ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 374 (เล่ม 27)

ธรรมกถิกวรรคที่ ๒
๑. อวิชชาสูตร
ว่าด้วยความหมายของอวิชชา
[๓๐๐] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉน
หนอแล และบุคคลผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ในโลกนี้ ไม่รู้ชัดซึ่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความเกิดรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความดับรูป
ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับรูป ไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯ ไม่รู้ชัด
ซึ่งสัญญา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสังขาร ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่ง
ความเกิดวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณ ไม่รู้ชัดปฏิปทาอันให้ถึง
ความดับวิญญาณ ดูก่อนภิกษุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลผู้ประกอบ
ด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ อวิชชาสูตรที่ ๑
อรรถกถาธรรมกถิกวรรค
อรรถกถาอวิชชาสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอวิชชาสูตรที่ ๑ แห่งธรรมกถิกวรรค
ดังต่อไปนี้ :-

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 375 (เล่ม 27)

บทว่า เอตฺตาวตา จ อวิชฺชาคโต โหติ ความว่า ด้วยเหตุที่เป็น
ประกอบด้วยอวิชชา อันเป็นความไม่รู้ในสัจจะ ๔ นี้ ภิกษุจึงชื่อว่า
ตกอยู่ในอวิชชา.
จบ อรรถกถาอวิชชาสูตรที่ ๑
๒. วิชชาสูตร
ว่าด้วยความหมายของวิชชา
[๓๐๑] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า
วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลผู้ประกอบด้วย
วิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับ
แล้วในโลกนี้ รู้ชัดซึ่งรูป รู้ชัดซึ่งความเกิดรูป รู้ชัดซึ่งความดับรูป
รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับรูป รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯ รู้ชัดซึ่งสัญญา
ฯลฯ รู้ชัดซึ่ง สังขาร ฯลฯ รู้ชัดซึ่งวิญญาณ รู้ชัดซึ่งความเกิด
วิญญาณ รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณ รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับ
วิญญาณ ดูก่อนภิกษุ นี้เรียกว่าวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ วิชชาสูตรที่ ๒

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 376 (เล่ม 27)

อรรถกถาวิชชาสูตรที่ ๒
แม้ในวิชชาสูตรที่ ๒ ก็มีนัย (ความหมายอย่างเดียวกัน)
นี้แหละ
จบ อรรถกถาวิชชาสูตรที่ ๒
๓. ธรรมกถิกสูตรที่ ๑
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่า พระธรรมกถึก
[๓๐๒] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า
พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นธรรมกถึก ด้วยเหตุ
เพียงเท่าไร ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร
ชื่อว่าเป็นผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ก่อนภิกษุ หากว่าภิกษุแสดง
ธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุธรรมกถึก
หากว่าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด
เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า
ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุ
นิพพานในปัจจุบัน.
จบ ธรรมกถิกสูตรที่ ๑

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 377 (เล่ม 27)

อรรถกถาธรรมกถิกสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในธรรมกถิกสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระธรรมกถึก ด้วยคำตอบที่ ๑
ตรัสถึง เสกขภูมิ ด้วยคำตอบที่ ๒ ตรัสถึง อเสกขภูมิ ด้วยคำตอบที่ ๓
รวมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสภูมิ ๒ ขยายพระธรรมกถึก
ให้แตกต่างกันออกไป ด้วยคำถามที่ภิกษุทูลถามแล้ว.
จบ อรรถกถาธรรมกถิกสูตรที่ ๑
๔. ธรรมกถิกสูตรที่ ๒
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่า พระธรรมกถึก
[๓๐๓] กรุงสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า
พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระธรรมกถึกด้วย
เหตุเพียงเท่าไร ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยเหตุ
เพียงเท่าไร ชื่อว่าเป็นผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุ หากว่าภิกษุแสดง
ธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ธรรมกถึก
หากว่าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด
เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า
ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หากว่าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 378 (เล่ม 27)

เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุ
นิพพานในปัจจุบัน.
จบ ธรรมกถิกสูตรที่ ๒
อรรถกถาธรรมกถิกสูตรที่ ๒
ในธรรมกถิกสูตรที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสการวิสัชนา
คำถามทั้ง ๓ ไว้ ๓ ข้อ.
จบ อรรถกถาธรรมกถิกสูตรที่ ๒
๕. พันธนสูตร
ว่าด้วยเครื่องจองจำ คือขันธ์ ๕
[๓๐๔] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้
สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฯลฯ ไม่ได้รับแนะนำ
ในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่า
มีรูป เห็นรูปในอัตตา หรือเห็นอัตตาในรูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจำคือ รูป จำไว้แล้ว
เป็นผู้ถูกเครื่องจำทั้งภายในทั้งภายนอกจำไว้แล้ว เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งนี้
เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งโน้น ย่อมแก่ทั้ง ๆ ที่ถูกจำ ย่อมตายทั้ง ๆ ที่ถูกจำ

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 379 (เล่ม 27)

ย่อมไปจากโลกนี้สู่โลกหน้าทั้ง ๆ ที่ถูกจำ ย่อมตามเห็นเวทนา... ตาม
เห็นสัญญา... ตามเห็นสังขาร... ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นอัตตา
เห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ เห็นวิญญาณในอัตตา หรือเห็นอัตตาในวิญญาณ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจำ
คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จำไว้แล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจำทั้ง
ภายในทั้งภายนอกจำไว้แล้ว เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งนี้ เป็นผู้มองไม่เห็น
ฝั่งโน้น ย่อมแก่ทั้ง ๆ ที่ถูกจำ ย่อมตายทั้ง ๆ ที่ถูกจำ ย่อมไปจากโลกนี้สู่
โลกหน้าทั้ง ๆ ที่ถูกจำ.
[๓๐๕ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฯลฯ ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม
ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูป โดยความเป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีรูป
ไม่เห็นรูปในอัตตา หรือไม่เห็นอัตตาในรูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้เรียกว่าอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจำ คือ รูปจำไว้แล้ว
ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจำทั้งภายในภายนอกจำไว้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งนี้
เป็นผู้มองเห็นฝั่งโน้น เราตถาคตกล่าวว่า ภิกษุนั้นพ้นแล้วจากทุกข์
ย่อมไม่พิจารณาเห็นเวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ โดยความ
เป็นอัตตา ไม่เห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในอัตตา ไม่เห็น
อัตตาในวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อริยสาวก ผู้ได้สดับ
แล้ว ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจำ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จำไว้
ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจำทั้งภายในภายนอกจำไว้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งนี้ เป็น
ผู้มองเห็นฝั่งโน้น เราตถาคตกล่าวว่า ภิกษุนั้นพ้นแล้วจากทุกข์.
จบ พันธนสูตรที่ ๕

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 380 (เล่ม 27)

อรรถกถาพันธนสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อตีรทฺสสี ความว่า วัฏฏะ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกว่า ฝั่ง (ใน) ปุถุชนมองไม่เห็นฝั่งนั้น.
บทว่า อปารทสฺสี ความว่า นิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกว่า ฝั่ง (นอก) ปุถุชนมองไม่เห็นฝั่งนั้น.
บทว่า พนฺโธ ความว่า (ปุถุชน) เป็นผู้ถูกผูกด้วยกิเลส จึง
เกิด แก่ ตาย และจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสวัฏฏทุกข์ไว้ในสูตรนี้แล.
จบ อรรถกถาพันธนสูตรที่ ๕
๖. ปริมุจจิตสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น
[๓๐๖] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ? เธอทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็น
อัตตาของเรา ดังนี้หรือ ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึง
พิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ
ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นมิใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 381 (เล่ม 27)

เป็นอัตตาของเรา ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ ปริมุจจิตสูตรที่ ๑
อรรถกถาปริมุจจิตสูตรที่ ๑
ถึง อุปาทานสูตรที่ ๙
สูตรทั้งหลาย มีปริมุจจิตสูตรที่ ๑ เป็นต้น ง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาปริมุจจิตสูตรที่ ๑ เป็นต้น
๗. ปริมุจจิตสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น
[๓๐๗] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายพิจารณาเห็นรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่
อัตตาของเรา ดังนี้หรือ ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณาเห็น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความ
เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตา
ของเรา ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี.
จบ ปริมุจจิตสูตรที่ ๒

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 382 (เล่ม 27)

๘. สังโยชนสูตร
ว่าด้วยสังโยชน์ และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์
[๓๐๘] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
ธรรม เป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ และสังโยชน์ เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เป็นไฉน ? สังโยชน์เป็นไฉน ?
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง
สังโยชน์ ความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจในรูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณนั้น ชื่อว่า สังโยชน์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมเป็น
ที่ตั้งแห่งสังโยชน์ นี้เรียกว่า สังโยชน์.
จบ สังโยชนสูตรที่ ๘
๙. อุปาทานสูตร
ว่าด้วยอุปาทาน และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน
[๓๐๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน และอุปาทาน เธอทั้งหลาย จงฟัง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเป็นไฉน ? อุปาทานเป็นไฉน ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งอุปาทาน ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ใน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ชื่อว่า อุปาทาน ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน.
จบ อุปาทานสูตรที่ ๙

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 383 (เล่ม 27)

๑๐. สีลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคาย
[๓๑๐] สมัยหนึ่งท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโกฏฐิตะ
อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี ครั้งนั้นแล ท่านพระมหา-
โกฏิฐิตะ ออกจากที่พักในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร
ถึงที่อยู่ ฯลฯ ได้ถามว่า ท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำ
ธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย ?
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำ
อุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น
เป็นอาพาธ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นอนัตตา
อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน ?
คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑ อุปาทาน
ขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑
ท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจ
โดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี
เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นอื่น เป็นของทรุดโทรม
เป็นของสูญ เป็นอนัตตา ท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้คือ
ภิกษุผู้มีศีล กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ไว้ในใจโดยแยบคาย ฯลฯ
โดยเป็นอนัตตา พึงกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
[๓๑๑] โก. ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ควร
กระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจ โดยแยบคาย ?

383