ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 304 (เล่ม 27)

บทว่า วิหาเรน วิหารํ อุปสงฺกมิตฺวา ความว่า (พระฉันนะ)
เข้าไปสู่วิหารหลังหนึ่ง ออกจากวิหารหลังนั้นแล้วก็เข้าไปสู่วิหารหลังอื่น
แอกจากวิหารหลังอื่นนั่นแล้ว ก็เข้าไปสู่วิหารหลังอื่น (ต่อไปอีก)
รวมความว่า ออกจากวิหารหลังนั้น ๆ เข้าไปยังวิหารหลังนั้น อย่างนี้.
บทว่า เอตทโวจ โอวทนฺตุ มํ๑ ความว่า ถามว่า เพราะเหตุไร
ท่านจึงไปในวิหารนั้น ๆ ด้วยความอุตสาหะมากถึงอย่างนี้แล้วได้
กล่าวคำนี้ ?
ตอบว่า เพราะท่านเกิดความสังเวช.
เป็นความจริง เมื่อพระศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว
ท่านพระอานนท์ได้รับมอบหมายจากพระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย
จึงได้ไปยังเมืองโกสัมพีแล้วได้ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะนั้น.
เมื่อ (พระฉันนะ) ถูกลงพรหมทัณฑ์แล้ว ท่านก็เกิดความ
เร่าร้อนจนสลบล้มลง ครั้นรู้สึกตัวขึ้นมาอีกจึงลุกขึ้นไปยังสำนักภิกษุ
รูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นก็ไม่ยอมพูดจาอะไรกับท่าน. ท่านได้ไปยังสำนัก
ภิกษุรูปอื่น แม้ภิกษุรูปนั้นก็มิได้พูด (อะไรกับท่าน) รวมความว่า
ท่านท่องเที่ยวไปจนทั่ววัดอย่างนี้ แล้วก็เกิดเบื่อหน่ายจึงถือบาตรและ
จีวรไปยังเมืองพาราณสี เกิดความสังเวชจึงไปในวิหารหลังนั้น ๆ
แล้วได้กล่าวอย่างนี้.
บทว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ความว่า สังขารที่เป็นไปใน
ภูมิ ๓ ทั้งหมดไม่เที่ยง.
๑. ปาฐะว่า เอตทโวจ โอวทนฺตุ มํ. ฉบับพม่าเป็นบทตั้ง แปลตามฉบับพม่า.

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 305 (เล่ม 27)

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ความว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นไป
ในภูมิ ๔ ทั้งหมด เป็นอนัตตา.
ภิกษุเหล่านั้น ทั้งหมด เมื่อจะโอวาทพระเถระ จึงบอกลักษณะ ๒
คือ อนิจจลักษณะ อนัตตลักษณะ แต่ไม่บอกถึงทุกขลักษณะ ด้วย
ประการดังพรรณนามาฉะนี้.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าว่า
เมื่อเราทั้งหลายบัญญัติ ทุกขลักษณะ ภิกษุนี้ (ฉันนะภิกษุ) จะพึง
ถือฟั่นเฝือไปว่า รูปเป็นทุกข์ ฯลฯ วิญญาณเป็นทุกข์ มรรค๑ เป็นทุกข์
ผลเป็นทุกข์ ดังนั้นท่านทั้งหลายชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ตกทุกข์ด้วย เรา
ทั้งหลายจักบอกไม่ให้เป็นโทษแก่เธอ โดยประการที่เธอไม่สามารถ
จะยึดถือ ฟั่นเฝือได้ ภิกษุเหล่านั้น จึงได้บอกสองลักษณะเท่านั้น.
บทว่า ปริตฺตสฺสนาอุปาทานํ อุปฺปชฺชติ ความว่า ความสะดุ้ง
และอุปาทานเกิดขึ้น.
บทว่า ปจฺจุทาวตฺตติ มานสํ อถ โก จรหิ เม อตฺตา ความว่า
ใจของผม หมุนกลับอย่างนี้ว่า ถ้าว่า ในขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น ไม่มีแม้
ขันธ์เดียวที่เป็นอัตตาไซร้ ก็แล้วอะไรเล่า เป็นอัตตาของเรา.
ได้ยินว่า. พระเถระนี้เริ่มเจริญวิปัสสนาโดยไม่กำหนดปัจจัยเลย.
วิปัสสนาที่หย่อนกำลังของท่านนั้นจึงไม่สามารถกำจัดการยึดถือ
อัตตาได้ ครั้นเมื่อสังขารทั้งหลายปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า
๑. ปาฐะว่า ปตฺโต ฉบับพม่าเป็น มคฺโค แปลตามฉบับพม่า

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 306 (เล่ม 27)

จึงกลับเป็นปัจจัย (ให้เกิด) อุจเฉททิฏฐิและความสะดุ้งว่า เราจักขาดสูญ
เราจักพินาศ.
และท่านก็เห็นอัตตาเหมือนตกลงไปในเหว จึงกล่าวว่า ความ
สะดุ้งและอุปาทานเกิดขึ้น ใจของผมจึงหมุนกลับอย่างนี้ว่า ก็แล้ว
อะไรเล่าเป็นอัตตาของเรา ?
บทว่า น โข ปเนตํ ธมฺมํ ปสฺสโต โหติ ความว่า ความคิด
อย่างนี้ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นธรรมคือ สัจจะ ๔.
บทว่า ตาวติกา วิสฺสฏฺฐิ แปลว่า ความคุ้นเคยเช่นนั้น.
บทว่า สมฺมุขา เมตํ ความว่า พระเถระฟังคำของ
พระฉันนะนั้นแล้วจึงคิดว่า ธรรมเทศนาเช่นไรหนอแลจึงเหมาะแก่
ภิกษุนี้ เลือกเฟ้นพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก ก็ได้เห็นกัจจายนสูตร
ว่า พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอนแรกเป็นการคลายทิฏฐิ
ตอนกลางเป็นการแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า (ทสพลญาณ)
(ตอนท้าย) เป็นการประกาศปัจจยาการที่ละเอียดสุขุม เราจักแสดง
สูตรนี้แก่เธอ.
พระอานนทเถระ เมื่อจะแสดงสูตรนั้น จึงกล่าวคำว่า สมฺมุขา
เมตํ เป็นต้น.
จบ อรรถกถาฉันนสูตรที่ ๘
๙. ราหุลสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัย
[๒๓๕ ] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราหุลเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 307 (เล่ม 27)

ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า เมื่อบุคคลรู้อยู่
อย่างไร เห็นอยู่อย่างไรหนอ อหังการ มมังการ และมานานุสัย
ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอกจึงจะไม่มี ? พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ บุคคลพิจารณาเห็นรูป
ทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ของ
เรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใด
อย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก
หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ บุคคล
พิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ดูก่อนราหุล เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อหังการ มมังการ
และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก
จึงจะไม่มี.
จบ ราหุลสูตรที่ ๑
๑๐. ราหุลสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการรู้การเห็นที่ทำให้ปราศจากอหังการมมังการ
และมานานุสัย
[๒๓๖] กรุงสาวัตถี. ท่านพระราหุลเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 308 (เล่ม 27)

ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า เมื่อบุคคลรู้อยู่
อย่างไร เห็นอยู่อย่างไรหนอ ใจจึงปราศจากอหังการ มมังการ และ
มานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิต ภายนอก เป็นของ
ก้าวล่วงด้วยดี ในส่วนแห่งมานะ สงบแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราหุล รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบ
หรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ บุคคลพิจารณา
เห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่น
ไม่ใช่ของ ราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา แล้วย่อมหลุดพ้น
เพราะไม่ถือมั่น เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง
สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ บุคคลพิจารณาเห็นวิญญาณ
ทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่น
ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา แล้วย่อมหลุดพ้น
เพราะไม่ถือมั่น ดูก่อนราหุล เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล ใจจึงจะ
ปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และ
ในสรรพนิมิตภายนอก เป็นของก้าวล่วงด้วยดีในส่วนแห่งมานะ
สงบแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว.
จบ ราหุลสูตรที่ ๒
จบ เถรวรรคที่ ๔

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 309 (เล่ม 27)

อรรถกถาสูตรที่ ๙-๑๐
ราหุลสูตรที่ ๑ และ ราหุลสูตรที่ ๒ มีเนื้อความดังกล่าว
แล้ว ในราหุลสังยุต. ก็สูตรทั้ง ๒ นี้ ล้วนมาในที่นี้ ก็เพราะเหตุผลที่ว่า
วรรคนี้เป็นเถรวรรค นั่นแล.
จบ อรรถกถาเถรวรรคที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อานนทสูตร ๒. ติสสสูตร ๓. ยมกสูตร ๔. อนุราธสูตร
๕. วักกลิสูตร ๖. อัสสชิสูตร ๗. เขมกสูตร ๘. ฉันนสูตร ๙. ราหุลสูตร
ที่ ๑ ๑๐. ราหุลสูตรที่ ๒

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 310 (เล่ม 27)

ปุปผวรรคที่ ๕
๑. นทีสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ถึงความพินาศ
[๒๓๗] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำ
ไหลไปจากภูเขา พัดเอาหญ้า ใบไม้ และไม้เป็นต้นไปภายใต้ ไหลไปสู่
ที่ไกล มีกระแสอันเชี่ยว ถ้าต้นเลาทั้งหลาย พึงเกิดขึ้น ที่ริมฝั่งทั้งสอง
ข้างแห่งแม่น้ำนั้น ต้นเลาเหล่านั้น คงย้อยลงไปสู่แม่น้ำนั้นบ้าง ถ้าหญ้าคา
ทั้งหลาย พึงเกิดขึ้น หญ้าคาเหล่านั้น คงจะย้อยไปสู่แม่น้ำนั้นบ้าง
ถ้าหญ้ามุงกระต่ายทั้งหลาย พึงเกิดขึ้น หญ้ามุงกระต่ายเหล่านั้น
คงจะย้อยไปสู่แม่น้ำบ้าง ถ้าหญ้าคมบางพึงเกิดขึ้น หญ้าคมบาง
เหล่านั้น คงย้อยลงไปสู่แม่น้ำบ้าง ถ้าต้นไม้ทั้งหลายพึงเกิดขึ้น ต้นไม้
เหล่านั้น คงเอนลงไปสู่แม่น้ำนั้นบ้าง บุรุษเมื่อถูกกระแสน้ำนั้นพัดไป
ถ้าเขาจะพึงจับต้นเลาไซร้ ต้นเลาเหล่านั้น คงหลุดลอยไป เขาจะพึง
ถึงความพินาศ อันมีการหลุดแห่งต้นเลานั้นเป็นเหตุบ้าง ถ้าเขาจะพึงจับ
หญ้าคาบ้าง หญ้ามุงกระต่ายบ้าง หญ้าคมบางบ้าง ต้นไม้บ้างไซร้
หญ้าคาเป็นต้นเหล่านั้น จะพึงหลุดไป บุรุษนั้นจะถึงความพินาศ
อันมีการหลุดลอยนั้นเป็นเหตุ แม้ฉันใด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้
ไม่ได้สดับแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกันนั่นแล ไม่เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาด
ในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า
ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำใน
ธรรมของสัตบุรุษ ตามเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา เห็นอัตตามีรูป

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 311 (เล่ม 27)

เห็นรูปในอัตตา หรือเห็นอัตตาในรูป (ถ้า) รูปนั้นของเขาย่อยยับไป
เขาจักถึงความพินาศ อันมีความย่อยยับนั้นเป็นเหตุ. ปุถุชนนั้น ตามเห็น
เวทนา... สัญญา... สังขาร... ตามเห็น วิญญาณ โดยความเป็นอัตตา
เห็นอัตตามีวิญญาณ เห็นวิญญาณในอัตตา หรือเห็นอัตตาในวิญญาณ
ถ้าวิญญาณนั้นของปุถุชนนั้น ย่อยยับไป เขาจะพึงถึงความพินาศ
อันมีความย่อยยับนั้นเป็นเหตุ.
[๒๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
ภ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ภ. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
ภ. เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี.
จบ นทีสูตรที่ ๑
อรรถกถาปุปผวรรคที่ ๕
อรรถกถานทีสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัย ในนทีสุตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปพฺพเตยฺยา แปลว่า เป็นไปในภูเขา. บทว่า โอหาริณี
ความว่า พัดพาหญ้า ใบไม้ และท่อนไม้ เป็นต้น ที่หล่นลงไป ๆ

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 312 (เล่ม 27)

ในกระแสน้ำลงมาข้างล่าง. บทว่า ทูรงฺคมา ความว่า มีปกติ
ไหลไปได้ (ไกล) ถึง ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐. โยชน์ นับตั้งแต่ที่ (เริ่ม)
ไหลออก. บทว่า สีฆโสตา แปลว่า มีกระแสเชี่ยวกราก. บทว่า กาสา
เป็นต้น หมายถึง ติณชาติทั้งหมด. บทว่า รุกฺขา ได้แก่ ต้นไม้ล้มลุก
มีต้นละหุ่งเป็นต้น. บทว่า เต นํ อชฺโฌลมฺเพยฺยุํ ความว่า ต้นไม้เหล่านั้น
แม้เกิดอยู่ริมฝั่งน้ำ เอนลงไป มียอดระน้ำ ห้อยย้อยอยู่ อธิบายว่า
ห้อยย้อยอยู่เบื้องบนน้ำ.
บทว่า ปลุชฺเชยฺยุํ ความว่า พึงหล่นลงไปบนศีรษะ พร้อมกับ
ดินติดราก บุรุษนั้นถูกหญ้าเลาเหล่านั้น (ล้ม) ทับแล้ว มีน้ำปนทราย
ปนดินไหลเข้าปาก (เขา) ก็จะพึงประสบกับความพินาศอย่างหนัก.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอธิบายว่า :-
พาลปุถุชนที่อาศัยวัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษที่ตกลงไปใน
กระแสน้ำ.
เบญจขันธ์ที่ทุรพลพึงเห็นเหมือนต้นเลาเป็นต้นที่เกิดอยู่ตาม
ริมฝั่งทั้งสองข้าง.
การที่พาลปุถุชนไม่รู้ (ตามความเป็นจริง) ว่า ขันธ์เหล่านี้ไม่ใช่
สหายของเรา แล้วยึดถือไว้ด้วยการยึดถือ ๔ อย่าง พึงเห็นเหมือนการที่
บุรุษนั้นยึด (ต้นไม้) เพราะไม่รู้ว่า ต้นไม้เหล่านี้แม้ยึดไว้แล้วก็จัก
ไม่สามารถรับน้ำหนักเราไว้ได้.
การเกิดขึ้นแห่งความพินาศมีโสกะเป็นต้น แก่พาลปุถุชนใน
เพราะขันธ์ที่ยึดไว้ด้วยความยึดถือ ๔ อย่างแปรปรวนไป พึงทราบว่า
เหมือนการที่บุรุษ (นั้น) เกิดความพินาศ เพราะต้นไม้ที่ยึดไว้ๆ หลุดไป.
จบ อรรถกถานทีสูตรที่ ๑

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 313 (เล่ม 27)

๒. ปุปผสูตร
ว่าด้วยพระพุทธองค์ไม่ขัดแย้งกับโลก
[๒๓๙] กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคต
ไม่กล่าวขัดแย้งกับโลก แต่ชาวโลกกล่าวขัดแย้งกับเราตถาคต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวเป็นธรรม จะไม่กล่าวขัดแย้งกับใคร ๆ
ในโลก. สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราตถาคตก็กล่าวสิ่งนั้น
ว่าไม่มี. สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราตถาคตก็กล่าวว่ามี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี ซึ่งเราก็กล่าวว่า
ไม่มี นั้นคืออะไร ? คือรูปที่เที่ยงยั่งยืน สืบต่อกันไป มีความไม่
แปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราตถาคตก็
กล่าวรูปนั้นว่าไม่มี เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เที่ยง ยั่งยืน
สืบต่อกันไป มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ที่บัณฑิตทั้งหลายใน
โลกสมมติว่าไม่มี แม้เราตถาคตก็กล่าววิญญาณนั้นว่า ไม่มี. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือสิ่งที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี ซึ่งเราตถาคต
ก็กล่าวว่า ไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่บัณฑิตในโลกสมมติว่า มี
ซึ่งเราตถาคตกล่าวว่ามี คืออะไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คือ รูปไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่บัณฑิตทั้งหลายใน
โลกสมมติว่ามี แม้เราตถาคตก็กล่าวรูปนั้นว่ามี เวทนา... สัญญา...
สังขาร... วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามี แม้เราตถาคตก็กล่าววิญญาณนั้นว่า
มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือสิ่งที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามี
ซึ่งเราตถาคตกล่าวว่ามี.

313