ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 364 (เล่ม 27)

[๒๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือความดับแห่งสักกายะ
คืออะไร ? คือความดับโดยการสำรอกซึ่งตัณหานั้นนั่นแหล่ะไม่มีเหลือ
การสละ การสลัดทิ้ง การปล่อยไป การไม่อาลัยใยดี ภิกษุทั้งหลาย
นี้เราตถาคตเรียกว่า ส่วนคือความดับแห่งสักกายะ.
[๒๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ
แห่งสักกายะ คืออะไร ? คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เอง ไต้แก่ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ
สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า ส่วนคือ-
ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสักกายะ. ภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือส่วน ๔ ส่วน.
จบ อันตสูตรที่ ๑
อรรถกถาจุลลปัณณาสก์
อรรถกถาอันตวรรค
อรรถกถาอันตสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอันตสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนฺตา ได้แก่ส่วนทั้งหลาย. สูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ผู้จะตรัสรู้ได้ ด้วยคำว่า อนฺโต
โดยทรงประกอบขันธ์ ๕ เข้ากับอริยสัจ ๔.
จบ อรรถกถาอันตสูตรที่ ๑

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 365 (เล่ม 27)

๒. ทุกขสูตร
ว่าด้วยอริยสัจ ๔
[๒๗๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจัก
แสดงทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ-
แห่งทุกข์ แก่เธอทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงฟัง.
[๒๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์คืออะไร ? ทุกข์มีคำที่จะพึง
กล่าวว่า คือ อุปาทานขันธ์ ๕. อุปาทานขันธ์ ๕ นั้นคืออะไร ? คือ
อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ภิกษุทั้งหลาย นี้
เราตถาคตเรียกว่า ทุกข์.
[๒๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเกิดแห่งทุกข์คืออะไร ?
คือตัณหานี้ ที่ให้เกิดในภพใหม่ ไปด้วยกันกับความกำหนัดด้วยอำนาจ
แห่งความเพลิดเพลิน เพลิดเพลินนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา
ภวตัณหา วิภวตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้ เราตถาคตเรียกว่า ทุกขสมุทัย.
[๒๘๒ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์คืออะไร ?
คือความดับโดยการสำรอกตัณหานั้น นั่นแหละไม่มีเหลีอ การสละ การ
สลัดทิ้ง การปล่อยไป การไม่อาลัยใยดี. ภิกษุทั้งหลาย
นี้เราตถาคตเรียกว่า ทุกขนิโรธ.
[๒๘๓ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์
คืออะไร ? คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาสมาธิ. ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ ทุกขสูตรที่ ๒

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 366 (เล่ม 27)

อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในทุกขสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
แม้ทุกขสูตรที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ตามอัธยาศัยของ
เวไนยสัตว์ ผู้จะตรัสรู้ ด้วยคำว่า ทุกฺขํ โดยทรงประกอบขันธ์ ๕
เข้ากับอริยสัจ ๔.
จบ อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๒
๓. สักกายสูตร
ว่าด้วยสักกายะ ตามแนวอริยสัจ ๔
[๒๘๔] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจัก
แสดงสักกายะ ความเกิดขึ้นแห่งสักกายะ ความดับแห่งสักกายะ และ
ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสักกายะ เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง.
[๒๘๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สักกายะ คืออะไร ?
สักกายะนั้นมีคำที่จะพึงกล่าวว่า. คืออุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕
คืออะไร ? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า สักกายะ.
[๒๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กายสมุทัยคืออะไร ? คือ ตัณหา
ที่ให้เกิดในภพใหม่ ไปด้วยกันกับความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความ
เพลิดเพลิน เพลิดเพลินนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา-
วิภวตัณหา. ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า สักกายสมุทัย.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 367 (เล่ม 27)

[๒๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สักกายนิโรธคืออะไร ? คือ
ความดับโดยการสำรอกตัณหานั้นนั่นแหละไม่มีเหลือ การสละ
การสลัดทิ้ง การปล่อยไป การไม่อาลัยใยดี. ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคต
เรียกว่า สักกายนิโรธ.
[๒๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา
คืออะไร ? คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมา-
สังกัปปะ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคต เรียกว่า-
สักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สักกายสูตรที่ ๓
อรรถกถาสักกายสูตรที่ ๓
แม้สูตรที่ ๓ ก็เหมือนกัน คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ผู้จะตรัสรู้ได้ ด้วยคำว่า สกฺกาโย โดย
ทรงประกอบขันธ์ ๕ เข้ากับอริยสัจ ๔.
จบ อรรถกถาสักกายสูตรที่ ๓
๔. ปริญเญยยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้
[๒๘๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรม
ที่ควรกำหนดรู้ การกำหนดรู้ และบุคคลผู้กำหนดรู้ ขอเธอทั้งหลาย
จงตั้งใจฟัง.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 368 (เล่ม 27)

[๒๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมทั้งหลายที่ควรกำหนดรู้
คืออะไร ? ภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือรูป... คือเวทนา...
คือสัญญา... คือสังขาร. ธรรมที่ควรกำหนดรู้คือวิญญาณ. ภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเหล่านี้ เราตถาคตเรียกว่า ปริญเญยยธรรม.
[๒๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกำหนดรู้คืออะไร ? คือ
ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ.
ภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า ปริญญาธรรม.
[๒๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้กำหนดรู้คือใคร ?
บุคคลผู้กำหนดรู้นั้น ควรกล่าวว่า คือพระอรหันต์ ซึ่งได้แก่ท่านผู้มีชื่อ
อย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เราตถาคตเรียกว่า
ปริญญาตาวีบุคคล.
จบ ปริญเญยยสูตรที่ ๔
อรรถกถาปริญเญยยสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในปริญเญยยสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริญฺเญยฺเย ได้แก่ ธรรมทั้งหลาย ที่พึงกำหนดรู้ คือ
พึงก้าวล่วง.
บทว่า ปริญฺญํ ได้แก่ กำหนดรู้ด้วยการก้าวล่วง.
บทว่า ปริญฺญาตาวึ ได้แก่ บุคคลผู้กำหนดรู้แจ้งก้าวล่วงอยู่
ด้วยปริญญานั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงพระนิพพาน ด้วยบทว่า
ราคกฺขโย เป็นต้น.
จบ อรรถกถาปริญเญยยสูตรที่ ๔

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 369 (เล่ม 27)

๕. สมณสูตรที่ ๑
ว่าด้วยผู้ไม่ควร และผู้ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์
[๒๙๓] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์เหล่านี้
มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างคืออะไร ? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ทราบชัด คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
ของอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความจริง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้๑นั้น จะไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะ
ในหมู่สมณะทั้งหลาย จะไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่
พราหมณ์ทั้งหลายเลย ทั้งท่านเหล่านั้น ก็จะไม่กระทำให้แจ้ง๒ ซึ่ง
สามัญญผล หรือพรหมัญญผล ในปัจจุบัน เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง
เข้าถึงอยู่.
[๒๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง รู้ชัด คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์
ทั้ง ๕ เหล่านี้ ตามความจริง. ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้
นั้นแล จะได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะทั้งหลาย และได้รับ
ยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งท่านเหล่านั้น
จะทำให้แจ้งสามัญญผล หรือพรหมัญญผล ในปัจจุบันทีเดียว เพราะ
รู้ยิ่งด้วยตนเอง เข้าถึงอยู่.
จบ สมณสูตรที่ ๑
๑. ปาฐะว่า นเมเต สันนิษฐานว่าจะเป็น น โขเมเต
๒. ปาฐะว่า เต จ ปนายสฺมนฺโต สันนิษฐานว่าจะเป็น เต จ นายสฺมนฺโต

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 370 (เล่ม 27)

อรรถกถาสมณสูตรที่ ๑
ไม่ได้แก้ไว้โดยเฉพาะเหมือนในสูตรอื่น ๆ แต่แก้รวมว่า
"พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัจจะ ๔ ไว้ใน ๔ สูตร นับแต่สูตรที่ ๕
มาถึงสูตรที่ ๘"
๖. สมณสูตรที่ ๒
ว่าด้วยผู้ไม่ควร และผู้ควรยกย่องว่าเป็นพราหมณ์
[๒๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์เหล่านี้ มี ๕ อย่าง.
๕ อย่างคืออะไร ? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัด
เหตุเกิด ความดับสูญ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออก แห่ง
อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัด ฯลฯ กระทำให้แจ้ง ฯลฯ เพราะ
รู้ยิ่งด้วยตนเอง เข้าถึงอยู่.
จบ สมณสูตรที่ ๒
๗. โสตาปันนสูตร ๑
ว่าด้วยพระอริยสาวก ชั้นโสดาบัน
[๒๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์เหล่านี้มี ๕ อย่าง
๕ อย่างคืออะไร ? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์คือ
วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่อริยสาวกรู้ชัด เหตุเกิดขึ้น
๑. อรรถกถาแก้รวมไว้ในสูตรที่ ๕

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 371 (เล่ม 27)

ความดับสูญ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
เหล่านี้ ตามความเป็นจริง. เราตถาคต เรียกอริยสาวกนี้ว่า โสดาบัน
(ผู้ถึงกระแส) ผู้มีการไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ (ที่จะบรรลุ
อรหัตตผล) ผู้ที่จะได้ตรัสรู้ในภายหน้า.
จบ โสตาปันนสูตรที่ ๗
๘. อรหันตสูตร๑
ว่าด้วยพระอริยสาวก ผู้เป็นอรหันตขีณาสพ
[๒๙๗] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์เหล่านี้
มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างคืออะไร ? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ฯลฯ อุปาทาน-
ขันธ์คือวิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ภิกษุรู้แจ้ง
เหตุเกิด ความดับสูญ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง-
อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ ตามความจริง. แล้วเป็นผู้หลุดพ้น เพราะ
ไม่ยึดมั่นแล. เราตถาคตเรียกภิกษุนี้ว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว มีประโยชน์ตนได้
บรรลุแล้วตามลำดับ มีภวสังโยชน์สิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ.
จบ อรหันตสูตรที่ ๘
๙. ฉันทปหีนสูตร๒
ว่าด้วยการละความพอใจในขันธ์ ๕
[๒๙๘] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละฉันทะ
๑. อรรถกถาแก้รวมไว้ในสูตรที่ ๕
๒. อรรถกถาแก้รวมไว้ในสูตรที่ ๔

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 372 (เล่ม 27)

(ความพอใจ) ราคะ (ความกำหนัด) นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ตัณหา
(ความทะยานอยาก) ในรูป รูปนั้นที่เธอทั้งหลายละได้แล้วอย่างนี้
จักมีรากขาด ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่เป็น มีการ
ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เธอทั้งหลายจงละฉันทะ... ในเวทนา...
ในสัญญา... ในสังขาร... เธอทั้งหลายจงละฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา
ในวิญญาณ. วิญญาณนั้นที่เธอทั้งหลายละแล้วอย่างนี้ จักมีรากขาด
ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่เป็น มีการไม่เกิดขึ้นต่อไป
เป็นธรรมดา.
จบ ฉันทปหีนสูตรที่ ๑
๑๐. ฉันทปหีนสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละความพอใจ ในขันธ์ ๕
[๒๙๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละ
ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา อุบาย (การเข้าถึง) อุปาทาน อันเป็นที่ตั้ง
เป็นที่อยู่ประจำ และที่อยู่อาศัยแห่งจิตในรูปเสีย รูปนั้นที่เธอทั้งหลาย
ละแล้วอย่างนี้ จักมีรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
ทำให้ไม่มีไม่เป็น มีการไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เธอทั้งหลาย
จงละ... ในเวทนา... ในสัญญา... เธอทั้งหลายจงละ ฉันทะ ราคะ นันทิ
ตัณหา อุบาย (การเข้าถึง) อุปาทาน อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่อยู่ประจำ
เป็นที่อยู่อาศัยแห่งจิต ในสังขารทั้งหลายเสีย. สังขารทั้งหลายเหล่านั้น
ที่เธอทั้งหลายละแล้วอย่างนี้ จักมีรากขาด ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน
ทำให้ไม่มีไม่เป็น มีการไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. เธอทั้งหลาย
จงละ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา อุบาย อุปาทาน อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่อยู่

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 373 (เล่ม 27)

ประจำ เป็นที่อยู่อาศัย ในวิญญาณเสีย. วิญญาณนั้น ที่เธอทั้งหลาย
ละแล้วอย่างนี้ จักมีรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้
ไม่มีไม่เป็น มีการไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ฉะนี้แล.
จบ ฉันทปหีนสูตรที่ ๒
จบ อันตวรรค
รวมพระสูตรที่มาในวรรคนี้คือ
๑. อันตสูตร ๒. ทุกขสูตร ๓. สักกายสูตร ๔. ปริญเญยยสูตร
๕. สมณสูตรที่ ๑ ๖. สมณสูตรที่ ๒ ๗. โสตาปันนสูตร ๘. อรหันตสูตร
๙. ฉันทปหีนสูตรที่ ๑ ๑๐. ฉันทปหีนสูตรที่ ๒.

373