ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 334 (เล่ม 27)

ด้วยบทว่า ปริทหามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เรานุ่งผ้า
คู่เดียวเท่านั้น ที่เหลือเป็นของพวกราชบุรุษที่เที่ยวแวดล้อม จำนวน
๑,๖๘๐,๐๐๐ คน.
ด้วยบทว่า ภุญฺชามิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราเสวย
ข้าวสุกประมาณ ๑ ทะนานเป็นอย่างสูง ที่เหลือเป็นของราชบุรุษที่เที่ยว
แวดล้อม จำนวน ๘๔,๐๐๐ คน.
ก็ข้าวสุกถาดเดียว พอคน ๑๐ คนกินได้. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นทรงแสดงสมบัติ เมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะนี้อย่างนี้แล้ว
บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงว่า สมบัติ นั้นไม่เที่ยง จึงตรัสคำว่า อิติ โข ภิกฺขุ
เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปริณตา ไต้แก่ (สังขารทั้งหลาย)
ถึงความเป็นสภาพหาบัญญัติมิได้ เพราะละปกติ เปรียบเหมือน
ประทีปดับฉะนั้น.
บทว่า เอวํ อนิจฺจา โข ภิกฺขุ สงฺขาร ความว่า ที่ชื่อว่าไม่เที่ยง
เพราะหมายความว่า มีแล้วกลับไม่มีอย่างนี้.
เปรียบเหมือน บุรุษพึงผูกบันไดไว้ที่ต้นจำปาซึ่งสูงถึง ๑๐๐ ศอก
แล้วไต่ขึ้นไปเก็บเอาดอกจำปา ทิ้งบันไดไต่ลงมาฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุเพียงดังว่าคือ เสด็จขึ้นสู่สมบัติของ
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ซึ่งกินเวลานานหลายแสนโกฏิปี เป็นเหมือน
ทรงผูกบันได (ไต่ขึ้นไป) ทรงถือเอาอนิจจลักษณะที่อยู่ในที่สุดแห่ง
สมบัติแล้ว เสด็จลงมาเหมือนทรงทิ้งบันได (ไต่ลงมา) ฉะนั้น.
บทว่า เอวํ อธุวา ความว่า เว้นจากความเป็นสภาพยั่งยืน
อย่างนั้น เหมือนต่อมน้ำเป็นต้นฉะนั้น.

334
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 335 (เล่ม 27)

บทว่า เอวํ อนสฺสาสิกา ความว่า เว้นจากความน่ายินดีอย่างนั้น
เหมือนน้ำดื่มที่ดื่มในความฝัน๑ และเหมือนกระแจะจันทน์ที่ตนไม่ได้
ลูบไล้ฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนิจจลักษณะไว้ในสูตรนี้ ดังพรรณนา
มานี้.
จบ อรรถกถาโคมยปิณฑสูตรที่ ๔
๕. นขสิขาสูตร
ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕
[๒๕๒] กรุงสาวัตถี. ที่พระเชตวนาราม. ภิกษุนั้นนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ จะมีหรือไม่ รูปบางอย่างที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อ
กันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง
เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ?
จะมีหรือไม่ พระเจ้าข้า เวทนาบางอย่าง ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นเอง
เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ?
จะมีหรือไม่ พระเจ้าข้า สัญญาบางอย่าง ฯลฯ สังขารบางอย่าง
ฯลฯ วิญญาณบางอย่าง ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความ
ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่ง
ที่ยั่งยืนทั้งหลาย ?
๑. ปาฐะว่า สุวินิเก ฉบับพม่าเป็น สุปินเก แปลตามฉบับพม่า.

335
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 336 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ไม่มีเลยภิกษุ รูปบางอย่าง
ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา
จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย. ไม่มีเลย
ภิกษุ เวทนาบางอย่าง... สัญญาบางอย่าง... สังขารบางอย่าง...
วิญญาณบางอย่าง ที่จะเป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความ
ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่
ยั่งยืนทั้งหลาย.
[๒๕๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ปลายพระนขา
ช้อนฝุ่นขึ้นนิดหน่อย แล้วได้ตรัสคำดังนี้กะภิกษุนั้นว่า :-
ดูก่อนภิกษุ ไม่มีรูปแม้ประมาณเท่านี้เลย ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้น
นั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุ ผิว่า จักได้มีรูปแม้เพียงเท่านี้ ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาแล้วไซร้ ก็จะไม่ปรากฏ
การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง. แต่เพราะ
เหตุที่ไม่มีรูป แม้มีประมาณเท่านี้แล ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป
มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ฉะนั้นการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง จึงปรากฏ.
ดูก่อนภิกษุ ไม่มีเวทนาแม้มีประมาณเท่านี้แล ที่เป็นของเที่ยง
ยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่
อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุ ผิว่า จักได้มี เวทนาแม้เพียงเท่านี้ ที่เป็นของเที่ยง
ยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาแล้วไซร้ ก็จะ

336
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 337 (เล่ม 27)

ไม่ปรากฏการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง
แต่เพราะเหตุที่ไม่มีเวทนามีประมาณเท่านี้ ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ฉะนั้นการอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง จึงปรากฏ.
ดูก่อภิกษุ ไม่มีสัญญาแม้มีประมาณเท่านี้แล... ไม่มีสังขารทั้งหลาย
แม้มีประมาณเท่านี้แล ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป ไม่มีความ
แปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่
ยั่งยืนทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุ ผิว่า จักได้มีสังขารทั้งหลาย แม้มีประมาณเท่านี้
ซึ่งเป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
แล้วไซร้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
ก็จะไม่ปรากฏ แต่เพราะเหตุที่ไม่มีสังขารทั้งหลาย แม้มีประมาณเท่านี้
ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน ติดต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา
ฉะนั้นการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง
จึงปรากฏ.
ดูก่อนภิกษุ ไม่มีวิญญาณแม้มีประมาณเท่านี้ ซึ่งจะเป็นของเที่ยง
ยั่งยืน สืบต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่
อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุ ผิว่า จักได้มีวิญญาณมีประมาณเท่านี้ เป็นของเที่ยง
ยั่งยืน ติดต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้วไซร้
ก็จักไม่ปรากฏการประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์
โดยถูกต้อง แต่เพราะเหตุที่ไม่มีวิญญาณแม้มีประมาณเท่านี้ ซึ่งจะเป็น
ของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ฉะนั้น

337
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 338 (เล่ม 27)

การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยถูกต้อง จึงปรากฏ.
[๒๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจะสำคัญ
ความข้อนี้เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. กราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุ... เพราะเหตุนั้นแล อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
เห็นอยู่อย่างนี้... รู้ชัดว่า... กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ นขสิขาสูตรที่ ๔
อรรถกถานขสิขาสูตรที่ ๕
คำทั้งหมด ในนขสิขาสูตรที่ ๕ มีนัย (ความหมาย) ดังกล่าวแล้วแล.
จบ อรรถกถานขสิขาสูตรที่ ๕
๖. สามุททกสูตร
ว่าด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอนแห่งขันธ์ ๕
[๒๕๕] กรุงสาวัตถี. เชตวนาราม. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่สมควร
ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำดังต่อไปนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีหรือไม่ รูปบางอย่าง ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้น
นั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ?

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 339 (เล่ม 27)

มีอยู่หรือไม่พระเจ้าข้า เวทนาบางอย่าง... สัญญาบางอย่าง...
สังขารทั้งหลายบางอย่าง... วิญญาณบางอย่าง ที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงอยู่อย่างนั้น
นั่นแล เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ไม่มีเลยภิกษุ รูปบางอย่างที่เป็น
ของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา
จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย.
ไม่มีเลยภิกษุ เวทนาบางอย่าง... สัญญาบางอย่าง... สังขารทั้งหลาย
บางอย่าง... วิญญาณบางอย่าง ที่จะเป็นของเที่ยง ยั่งยืน สืบต่อกันไป
มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักดำรงคงอยู่อย่างนั้นนั่นเอง
เสมอด้วยสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย.
จบ สามุททกสูตรที่ ๖
อรรถกถาสามุททสกสูตรที่ ๖
สามุททกสูตรที่ ๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ตามอัธยาศัย
ของผู้ที่จะตรัสรู้โดยประการนั้น.
จบ อรรถกถาสามุททกสูตรที่ ๖
๗. คัททูลสูตรที่ ๑
ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัข
[๒๕๖] กรุงสาวัตถี. ในพระเชตวันวิหาร. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้ มีที่สุดเบื้องต้น

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 340 (เล่ม 27)

ที่ใคร ๆ ตามไป รู้ไม่ได้แล้ว เงื่อนต้น (ของสงสาร) ไม่ปรากฏ สำหรับ
สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้
ท่องเที่ยวไปมาอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่มหาสมุทรเหือดแห้งไม่มีน้ำ
ยังมีอยู่ แต่เราตถาคต ไม่กล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่อง-
กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ จะกระทำที่สุด
แห่งทุกข์ได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ภูเขาสิเนรุราช ถูกไฟไหม้พินาศไป
ไม่ปรากฏ ยังมีอยู่. แต่เราตถาคตไม่กล่าวว่า สัตว์ทั้งหลาย ผู้มี
อวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด ท่องเที่ยวไปมาอยู่
จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ผืนแผ่นดินใหญ่ ถูกไฟไหม้พินาศไป
ไม่ปรากฏ ยังมีอยู่. แต่เราตถาคตไม่กล่าวว่า สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชา
อวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่จะทำที่สุด
แห่งทุกข์ได้เลย.
[๒๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขที่เขาล่ามเชือกแล้ว ถูกล่าม-
ไว้ที่เสาอันมั่นคง ย่อมวิ่งวนหลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในอริยธรรม ฯลฯ ไม่ได้รับแนะนำใน
สัปปุริสธรรม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตามเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา. ตาม
เห็นเวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ โดยความเป็นอัตตา ตามเห็น
อัตตาว่ามีวิญญาณตามเห็นวิญญาณในอัตตาหรือตามเห็นอัตตาในวิญญาณ.
เขาจะแล่นวนเวียน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่. เมื่อเขา
วนเวียน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ ก็จะไม่พ้นจากรูป

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 341 (เล่ม 27)

จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ จะไม่พ้น จาก ชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส. เราตถาคตกล่าวว่า
เขาจะไม่พ้นไปจากทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ฟังแล้ว ผู้ได้เห็นพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย ฯลฯ ผู้ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย จะไม่ตาม
เห็นรูปโดยเป็นอัตตา. จะไม่ตามเห็นเวทนา... สัญญา... สังขาร...
จะไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นอัตตา ไม่ตามเห็นอัดตาว่ามีวิญญาณ
ไม่ตามเห็นวิญญาณในอัตตา ไม่ตามเห็นอัตตาในวิญญาณ เธอจะไม่แล่น
วนเวียนรูปอยู่ จะไม่แล่นวนเวียน เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ
อยู่ เธอเมื่อไม่วิ่งวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อยู่ ก็จะ
พ้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จะพ้นจากชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เราตถาคตกล่าวว่า เขาจะพ้น
ไปจากทุกข์.
จบ คัททูลสูตรที่ ๑
อรรถกถาคัททูลสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัย ในคัททูลสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยํ มหาสมุทฺโท ความว่า ในสมัยใด เมื่อพระอาทิตย์
ดวงที่ ๕ อุทัยขึ้น มหาสมุทร (ทะเลหลวง) ก็จักเหือดแห้ง.
บทว่า ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยํ ความว่า เราตถาคตไม่กล่าว๑
ถึงการกระทำที่สุด คือ การสิ้นสุด แห่งวัฏฏทุกข์ของสัตบุรุษผู้ยังมิได้
๑. ปาฐะว่า วทามิ ฉบับพม่าเป็น น วทามิ แปลตามฉบับพม่า

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 342 (เล่ม 27)

แทงตลอดอริยสัจจ์ ๔ แล้ว ถูกอวิชชาร้อยรัดไว้แล้ว.
บทว่า คทฺทูลพนฺโธ ได้แก่ สุนัขที่ถูกล่ามโซ่.
บทว่า ขีเล คือ ที่เสาใหญ่ที่ยังไม่ได้ตอกลงในแผ่นดิน.
บทว่า ถมฺเภ คือ ที่เสา (เล็ก) ที่ฝังไว้.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-
คนพาลที่อาศัยวัฏฏะ พึงทราบว่า เปรียบเหมือนสุนัข.
ทิฏฐิ พึงทราบว่า เปรียบเหมือนโซ่ตรวน.
สักกายะ พึงทราบว่า เปรียบเหมือนเสา.
การหมุนไปตามสักกายะของปุถุชนผู้ถูกผูกติดไว้ที่กายของตน
ด้วยทิฏฐิและตัณหา พึงทราบว่า เหมือนการวิ่งวนรอบเสาของสุนัข ตัว
ที่ถูกล่ามโซ่และเชือกไว้ติดกับเสา.
จบ อรรคกถาคัททูลสูตรที่ ๑
๘. คัททูลสูตรที่ ๒
ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัข
[๒๕๘] กรุงสาวัตถี. ที่เชตวนาราม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้ มีที่สุดเบื้องต้นอันบุคคลตามไปรู้ไม่ได้แล้ว เงื่อนต้นแห่ง
สงสารจะไม่ปรากฏ แก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น
มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สุนัขที่เขาล่ามเชือกแล้ว ถูกล่ามไว้ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง. ถ้ามันจะ
วิ่งไซร้ ก็จะวิ่งวนหลักหรือเสานั้น ถ้าจะยืนไซร้ ก็จะยืนชิดหลักหรือ

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 343 (เล่ม 27)

เสานั้นนั่นเอง ถ้าจะนอนไซร้ ก็จะนอนชิดหลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนไม่ได้สดับแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตาม
เห็นรูปว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา ย่อมตามเห็น
เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น
นั่นเป็นอัตตาของเรา. แม้หากเขาจะเดินไปไซร้ ก็จะเดินใกล้ปัญจุปาทาน-
ขันธ์เหล่านี้แหละ แม้หากจะยืนไซร้ ก็จะยืนติดปัญจุปทานขันธ์เหล่านี้
แหละ แม้หากจะนั่งไซร้ ก็จะนั่งติดปัญจุปาทานขันธ์เหล่านี้แหละ. เพราะ
ฉะนั้นแลภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณาจิตของตนเนือง ๆ
อย่างนี้ว่า จิตนี้เศร้าหมอง เพราะราคะ โทสะ โมหะ มาแล้วตลอดกาลนาน.
ว่าด้วยความเศร้าหมองและผ่องแผ้วแห่งจิต
[๒๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย จะเศร้าหมองเพราะ
จิตเศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายจะผ่องแผ้ว เพราะจิตผ่องแผ้ว. ดูก่อน-
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นไหม จิตที่ชื่อว่า จรณะ (จิตรกรรม) ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นพระเจ้าข้า.
ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จรณจิต (จิตรกรรม) แม้นั้นแล
จิตนั้นนั่นแหละคิดแล้ว. ก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนั่นเอง ยังวิจิตรกว่า
จรณจิต (จิตรกรรม) แม้นั้นแล. เพราะฉะนั้นแลภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายพึงพิจารณาจิตของตนเนือง ๆ ว่า จิตนี้ เศร้าหมอง เพราะ
ราคะ โทสะ โมหะ มานมนานแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
จะเศร้าหมอง เพราะจิตเศร้าหมอง จะผ่องแผ้ว เพราะจิตผ่องแผ้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็น สัตว์อื่นแม้เหล่าเดียวที่จะวิจิตร
เหมือนสัตว์เดียรัจฉานเหล่านี้นะภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายสัตว์

343