ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 394 (เล่ม 27)

ท่านพระสารีบุตร ตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ... ดูก่อนท่านผู้มีอายุ
นี้เรียกว่า วิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ สมุทยธรรมสูตรที่ ๓
๔. อัสสาทสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความหมายของอวิชชา
[๓๒๔] เหตุเกิด (ของพระสูตร) ก็เป็นเช่นนั้นแหละ. ท่าน
พระมหาโกฏฐิตะ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่าน-
พระสารีบุตรว่า ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา
ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา
ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
แล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ และอุบาย
เป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร...
แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็น
ผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ อัสสาทสูตรที่ ๑
๕. อัสสาทสูตรที่ ๒
ว่าด้วยความหมายของวิชชา
[๓๒๕] เหตุเกิด (ของพระสูตร) ก็เป็นเช่นนั้นแหละ. ท่าน-
พระมหาโกฏฐิตะ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่านพระสารีบุตร

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 395 (เล่ม 27)

ว่า ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉน
หนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระสารีบุตร ตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้
สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
ซึ่งคุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา...
แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชา
และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ อัสสาทสูตรที่ ๒
๖. สมุทยธรรมสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความหมายของอวิชชา
[๓๒๖] เหตุเกิด (ของพระสูตร) ก็เป็นเช่นนั้นแหละ. ท่าน-
พระมหาโกฏฐิตะนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่านพระสารีบุตร
ว่า ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชา
เป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
แล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป
คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดตามความ
เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่อง
สลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วย
อวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ สมุทยธรรมสูตรที่ ๑

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 396 (เล่ม 27)

๗. สมุทยธรรมสูตรที่ ๒
ว่าด้วยความหมายของวิชชา
[๓๒๗] เหตุเกิด (ของพระสูตร) ก็เป็นเช่นนั้นแล. ท่าน
พระมหาโกฏฐิตะนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่านพระสารีบุตร
ว่า ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉน
หนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้
สดับแล้วในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดขึ้น
ความดับไป คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษ และอุบาย
เป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่าวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ สมุทยธรรมสูตรที่ ๒
๘. โกฏฐิตสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความหมายของอวิชชา และวิชชา
[๓๒๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโกฏฐิตะ
อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตร
ออกจากที่พักในเวลาเย็น ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่
ฯลฯ แล้วได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า
อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล. และบุคคลเป็นผู้ประกอบ
ด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 397 (เล่ม 27)

ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้
สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และ
อุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ
โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา...
แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า อวิชชา และ
บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
[๓๒๙] เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่าน-
พระสารีบุตรจึงได้ถามว่า ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา
ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา
ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้
สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ
และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง
ซึ่งคุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา...
แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่าวิชชา และ
บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ โกฏฐิตสูตรที่ ๑
๙. โกฏฐิตสูตรที่ ๒
ว่าด้วยความหมายของอวิชชา - วิชชา
[๓๓๐] เหตุเกิด (แห่งพระสูตร) ก็เป็นเช่นนั้นแล. ท่านพระสารีบุตร
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่านพระมหาโกฏิฐิตะว่า
ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉน

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 398 (เล่ม 27)

หนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้
สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดตามความ
เป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
แห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ
นี้เรียกว่าอวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้แล.
[๓๓๑] เมื่อท่านมหาโกฏิฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
จึงได้ถามว่า ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชา
เป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวก
ผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัด
ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็น
เครื่องสลัดออกแห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขาร... แห่งวิญญาณ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่าวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ โกฏฐิตสูตรที่ ๒
๑๐. โกฏฐิตสูตรที่ ๓
ว่าด้วยความหมายของอวิชชา และวิชชา
[๓๓๒] เหตุเกิด (แห่งพระสูตร) ก็เป็นเช่นนั้นแหละ. ท่าน-
พระสารีบุตร นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะ

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 399 (เล่ม 27)

ว่า ดูก่อนโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล
และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
ท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้
ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป
ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องให้ถึง
ความดับแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา... ซึ่งสัญญา... ซึ่งสังขาร... ซึ่ง
วิญญาณ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งวิญญาณ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความดับ
แห่งวิญญาณ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วย
อวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
[๓๓๓] เมื่อท่านมหาโกฏฐิตะ กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
จึงได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ
ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็น
ผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ? ท่านพระมหาโกฏฐิตะ
ตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้
ย่อมรู้ชัดซึ่งรูป ย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ย่อมรู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป
ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งรูป ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนา...
ซึ่งสัญญา...ซึ่งสังขาร...ซึ่งวิญญาณ ย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งวิญญาณ
ย่อมรู้ชัดซึ่งความดับแห่งวิญญาณ ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึง
ความดับแห่งวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่าวิชชา และบุคคล
เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ โกฏฐิตสูตรที่ ๓
จบ อวิชชาวรรค

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 400 (เล่ม 27)

อรรถกถาอวิชชาวรรค
อรรถกถาสูตรที่ ๑ ถึงสูตรที่ ๑๐ เริ่มด้วยสมุทยธรรมสูตร
อวิชชาวรรค มีความหมายง่ายทั้งนั้น. ก็ในวรรคนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตรัสสัจจะ ๔ ไว้ในทุก ๆ สูตร (คือแต่สูตรที่ ๑ - ถึง
สูตรที่ ๑๐) แล.
จบ อรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้คือ
๑. สมุทยธรรมสูตรที่ ๑ ๒. สมุทยธรรมสูตรที่ ๒ ๓. สมุทย-
ธรรมสูตรที่ ๒ ๔. อัสสาทสูตรที่ ๑ ๕. อัสสาทสูตรที่ ๒ ๖. สมุทย-
ธรรมสูตรที่ ๑ ๗. สมุทยธรรมสูตรที่ ๒ ๘. โกฏฐิตสูตรที่ ๑
๙. โกฏฐิตสูตรที่ ๒ ๑๐. โกฏฐิตสูตรที่ ๓.

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 401 (เล่ม 27)

กุกกุฬวรรคที่ ๔
๑. กุกกุฬสูตร
ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นของร้อน
[๓๓๔] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เป็นของร้อน
เวทนาเป็นของร้อน สัญญาเป็นของร้อน สังขารเป็นของร้อน วิญญาณ
เป็นของร้อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้
ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น
อย่างนี้มิได้มี.
จบ กุกกุฬสูตรที่ ๑
๒. อนิจจสูตรที่ ๑
ว่าด้วยละฉันทะในสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๓๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
พึงละฉันทะในสิ่งที่ไม่เที่ยงเสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ? รูปเป็นสิ่ง
ที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในรูปนั้นเสีย เวทนา... สัญญา...
สังขาร... วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทะใน
วิญญาณนั้นเสีย.
จบ อนิจจสูตรที่ ๑

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 402 (เล่ม 27)

๓. อนิจจสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๓๖] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
พึงละราคะในสิ่งที่ไม่เที่ยงเสีย ก็อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ? รูปเป็นสิ่งที่
ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละราคะในรูปนั้นเสีย เวทนา... สัญญา...
สังขาร... วิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละราคะใน
วิญญาณนั้นเสีย.
จบ อนิจจสูตรที่ ๒
๔. อนิจจสูตรที่ ๓
ว่าด้วยการละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๓๗] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึง
ละฉันทราราคะในสิ่งที่ไม่เที่ยงเสีย ก็อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ? รูปเป็น
สิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในรูปนั้นเสีย เวทนา...
สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละ
ฉันทราคะในวิญญาณนั้นเสีย.
จบ อนิจจสูตรที่ ๓
๕. ทุกขสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นทุกข์
[๓๓๘] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
พึงละฉันทะในสิ่งที่เป็นทุกข์เสีย ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ? รูปเป็นสิ่งที่

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 403 (เล่ม 27)

เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในรูปนั้นเสีย เวทนา... สัญญา...
สังขาร... วิญญาณ เป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทะใน
วิญญาณนั้นเสีย.
จบ ทุกขสูตรที่ ๑
๖. ทุกขสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์เสีย
ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ? รูปเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึง
ละราคะในรูปนั้นเสีย เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นสิ่งที่
เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละราคะในวิญญาณนั้นเสีย.
จบ ทุกขสูตรที่ ๒
๗. ทุกขสูตรที่ ๓
ว่าด้วยการละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์
เสีย ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ๆ. รูปเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึง
ละฉันทราคะในรูปนั้นเสีย เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ
เป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในวิญญาณนั้นเสีย.
จบ ทุกขสูตรที่ ๓

403