้วยพระดำริว่า เราจักกำหนดดูจิตของภิกษุนี้. ก็จิตของ
พระเถระแม้นั้นฟังมนสิการพระกรรมฐานครั้งหนึ่งหรือสองครั้งก็พึง
ไปด้วยคิดว่า เวลานี้เป็นเวลาอุปฐากพระพุทธเจ้า. พระอานนทเถระ
นั้น มีธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ ยังจิตของท่านให้ร่าเริงอยู่ เป็นผู้ประกอบ
เนือง ๆ ในพระกรรมฐาน เกิดแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๑๐
จบ อรรถกถาทิฏฐิวรรคที่ ๕

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 425 (เล่ม 27)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัชฌัตติกสูตร ๒. เอตังมมสูตร ๓. เอโสอัตตสูตร ๔. โนจ-
เมสิยาสูตร ๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร ๖. สักกายทิฏฐิสูตร ๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร
๘. อภินิเวสสูตรที่ ๑ ๙. อภินิเวสสูตรที่ ๒ ๑๐. อานันทสูตร.
รวมวรรคที่มีในจุลลปัณณาสก์นี้ คือ
๑. อันตวรรค ๒. ธรรมกถิกวรรค ๓. อวิชชาวรรค ๔. กุกกุฬวรรค
๕. ทิฏิฐิวรรคที่ ๕
จบ จุลลปัณณาสก์
รวมปัณณาสก์ที่มีในขันธสังยุต ๓ ปัณณาสก์
จบ ขันธสังยุต

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 426 (เล่ม 27)

๒. ราธสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. มารสูตร
ว่าด้วยขันธมาร
[๓๖๖] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
นั่ง ณ ที่สมควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณ
เท่าไรหนอแล จึงเรียกว่ามาร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ เมื่อรูปมีอยู่ มาร
(ความตาย) จึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละราธะ
เธอจงพิจารณาเห็นรูปว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค.
เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณา
เห็นรูปนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าย่อมเห็นชอบ เมื่อเวทนามีอยู่
ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิญญาณมีอยู่
มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละราธะ เธอจง
พิจารณาเห็นวิญญาณว่าเป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค
เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดเห็น
วิญญาณนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ.

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 427 (เล่ม 27)

รา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร
พระเจ้าข้า ?
ภ. ดูก่อนราธะ ความเห็นชอบมีประโยชน์ให้ ้เบื่อหน่าย.
รา. ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า ?
ภ. ดูก่อนราธะ ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ให้คลายกำหนัด.
รา. ก็ความคลายกำหนัดเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า ?
ภ. ดูก่อนราธะ ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ให้หลุดพ้น.
รา. ความหลุดพ้นเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า ?
ภ. ดูก่อนราธะ ความหลุดพ้นมีประโยชน์เพื่อนิพพาน.
รา. นิพพานเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า ?
ภ. ดูก่อนราธะ เธอถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว เธอไม่อาจถือเอา
ที่สุดของปัญหาได้ ดูก่อนราธะ อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่
นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตรย่อมอยู่ประพฤติแล.
จบ มารสูตร
อรรถกถาราธสังยุต
อรรถกถามารสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในมารสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มาโร วา อสฺส ความว่า ความตายพึงมี.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 428 (เล่ม 27)

บทว่า มาเรตา วา ความว่า หรือสัตว์ผู้ถูกฆ่าตาย (พึงมี).
บทว่า โย วา ปน มิยฺยติ ความว่า ก็หรือว่า ผู้ใดตาย.
บทว่า นิพฺพิทตฺถํ ได้แก่ เพื่อนิพพิทาญาณ.
บทว่า นิพฺพานตฺถา ความว่า ชื่อว่าผลวิมุตตินี้มีอนุปาทานิพพาน
เป็นผล อธิบายว่า เพื่ออนุปาทานิพพาน.
บทว่า อจฺจสา ความว่า เธอล่วงเลย (ปัญหา) ไปแล้ว.
บทว่า นิพฺพาโนคธํ ความว่า ตั้งอยู่ในนิพพาน อธิบายว่า ชื่อว่า
มรรคพรหมจรรย์ย่อมเข้าไปภายในนิพพาน หาล่วงเลยนิพพานไปได้ไม่.
บทว่า นิพฺพานปริโยสานํ ความว่า นิพพานเป็นที่สุด คือ เป็นผล
สำเร็จ ได้แก่ เป็นที่จบลงของมรรคพรหมจรรย์นั้น.
จบ อรรถกถามารสูตร
๒. สัตตสูตร
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์
[๓๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล
ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้
ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่าสัตว์ ?

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 429 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่มี
ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูปแล
เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะ
เหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก
ในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ
เป็นผู้เกี่ยวข้องในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่าสัตว์ ดูก่อนราธะ
เด็กชายหรือเด็กหญิงเล่นอยู่ตามเรือนฝุ่นทั้งหลาย เป็นผู้ยังไม่ปราศจาก
ความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก
ไม่ปราศจากความระหาย ไม่ปราศจากความกระวนกระวาย
ไม่ปราศจากความทะยานอยากในการเล่นขายของเหล่านั้น อยู่เพียงใด
ย่อมอาลัย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนฝุ่นทั้งหลายอยู่
เพียงนั้น ดูก่อนราธะ แต่ว่าในกาลใด เด็กชายหรือเด็กหญิง เป็น
ผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก
ปราศจากความกระหาย ปราศจากความกระวนกระวาย ปราศจาก
ความทะยานอยากในการเล่นขายของเหล่านั้นแล้ว ในกาลนั้นแล
เด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น ย่อมรื้อ ย่อมทำลาย ย่อมกำจัด ย่อมทำ
เรือนฝุ่นเหล่านั้นให้เล่นไม่ได้ ด้วยมือและเท้า ฉันใด ดูก่อนราธะ
แม้เธอทั้งหลายก็จงรื้อ จงทำลาย จงกำจัด จงทำรูป ให้เป็นของเล่น
ไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงทำลาย จงกำจัด
จงทำเวทนา ให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา
จงรื้อ จงทำลาย จงกำจัด จงทำสัญญาให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติ
เพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงทำลาย จงกำจัด จงทำสังขารให้
เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงทำลาย
จงกำจัด จงทำวิญญาณให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไป

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 430 (เล่ม 27)

แห่งตัณหา ฉันนั้น นั่นเทียวแล ดูก่อนราธะ เพราะว่า ความสิ้นไปแห่ง
ตัณหาเป็นนิพพาน.
จบ สัตตสูตร
อรรถกถาสัตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัตตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สตฺโต เป็นคำถามถึงบุคคล.
บทว่า ตตฺร สตฺโต ตตฺร วิสตฺโต ความว่า ผู้ติด คือ ผู้ข้องอยู่ใน
อุปาทานขันธ์นั้น.
บทว่า ปํสฺวาคารเกหิ แปลว่า เรือนที่ทำด้วยฝุ่น. (เรือนเล่นขายของ)
บทว่า กีฬายนฺติ แปลว่า เล่น.
บทว่า ธนายนฺติ แปลว่า สำคัญเรือนที่ทำด้วยฝุ่นว่าเหมือนทรัพย์.
บทว่า มมายนฺติ ได้แก่ ทำการยึดถือว่า นี้ของเรา นี้ของเรา คือ
ไม่ยอมแม้แต่จะให้คนอื่นแตะต้อง.
บทว่า วิกีฬนิกํ กโรนฺติ ความว่า เด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น
คิดว่า การเล่นเลิกแล้ว จึงทำลายทำให้ใช้เล่นไม่ได้.
จบ อรรถกถาสัตตสูตร

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 431 (เล่ม 27)

๓. ภวเนตติสูตร
ว่าด้วยกิเลสที่นำไปสู่ภพ
[๓๖๘] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราธะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า กิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ
กิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ ดังนี้ กิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพเป็นไฉน ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนราธะ ความพอใจ
ความกำหนัด ความเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น
อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่ยึดมั่น เป็นอนุสัยแห่งจิต ในรูป นี้เราตถาคตกล่าวว่า
กิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ เพราะความดับสนิทแห่งกิเลสเหล่านั้น
เราตถาคตกล่าวว่า เป็นธรรมเป็นที่ดับสนิทแห่งกิเลสเครื่องนำสัตว์
ไปสู่ภพ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความทะยานอยาก
ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่ยึดมั่น เป็นอนุสัยแห่งจิต
ในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ในวิญญาณ นี้เราตถาคตกล่าวว่า
กิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ เพราะความดับสนิทแห่งกิเลสเหล่านั้น
เราตถาคตกล่าวว่า เป็นธรรมเป็นที่ดับสนิทแห่งกิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ.
จบ ภวเนตติสูตร
อรรถกถาภวเนตติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภวเนตฺติ ได้แก่ ตัณหาเพียงดังเชือกผูกสัตว์ไว้ในภพ.
จบ อรรถกถาภวเนตติสูตร

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 432 (เล่ม 27)

๔. ปริญเญยยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้
[๓๖๙] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระราธะ
ว่า ดูก่อนราธะ เราตถาคตจักแสดงปริญเญยยธรรม ธรรมอันบุคคลควร
กำหนดรู้ ปริญญา ความกำหนดรู้ และปริญญาตาวีบุคคล บุคคล
ผู้กำหนดรู้ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระราธะรับ
พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนราธะ ปริญเญยยธรรมเป็นไฉน ? ดูก่อนราธะ รูปแลเป็น
ปริญเญยยธรรม เวทนาเป็นปริญเญยยธรรม สัญญาเป็นปริญเญยยธรรม
สังขารเป็นปริญเญยยธรรม วิญญาณเป็นปริญเญยยธรรม. ดูก่อนราธะ
ธรรมเหล่านี้ เราตถาคตกล่าวว่า ปริญเญยยธรรม ดูก่อนราธะ ปริญญา
เป็นไฉน ? ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรา
ตถาคตกล่าวว่า ปริญญา. ดูก่อนราธะ ปริญญาตาวีบุคคลเป็นไฉน ?
ผู้ที่เราพึงเรียกกันว่า พระอรหันต์คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้.
ดูก่อนราธะ ผู้นี้เราตถาคตกล่าวว่า ปริญญาตาวีบุคคล.
จบ ปริญเญยยสูตร
อรรถกถาปริญเญยยสูตรที่ ๔
สูตรที่ ๔ ง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาปริญเญยยสูตร

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 433 (เล่ม 27)

๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยผู้ควรยกย่อง และไม่ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์
[๓๗๐] กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระราธะ
ว่า ดูก่อนราธะ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ?
ได้แก่ อุปาทานขันธ์ คือ รูป ๑ อุปาทานขันธ์ คือ เวทนา ๑
อุปาทานขันธ์ คือ สัญญา ๑ อุปาทานขันธ์ คือ สังขาร ๑ อุปาทานขันธ์
คือ วิญญาณ ๑ ดูก่อนราธะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ชัด ซึ่ง คุณ โทษ และธรรมเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์
๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อม
ไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือไม่ได้รับยกย่องว่า
เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านั้นจะทำให้แจ้งซึ่ง
ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ (อรหัตตผล) หรือประโยชน์แห่ง
ความเป็นพราหมณ์ (อรหัตตผล) ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึง
อยู่ไม่ได้เลย.
[๓๗๑] ดูก่อนราธะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
รู้ชัดซึ่งคุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
ประการ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล ย่อมได้
รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์
ในหมู่พราหมณ์ อนึ่งท่านเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่ง
ความเป็นสมณะ (อรหัตตผล) และประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์
(อรหัตตผล) ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ได้ด้วย.
จบ ปฐมสมณพราหมณสูตร

433