ครั้นแล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้กล่าวกะท่านพระเขมกะว่า ดูก่อนท่าน
เขมกะ ที่ท่านกล่าวว่า เรามีนั้น คืออย่างไร ?
ข. ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า
เรามี นอกจากรูป ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี
ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ แต่ผมเข้าใจว่า เรามีใน
อุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่ได้พิจารณาเห็นว่า เราเป็นนี้ เปรียบเหมือน
กลิ่นดอกอุบลก็ดี กลิ่นดอกปทุมก็ดี กลิ่นดอกบุณฑริก (บัวขาว) ก็ดี
ผู้ใดหนอจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า กลิ่นใบ กลิ่นสี หรือว่ากลิ่นเกสร
ผู้นั้นเมื่อกล่าวอย่างนี้จะพึงกล่าวชอบละหรือ ?
ถ. ไม่เป็นอย่างนั้น อาวุโส.
ข. ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าว
แก้อย่างไร ?
ถ. ดูก่อนอาวุโส โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้ว่า
กลิ่นดอก.
ข. ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ผมไม่กล่าวรูปว่า
เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากรูป ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ แต่ผมเข้าใจว่า
เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นนี้ สังโยชน์
ส่วนเบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังถอนมานะ
ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามีไม่ได้ สมัยต่อมา
ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕
ว่า รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูป ดังนี้ เวทนาดังนี้
สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้ วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้