ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 94 (เล่ม 27)

[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้ว
จากรูปธาตุหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ถ้าจิต
ของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากเวทนาธาตุ... จากสัญญาธาตุ... จาก
สังขารธาตุ... จากวิญญาณธาตุ หลุดพันแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะ
ไม่ถือมั่น เพราะหลุดนั้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดี
พร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะ
ตนเท่านั้น ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อนิจจสูตรที่ ๑
อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๑
ในอนิจจสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ความว่า พึงเห็นด้วยปัญญาอัน
สัมปยุตด้วยมรรค พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า วิรชฺชติ วิมุจฺจติ ได้แก่
ย่อมคลายกำหนัดในขณะแห่งมรรค ย่อมหลุดพ้นในขณะแห่งผล. บทว่า
อนุปาทาย อาสเวหิ ความว่า เพราะไม่ยึดถือ จึงหลุดพ้นจากอาสวะ
ทั้งหลายที่ดับสนิทด้วยการดับสนิทโดยไม่เกิดขึ้น. บทว่า รูปธาตุยา
เป็นต้น ตรัสไว้เพื่อแสดงปัจจเวกขณญาณ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
เพื่อแสดงปัจจเวกขณญาณพร้อมด้วยผล ดังนี้ก็มี. บทว่า  ิตํ ได้แก่
ตั้งอยู่โดยความเป็นกิจที่จะพึงกระทำให้สูงขึ้นไป บทว่า  ิตตฺตา
สนฺตุสิตํ ได้แก่ ยินดีโดยภาวะเที่ยงแท้ที่จะพึงบรรลุ. บทว่า ปจฺจตฺตํเยว
ปรินิพฺพายติ ได้แก่ ย่อมปรินิพพานด้วยตนเองทีเดียว.
จบ อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๑

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 95 (เล่ม 27)

๔. อนิจจสูตรที่ ๒
ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕
[๙๓] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใด
เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงเห็นสิ่งนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความ
เป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตน
ของเรา เวทนาไม่เที่ยง... สัญญาไม่เที่ยง... สังขารไม่เที่ยง... วิญญาณ
ไม่เที่ยง สิ่งไดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงเห็นสิ่งนั้นด้วยปัญญาอันชอบตาม
ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่
ตัวตนของเรา เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้
ทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องต้น (อดีต) ย่อมไม่มี เมื่อทิฏฐิเป็นไปตาม
ส่วนเบื้องต้นไม่มี ทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องปลาย (อนาคต) ย่อมไม่มี
เมื่อทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องปลายไม่มีความยึดมั่นอย่างแรงกล้า
ย่อมไม่มี เมื่อความยึดมั่นอย่างแรงกล้าไม่มี จิตย่อมคลายกำหนัดในรูป
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย
เพราะไม่ถือมั่น เพราะหลุดพ้น จิตจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดี
พร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตน
เท่านั้น ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่
ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ อนิจจสูตรที่ ๒

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 96 (เล่ม 27)

อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๒
ในอนิจจสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
บทว่า ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิโย ความว่า ทิฏฐิ ๑๘ ที่ไปตามที่สุด
เบื้องต้นไม่มี. บทว่า อปรนฺตานุทิฏฺฐิโย ความว่า ทิฏฐิ ๔๔ ที่ไปตามที่สุด
เบื้องปลายไม่มี. บทว่า ถามโส ปรามาโส ความว่า ความแรงของทิฏฐิ
และความยึดมั่นของทิฏฐิไม่มี. ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันทรง
แสดงปฐมมรรคแล้ว.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงมรรค ๓ และผล ๓ พร้อมด้วยวิปัสสนา
จึงเริ่มคำมีอาทิว่า รูปสฺมึ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าทิฏฐิทั้งหลาย
ละได้ด้วยวิปัสสนานั่นเอง แต่คำนี้ ท่านเริ่มเพื่อแสดงมรรค ๔ พร้อม
ด้วยวิปัสสนาชั้นสูง
จบ อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๒
๕. สมนุปัสสนาสูตร
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ์ ๕
[๙๔] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เมื่อพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นตน
เป็นหลายวิธี สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมพิจารณาเห็น
อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็น

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 97 (เล่ม 27)

พระอริยเจ้าทั้งหลาย ฯลฯ ไม่ได้รับการแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อม
ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ย่อมตามเห็นตนมีรูป ๑ ย่อมตามเห็น
รูปในตน ๑ ย่อมตามเห็นตนในรูป ๑ ย่อมตามเห็นเวทนาโดยความ
เป็นตน... ย่อมตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน... ย่อมตามเห็นสังขาร
โดยความเป็นตน... ย่อมตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ย่อม
ตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ย่อมตามเห็นวิญญาณในตน ๑ ย่อมตามเห็น
ตนในวิญญาณ ๑ การตามเห็นด้วยประการดังนี้แล เป็นอันผู้นั้นยึดมั่น
ถือมั่นว่า เราเป็น เมื่อผู้นั้นยืดมั่นถือมั่นว่า เราเป็น ในกาลนั้น อินทรีย์ ๕
คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ย่อมหยั่งลง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนะมีอยู่ ธรรมทั้งหลายมีอยู่ อวิชชาธาตุมีอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว อันความเสวยอารมณ์
ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว เขาย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นว่า
เราเป็นดังนี้บ้าง เราเป็นอย่างนี้ ดังนี้บ้าง เราจักเป็นดังนี้บ้าง จักไม่เป็น
ดังนี้บ้าง จักมีรูปดังนี้บ้าง จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง จักมีสัญญาดังนี้บ้าง จัก
ไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง จักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ดังนี้บ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย์ ๕ ย่อมตั้งอยู่ ในเพราะการตามเห็นนั้นทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชา
ย่อมเกิดขึ้น เพราะความคลายไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่ง
วิชชา อริยสาวกนั้นย่อมไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในอินทรีย์เหล่านั้นว่า
เราเป็นดังนี้บ้าง เราเป็นอย่างนี้ดังนี้บ้าง เราจักเป็นดังนี้บ้าง จักไม่เป็น
ดังนี้บ้าง จักมีรูปดังนี้บ้าง จักไม่มีรูปดังนี้บ้าง จักมีสัญญาดังนี้บ้าง
จักไม่มีสัญญาดังนี้บ้าง จักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้
ดังนี้บ้าง.
จบ สมนุปัสสนาสูตรที่ ๕

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 98 (เล่ม 27)

อรรถกถาสมนุปัสสนาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ สมนุปสฺสนฺติ เอเตสํ วา อญฺญตรํ
ความว่า สมณะหรือพราหมณ์พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ด้วยอำนาจยึดถือ
ขันธ์ที่บริบูรณ์ พิจารณาเห็นบรรดาขันธ์เหล่านั้นด้วยอำนาจยึดถือขันธ์
ที่ไม่บริบูรณ์ขันธ์ได้ขันธ์หนึ่ง. บทว่า อิติ อยญฺเจว สมนุปสฺสนา
ความว่า ก็อนุปัสสนานี้ ชื่อว่าทิฏฐิสมนุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้. บทว่า
อสฺมีติ จสฺส อธิคตํ โหติ ความว่า ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ๓ อย่าง คือ
ตัณหา มานะ และทิฏฐิว่า เราได้เป็นแล้วในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า
๓ อย่างนั้น ซึ่งมีตัวสมนุปัสสนาอยู่ เป็นอันเราบรรลุแล้ว. บทว่า ปญฺจนฺนํ
อินฺทฺริยานํ อวกฺกนฺติ โหติ ความว่า เมื่อกิเลสชาตนั้นมีอยู่ อินทรีย์ ๕ ซึ่ง
เป็นปัจจัยแห่งกรรมกิเลส ย่อมบังเกิด.
คำว่า อตฺถิ ภิกฺขเว มโน นี้ ท่านกล่าวหมายเอาใจซึ่งมีธรรมเป็น
อารมณ์. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ อารมณ์. บทว่า อวิชฺชาธาตุ ได้แก่ อวิชชา
ในขณะแห่งชวนจิต. บทว่า อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ได้แก่ เกิดจากผัสสะ
อันสัมปยุตด้วยอวิชชา. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มโน ได้แก่ ใจที่มีวิบาก
เป็นอารมณ์ในขณะแห่งภวังคจิต มโนธาตุฝ่ายกิริยาในขณะแห่งอาวัชชนจิต
และธรรมเป็นต้น ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า อสฺมีติปิสฺส โหติ
ความว่า เขาได้ยึดมั่นอย่างนี้ว่า เราได้เป็นแล้วด้วยอำนาจตัณหามานะ
ทิฏฐิ. นอกจากนี้ คำว่า อยมหมสฺมิ ท่านยึดถือธรรมในอารมณ์มีรูป
เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวด้วยอำนาจอัตตทิฏฐิ ถือว่าเป็นตน ว่า

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 99 (เล่ม 27)

เราเป็นนี้. คำว่า ภวิสฺสํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิ ถือว่าทุกสิ่ง
เที่ยง คำว่า น ภวิสฺสํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจอุจเฉททิฏฐิ ถือว่าทุกสิ่ง
ขาดสูญ. คำทั้งหมดมี รูปี ภวิสฺสํ เป็นต้น หมายเอาสัสสตทิฏฐิเท่านั้น.
บทว่า อเถตฺถ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น คือเมื่ออินทรีย์เหล่านั้นดำรงอยู่
โดยประการนั้นนั่นแล. บทว่า อวิชฺชา ปหียติ ความว่า เราละอวิชชา
อันเป็นตัวไม่รู้ในสัจจะ ๔. บทว่า วิชฺชา อุปฺปชฺชติ ความว่า วิชชาใน
อรหัตตมรรคย่อมเกิดขึ้น.
ในที่นี้พึงทราบวินิจฉัยอย่างนี้ บทว่า อสฺมิ ได้แก่ตัณหามานะและ
ทิฏฐิ. อธิบายว่า ระหว่างกรรมกับอินทรีย์ ๕ เป็นสนธิหนึ่ง ระหว่าง
อินทรีย์ ๕ นับใจที่มีวิบากเป็นอารมณ์ซึ่งเป็นฝ่ายอินทรีย์ ๕ กับใจที่มี
กรรมเป็นอารมณ์เป็นสนธิหนึ่ง. ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ๓ อย่าง จัดเป็น
อดีตอัทธา อินทรีย์เป็นต้น จัดเป็นปัจจุบันอัทธา ในอัทธา ๒ อย่างนั้น
ท่านแสดงปัจจัยแห่งอนาคตอัทธา เริ่มต้นแต่ใจที่มีกรรมเป็นอารมณ์
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสมนุปัสสนาสูตรที่ ๕
๖. ปัญจขันธสูตร
ว่าด้วยขันธ์และอุปาทานขันธ์ ๕
[๙๕] กรุงสาวัตถี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงขันธ์ ๕
และอุปาทานขันธ์ ๕ เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ขันธ์ ๕
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต
และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 100 (เล่ม 27)

ประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ นี้เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาอย่างใด
อย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ใน
ที่ไกลหรือใกล้ นี้เรียกว่าวิญญาณขันธ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้
เรียกว่าขันธ์ ๕.
[๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็น
ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกล
หรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน นี้เรียกว่า
อุปาทานขันธ์คือรูป เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใด
อย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็น
ปัจจัยเเก่อุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕.
จบ ปัญจขันธสูตรที่ ๖
อรรถกถาปัญจขันธสูตรที่ ๖
ในปัญจขันธสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
รูปขันธ์เป็นกามาพจร ขันธ์ ๔ เป็นไปในภูมิ ๔ (กามาวจรภูมิ
รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ). บทว่า สาสวํ ได้แก่เป็นปัจจัย
แห่งอาสวะโดยเป็นอารมณ์. บทว่า อุปาทานียํ ได้แก่และเป็นปัจจัย
แก่อุปาทานอย่างนั้นเหมือนกัน. ก็ในข้อนี้มีอรรถแห่งคำดังต่อไปนี้

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 101 (เล่ม 27)

รูปชื่อว่า สาสวะ เพราะเป็นไปกับด้วยอาสวะทั้งหลายที่ทำอารมณ์
เป็นไป ชื่อว่า อุปาทานียะ เพราะพึงยึดมั่น. ในที่นี้ รูปขันธ์ท่านกล่าวว่า
เป็นกามาพจร ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ ท่านกล่าวด้วยอำนาจ
การประพฤติวิปัสสนา. ในที่นี้พึงทราบวินิจฉัยอย่างนี้ รูปจัดเข้าในขันธ์
ด้วยอรรถว่าเป็นกอง เวทนาเป็นต้นทั้งที่มีอาสวะทั้งที่ไม่มีอาสวะ จัดเข้า
ในอุปาทานขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นกองธรรมที่มีอาสวะ ทั้งหมดจัดเข้าใน
ขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง. แต่ในที่นี้ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ จัดเข้าใน
อุปาทานขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นกองธรรมมีอาสวะ.
จบ อรรถกถาปัญจขันธสูตรที่ ๖
๗. โสณสูตรที่ ๑
ว่าด้วยขันธ์ ๕ มิใช่ของเรา
[๙๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล คฤหบดีบุตรชื่อโสณะ
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะ
คฤหบดีบุตรชื่อโสณะว่า ดูก่อนโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา พิจารณา
เห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา
ด้วยรูปอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้
มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริง ย่อมพิจารณา

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 102 (เล่ม 27)

เห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา
หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยเวทนาอันไม่เที่ยง...
ด้วยสัญญาอันไม่เที่ยง... ด้วยสังขารอันไม่เที่ยง... ด้วยวิญญาณอัน
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล
นอกจากการไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริง.
[๙๘] ดูก่อนโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ไม่พิจารณาเห็นว่า
เราเป็นผู้เสมอเขา หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยรูป
อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่
อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรมตามความเป็นจริง ย่อมไม่พิจารณา
เห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา
หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยเวทนาอันไม่เที่ยง...
ด้วยสัญญาอันไม่เที่ยง... ด้วยสังขารอันไม่เที่ยง... ด้วยวิญญาณอัน
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล
นอกจากการเห็นธรรมตามความเป็นจริง.
[๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนโสณะ ท่านจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
คฤหบดีบุตรชื่อ โสณะทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น
นั่นตัวตนของเรา ?

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ – หน้าที่ 103 (เล่ม 27)

ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.
พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
พ. สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ
พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ?
ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น
นั่นตัวตนของเรา ?
ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.
[๑๐๐] ดูก่อนโสณะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงเห็นด้วยปัญญา
อันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต
อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด
เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมด นั่นไม่ใช่ของเรา
เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง...
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง... สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง... วิญญาณ

103