ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 144 (เล่ม 27)

มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว การนับเวทนาที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า
จักมี การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า
จักมี เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว การนับสัญญาที่ยัง
ไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี และ
การบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี สัญญานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า
มีแล้ว การนับสังขารที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่าจักมี การให้ชื่อสังขาร
เช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติสังขารเช่นนั้นว่า จักมี สังขารเหล่านั้น
ไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว การนับวิญญาณที่ยังไม่เกิด ยังไม่
ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติ
วิญญาณเช่นนั้นว่า จักมี วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว.
[๑๓๖] การนับรูปที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อ
รูปนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า มีอยู่ รูปนั้นไม่นับว่า
มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี การนับเวทนาที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่
การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่
เวทนานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี การนับสัญญาที่เกิดแล้ว
ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติ
สัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ สัญญานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี
การนับสังขารที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อสังขารเช่นนั้น
ว่า มีอยู่ และการบัญญัติสังขารเช่นนั้นว่า มีอยู่ สังขารเหล่านั้น
ไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี การนับวิญญาณที่เกิดแล้ว ปรากฏ
แล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติ
วิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่าจักมี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และ

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 145 (เล่ม 27)

บัญญัติ เหล่านี้แล ไม่ถูกทอดทิ้งแล้ว ยังไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูก
ทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว.
[๑๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ชนชาวอุกกลชนบท กับชนชาว
วัสสโคตรภัญญโคตรทั้งสองนั้น ล้วนพูดว่าไม่มีเหตุ บุญบาปที่ทำไปแล้ว
ไม่เป็นอันทำ ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ก็ได้สำคัญวิถีทาง ๓ ประการนี้
คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และข้อบัญญัติว่า ไม่ควรติ ไม่ควรคัดค้าน
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะกลัวถูกนินทา กลัวกระทบกระทั่ง
กลัวใส่โทษ และกลัวจะต่อความยาว.
จบ นิรุตติปถสูตรที่ ๑๐
จบ อุปายวรรคที่ ๑
อรรถกถานิรุตติปถสูตรที่ ๑๐
ในนิรุตติปถสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ภาษานั่นแหละ ชื่อว่า ทางภาษา อีกอย่างหนึ่ง ภาษานั้น ๆ ด้วย
ชื่อว่า ปถะ เพราะเป็นทางแห่งเนื้อความที่พึงรู้แจ้งด้วยอำนาจภาษาด้วย
เหตุนั้นจึงชื่อว่า นิรุตติปถะ. แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ. อนึ่ง
บททั้งสามเหล่านี้ พึงทราบว่าเป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งนั้น.
บทว่า อสงฺกิณฺณา ความว่า ไม่ถูกทอดทิ้ง คือไม่ถูกกล่าวว่า จะเป็น
ประโยชน์อะไรด้วยทางเหล่านี้ แล้วทิ้งเสีย. บทว่า อสงฺกิณฺณปุพฺพา
ความว่า ไม่เคยถูกทอดทิ้งแม้ในอดีต. บทว่า น สงฺกิยนฺติ ความว่า
แม้ในบัดนี้ก็ไม่ถูกทอดทิ้งว่า ประโยชน์อะไรด้วยทางเหล่านี้. บทว่า
น สงฺกิยิสฺสนฺติ ความว่า แม้ในอนาคตก็จักไม่ถูกทอดทิ้ง. บทว่า
อปฺปฏิกุฏฺฐา ได้แก่ไม่ห้ามแล้ว. บทว่า อตีตํ ได้แก่ก้าวล่วงสภาวะของตน

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 146 (เล่ม 27)

หรือภวังคจิตนั่นแหละ. บทว่า นิรุทฺธํ ความว่า ไม่ล่วงเลยส่วนอื่น
ดับคือเข้าไปสงบในที่นั้นเอง. บทว่า วิปริณตํ ได้แก่ถึงความแปรปรวน
คือพินาศไป. บทว่า อชาตํ แปลว่า ไม่เกิดขึ้น. บทว่า อปาตุภูตํ ได้แก่
ไม่ตั้งอยู่โดยปรกติ.
บทว่า อุกฺกลา ได้แก่ผู้อยู่ในอุกกลชนบท. บทว่า วสฺสภญฺญา
ได้แก่วัสสโคตรและภัญญโคตร. ชนทั้งสองพวกนั้นยึดถือทิฏฐิเป็นมูล.
ในบทว่า อเหตุกวาทา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อเหตุกวาทา
เพราะถือว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี ชื่อว่า อกิริยวาทา เพราะถือว่า
เมื่อบุคคลทำ บาปชื่อว่าไม่เป็นอันทำ เป็นต้น ชื่อว่า นัตถิกวาทา
เพราะถือว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล เป็นต้น. ในข้อนั้น มีชนอยู่ ๒ พวก
มีทิฏฐิอยู่ ๓ อย่าง แต่มิใช่พวกหนึ่ง ๆ มีทิฏฐิ พวกละทิฏฐิครึ่ง ในข้อนี้
พวกหนึ่ง ๆ พึงทราบว่า ทำทิฏฐิทั้งสามให้เกิด เหมือนภิกษุรูปหนึ่ง
ทำฌานทั้ง ๔ ให้เกิดขึ้นตามลำดับ. เมื่อบุคคลรำพึงยินดีเพลิดเพลินอยู่
บ่อย ๆ ว่า เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี ความเห็นของเขาย่อมเป็นเหมือนยินดี
ในฌาน เหมือนมรรคทัสสนะ เขาหยั่งลงสู่ความกำหนดว่าเป็น
มิจฉาทิฏฐิ. เขาถูกเรียกว่าเป็นผู้มีธรรมฝ่ายดำอย่างแท้จริง. ในฐานะ
แม้เหล่านี้ คือเมื่อบุคคลทำ บาปไม่ชื่อว่าเป็นอันทำ ทานที่ให้แล้ว
ย่อมไม่มีผล มิจฉาทิฏฐิกบุคคลย่อมหยั่งลงสู่ความกำหนดว่าเป็น
มิจฉาทิฏฐิ เหมือนหยั่งลงในอเหตุกทิฏฐิ ฉะนั้น.
ในคำว่า น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ นี้มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ เมื่อบุคคลกล่าวว่าสิ่งที่ชื่อว่าอดีตก็คงเป็นอดีต สิ่งที่เป็น
อดีตนี้ เป็นอนาคตก็ได้ เป็นปัจจุบันก็ได้ ชื่อว่าย่อมติเตียน. ครั้นเห็นโทษ
ในทิฏฐินั้นแล้ว เมื่อจะกล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยสิ่งที่เราติเตียนนี้

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 147 (เล่ม 27)

ชื่อว่าย่อมคัดค้าน. ก็พวกยึดถือทิฏฐิผู้ถูกเรียกว่าเป็นผู้มีธรรมฝ่ายดำ
อย่างแท้จริง แม้เหล่านั้นสำคัญทางภาษาเหล่านี้ว่าไม่ควรติเตียน
ไม่ควรคัดค้าน แต่กล่าวสิ่งที่เป็นอดีตว่าคงเป็นอดีต สิ่งที่เป็นอนาคตว่า
คงเป็นอนาคต สิ่งที่เป็นปัจจุบันว่าคงเป็นปัจจุบันอยู่นั่นเอง. บทว่า
นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยา ความว่า เพราะกลัวแต่การนินทา เพราะ
กลัวแต่การเสียดสี เพราะกลัวแต่การใส่โทษ และเพราะกลัวแต่การ
ติเตียน จากสำนักของวิญญูชนทั้งหลาย. ในพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสบัญญัติขันธ์ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานิรุตติปถสูตรที่ ๑๐
จบ อุปายวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุปายสูตร ๒. พีชสูตร ๓. อุทานสูตร ๔. ปริวัฏฏสูตร
๕. สัตตัฏฐานสูตร ๖. พุทธสูตร ๗. ปัญจวัคคิยสูตร ๘. มหาลิสูตร
๙. อาทิตตสูตร ๑๐. นิรุตติปถสูตร.

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 148 (เล่ม 27)

อรหันตวรรคที่ ๒
๑. อุปาทิยสูตร
ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะถือมั่น
[๑๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาสแสดงพระธรรมเทศนา
โดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว เป็นผู้ผู้เดียว
หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลยัง
ถูกตัณหามานะทิฏฐิยึดไว้ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ถูกยึด จึงหลุดพ้น
จากมาร.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่กล่าวแล้วอย่างย่อ
โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์เจริญ เมื่อบุคคลยังยึดรูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณมั่นอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่นจึง
หลุดพ้นจากมาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถ

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 149 (เล่ม 27)

แห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดาร
อย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ บุคคลยังยึดรูป เวทนา
สัญญา สังขาร และวิญญาณมั่นอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ถูกยึด
จึงหลุดพ้นจากมาร เธอพึงทราบอรรถแห่งคำนี้ที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ
โดยพิสดารอย่างนี้เถิด.
[๑๓๙] ครั้งนั้นแล. ภิกษุรูปนั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณ
แล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท
มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต
โดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์
องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ อุปาทิยสูตรที่ ๑
อรหันตวรรคที่ ๒
อรรถกถาอุปาทิยสูตรที่ ๑
ในอุปาทิยสูตรที่ ๑ อรหันตวรรค มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุปาทิยมาโน ได้แก่ ถูกตัณหามานะและทิฏฐิยึด. บทว่า

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 150 (เล่ม 27)

พนฺโธ มารสฺส ได้แก่ ชื่อว่าจกบ่วงมารมัดไว้. บทว่า มุตฺโต ปาปิมโต
ได้แก่ เป็นอันชื่อว่าพ้นแล้วจากบ่วงแห่งมารผู้มีบาป.
จบ อรรถกถาอุปทิยสูตรที่ ๑
๒. มัญญมานสูตร
ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะสำคัญในขันธ์ ๕
[๑๔๐] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดง
พระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
เป็นผู้ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคง
อยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลยังมัว
สำคัญอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่สำคัญ จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อโดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลสำคัญรูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่สำคัญ จึงหลุดพ้นจาก
บ่วงมาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัส
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 151 (เล่ม 27)

พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลสำคัญ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้
เมื่อไม่สำคัญ จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร เธอพึงทราบอรรถแห่งคำนี้ที่เรา
กล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด.
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้ว
หลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท
มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต
โดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์
องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ มัญญมานสูตรที่ ๒
อรรถกถามัญญมานสูตรที่ ๒
ในมัญญมานสุตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มญฺญมาโน ได้แก่ สำคัญด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ.
จบ อรรถกถามัญญมานสูตรที่ ๒

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 152 (เล่ม 27)

๓. อภินันทมานสูตร
ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะมัวเพลิดเพลิน
[๑๔๑] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดง
พระธรรมเทศนาโดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลเมื่อยังมัว
เพลิดเพลินอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงพ้นจากบ่วงมารได้.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ
โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อยังมัวเพลิดเพลินรูป
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่
เพลิดเพลิน จึงพ้นจากบ่วงมารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างย่อ
โดยพิสดารอย่างนี้แล.
พ. ดีแล้ว ๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้ว
อย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว ดูก่อนภิกษุ บุคคลเมื่อเพลิดเพลิน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอยู่ ก็ต้องถูกมารมัด

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 153 (เล่ม 27)

ไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร เธอพึงทราบอรรถแห่งคำ
ที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด.
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณแล้ว
หลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท
มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต
โดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่น
เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ภิกษุรูปนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบ อภินันทมานสูตรที่ ๓
อรรถกถาอภินนทมานสูตรที่ ๓
ในอภินันทมานสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อภินนฺทมาโน ได้แก่ เพลิดเพลินด้วยตัณหา มานะและ
ทิฏฐินั่นแหละ.
จบ อรรถกถาอภินันทมานสูตรที่ ๓
๔. อนิจจสูตร
ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งเป็นอนิจจัง
[๑๔๒] กรุงสาวัตถี. ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

153