เวลาจบคาถา ภิกษุนั้นทำลายกะเปาะฟองคืออวิชชาแล้ว ได้
สำเร็จเป็นพระอรหันต์. ตั้งแต่นั้นมา พระมหาขีณาสพแม้นี้ ก็เข้า
ผลสมาบัติที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วท่องเที่ยวไป ทำให้สังฆาราม
งดงาม เปรียบเหมือนลูกไก่เหล่านั้นท่องเที่ยวไปทำให้คามเขต
งดงามฉะนั้น.
บทว่า ผลภณฺฑสฺส ได้แก่ ช่างไม้. จริงอยู่ ช่างไม้นั้น เรียกกันว่า
ผลภัณฑะ เพราะตีเส้นบันทัด คือ โอสมนกะ แล้วเปิดปีกไม้ออกไป.
บทว่า วาสิชเฏ ได้แก่ ที่สำหรับจับของมีดที่มีด้าม.
บทว่า เอตฺตกํ วา เม อชฺช อาสวานํ ขีณํ มีอธิบายว่า ก็อาสวะ
ทั้งหลายของบรรพชิต สิ้นอยู่เป็นนิตย์ เพราะอุทเทส เพราะปริปุจฉา
เพราะการทำไว้ในใจโดยแยบคาย และเพราะวัตตปฏิบัติ โดยสังเขปคือ
การบรรพชา. และเมื่ออาสวะเหล่านั้นกำลังสิ้นไปอยู่อย่างนี้ ท่านไม่รู้
อย่างนี้ดอกว่า วันนี้สิ้นไปเท่านี้ เมื่อวานสิ้นไปเท่านี้ เมื่อวานซืน
สิ้นไปเท่านี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของวิปัสสนาไว้
ด้วยอุปมานี้.
บทว่า เหมนฺติเกน ได้แก่ โดยสมัยแห่งเหมันตฤดู.
บทว่า ปฏิปสฺสมฺภนฺติ ได้แก่ เครื่องผูกคือหวายทั้งหลายย่อม
เสื่อมสิ้นไปเพราะชราภาพ.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความ
ที่สังโยชน์หย่อนกำลังลงด้วยอุปมานี้ว่า :-
ศาสนาพึงเห็นว่า เปรียบเหมือนมหาสมุทร
พระโยคาวจรพึงเห็นว่า เปรียบเหมือนเรือ.