ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 154 (เล่ม 27)

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดง
พระธรรมเทศนา โดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พ. ดูก่อนภิกษุ สิ่งใดแลเป็นของไม่เที่ยง เธอควรละความ
พอใจในสิ่งนั้นเสีย.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ
เสีย ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ
เสีย เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดาร
อย่างนี้เถิด ฯลฯ ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวน
พระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ อนิจจสูตรที่ ๔

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 155 (เล่ม 27)

อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๔
ในอนิจจสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจด้วยอำนาจตัณหา.
จบ อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๔
๕. ทุกขสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นทุกข์
[๑๔๓] กรุงสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดง
พระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ สิ่งใดแลเป็นทุกข์
เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า ?
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ เป็นทุกข์ ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ เสีย

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 156 (เล่ม 27)

ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณ เป็นทุกข์ ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ เสีย
เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้
เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์
ทั้งหลาย.
จบ ทุกขสูตรที่ ๕
๖. อนัตตสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งเป็นอนัตตา
[๑๔๔] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดง
พระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมใดแลเป็นอนัตตา
เธอควรละความพอใจในธรรมนั้นเสีย.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 157 (เล่ม 27)

พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ เป็นอนัตตา ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ เสีย
ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวอย่างย่อ
โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณ เป็นอนัตตา ควรละความพอใจในธรรมนั้น ๆ เสีย
เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดาร
อย่างนี้เถิด ฯลฯ ภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวน
พระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ อนัตตสูตรที่ ๖
อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๕ - อนัตตสูตรที่ ๖
แม้ในทุกขสูตรที่ ๕ และอนัตตสูตรที่ ๖ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบ อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๕ - อนัตตสูตรที่ ๖
๗. อนัตตนิยสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งมิใช่ของตน
[๑๔๕] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ. ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 158 (เล่ม 27)

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดง
พระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ สิ่งใดแลมิใช่เป็นของตน
เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ มิใช่เป็นของตน ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสภาวะนั้นๆ
เสีย ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวอย่างย่อ
โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน ควรละความพอใจในสภาวะนั้น ๆ เสีย
เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้
เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์
ทั้งหลาย.
จบ อนัตตนิยสูตรที่ ๗

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 159 (เล่ม 27)

อรรถกถาอนัตตนิยสูตรที่ ๗
ในอนัตตนิยสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนตฺตนิยํ ได้แก่ มิใช่ของของตน อธิบายว่า สูญจาก
ความเป็นบริขารของตน.
จบ อรรถกถาอนัตตนิยสูตรที่ ๗
๗. รชนิยสัณฐิตสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งจูงใจให้กำหนัด
[๑๔๖] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาสโปรดแสดง
พระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ สิ่งใดแลจูงใจให้กำหนัด
เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ
วิญญาณ ล้วนจูงใจให้กำหนัด ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 160 (เล่ม 27)

เสีย ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
แล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณแล้ว ล้วนจูงใจให้กำหนัด ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ
เสีย เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดาร
อย่างนี้เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวน
พระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ รชนิยสัณฐิตสูตรที่ ๘
อรรถกถารชนิยสัณฐิตสูตรที่ ๘
ในรชนียสัณฐิตสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รชนียสณฺฐิตํ ได้แก่ ตั้งอยู่โดยอาการอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความยินดี อธิบายว่า ตั้งอยู่โดยความเป็นปัจจัยแห่งราคะ.
จบ อรรถกถารชนิยสัณฐิตสูตรที่ ๘
๙. ราธสูตร
ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัย
[๑๔๗] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้เห็นอย่างไร จึงจะไม่มีอหังการ
มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก.

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 161 (เล่ม 27)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราธะ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือ
ละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณา
เห็นรูปทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เวทนาอย่างใด
อย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกล
หรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้นด้วยปัญญา
อันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น
นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ดูก่อนราธะ บุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ
มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก
ฯลฯ ท่านพระราธะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์
ทั้งหลาย.
จบ ราธสูตรที่ ๙
๑๐. สุราธสูตร
ว่าด้วยการมีใจปราศจากอหังการมมังการและมานานุสัย
[๑๔๘] กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ท่านพระสุราธะได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างไร
จึงจะมีใจปราศจากอหังการ นมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้
และในสรรพนิมิตภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบระงับ พ้นวิเศษแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสุราธะ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวก

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 162 (เล่ม 27)

พิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง
อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา
ดังนี้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง วิญญาณอย่างใด
อย่างหนึ่ง อริยสาวกพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญา
อันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น
นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ดังนี้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ดูก่อน
สุราธะ บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างนี้แล จึงจะมีใจปราศจากอหังการ มมังการ
และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก
ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบระงับ พ้นวิเศษแล้ว ฯลฯ ท่านพระสุราธะได้
เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ สุราธสูตรที่ ๑๐
จบ อรหันตวรรคที่ ๒
อรรถกถาราธสูตรที่ ๙ และสุราธสูตรที่ ๑๐
ราธสูตรที่ ๙ และสุราธสูตรที่ ๑๐ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว
ในราหุลสังยุตแล.
จบ อรรถกถาอรหันตวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุปาทิยสูตร ๒. มัญญมานสูตร ๓. อภินันทมานสูตร
๔. อนิจจสูตร ๕. ทุกขสูตร ๖. อนัตตสูตร ๗. อนัตตนิยสูตร ๘. รชนิย-
สัณฐิตสูตร ๙. ราธสูตร ๑๐. สุราธสูตร.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 163 (เล่ม 27)

ขัชชนิยวรรคที่ ๓
๑. อัสสาทสูตร
ว่าด้วยคุณโทษของขันธ์ ๕ และอุบายสลัดออก
[๑๔๙] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้
ไม่ได้สดับแล้ว จะไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ ของรูป,
เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ และอุบายเครื่องสลัดออกซึ่งรูป,
เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก
ผู้ได้สดับแล้ว จะรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งคุณ โทษ ของรูป, เวทนา,
สัญญา, สังขาร, วิญญาณ และอุบายเครื่องสลัดออกซึ่งรูป, เวทนา,
สัญญา, สังขาร, วิญญาณ.
จบ อัสสาทสูตร
๒. สมุทยสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการเกิดดับแห่งขันธ์ ๕
[๑๕๐] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้
ไม่ได้สดับแล้ว จะไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ
คุณ โทษ ของรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ. และอุบาย
เครื่องสลัดออกซึ่งรูป, เวทนาม สัญญา, สังขาร, วิญญาณ. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว จะรู้ชัดตามความเป็นจริง
ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ ของรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร,
วิญญาณ. และอุบายเครื่องสลัดออกซึ่งรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร,
วิญญาณ.
จบ สมุทยสูตรที่ ๑

163