ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 677 (เล่ม 26)

แก่เทวทัต เพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๕๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไม้อ้อออกดอก เพื่อ
ฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันใด ลาภสักการะและความสรรเสริญเถิด
แก่เทวทัต เพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๕๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่ม้าอัสดรตั้งครรภ์
เพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันใด ลาภสักการะและความสรรเสริญ
เกิดแก่เทวทัต เพื่อฆ่าตนเอง เพื่อความเสื่อม ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯลฯ อย่างนี้แล
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
[๕๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณ-
ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคำเป็นคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ฆ่าไม่ไผ่ ดอกอ้อฆ่าไม้อ้อ
ลูกม้าฆ่าแม่ม้าอัสดง ฉันใด สักการะก็ฆ่าคนชั่ว
ฉันนั้น.
จบปักกันตสูตรที่ ๕
อรรถกถาปักกันตสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในปักกันตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปราภวาย ความว่า เพื่อความไม่เจริญ คือความฉิบหาย.
บทว่า อสฺสตรี ความว่า ม้าอัสดร เกิดในท้องของแม่ม้า. บทว่า
อตฺตวธาย คพฺภํ คณฺหาติ ความว่า แม่ม้าอัสดร ผสมครรภ์นั้นกับพ่อม้า.
แม่ม้าอัสดรนั้นตั้งท้อง ไม่สามารถจะออกลูกได้เมื่อถึงเวลา ยืนเอาเท้า
ตะกุยดิน เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงมัดเท้า ๔ เท้าของแม่น้ำอัสดรนั้นไว้ที่

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 678 (เล่ม 26)

หลัก ๔ หลัก ผ่าท้องเอาลูกออก. แม่ม้าอัสดรนั้น ตายในที่นั้นนั่นเอง.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวข้อนั้น.
จบอรรถกถาปักกันตสูตรที่ ๕
๖. รถสูตร
ว่าด้วยพระเจ้าอชาตสัตรูราชกุมารบำรุงพระเทวทัต
[๕๙๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลัน-
ทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น พระเจ้าอชาตสัตรูราชกุมาร
เสด็จไปบำรุงพระเทวทัต ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ด้วยรถประมาณ ๕๐๐ คัน
และรับสั่งให้นำภัตตาหารสำหรับบูชาไปพระราชทาน ๕๐๐ ถาด ครั้งนั้น
ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวาย
บังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นภิกษุเหล่านั้นนั่งเรียบร้อย
แล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าอชาตสัตรูราชกุมาร
จักเสด็จไปบำรุงพระเทวทัต ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ด้วยรถประมาณ ๕๐๐
คัน และจักรับสั่งให้นำภัตตาหารสำหรับบูชาไปพระราชทาน ๕๐๐ ถาด
พระเจ้าข้า.
[๕๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายอย่ายินดีลาภสักการะและความสรรเสริญของเทวทัตเลย เพราะ
พระเจ้าอชาตสัตรูราชกุมารจักเสด็จไปบำรุงเทวทัต ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า
ด้วยรถประมาณ ๕๐๐ คัน และจักรับสั่งให้นำภัตตาหารสำหรับบูชาไป
พระราชทาน ๕๐๐ ถาดเพียงใด เทวทัตก็พึงหวังความเสื่อมในกุศลธรรม

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 679 (เล่ม 26)

ทั้งหลาย ไม่พึงหวังความเจริญเพียงนั้น.
[๕๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนสุนัขดุที่เขาขยี้ดี
[ดีหมีดีปลา] ใส่ในจมูก เมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็ยิ่งดุร้ายกว่าเดิมหลายเท่า
โดยแท้ ฉันใด พระเจ้าอชาตสัตรูราชกุมารจักเสด็จไปบำรุงเทวทัตทั้ง
เวลาเย็นเวลาเช้า ด้วยรถประมาณ ๕๐๐ คัน และจักรับสั่งให้นำภัตตาหาร
สำหรับบูชาไปพระราชทาน ๕๐๐ ถาดเพียงใด เทวทัตก็พึงหวังความเสื่อม
ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่พึงหวังความเจริญเพียงนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯลฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบรถสูตรที่ ๖
อรรถกถารถสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในรถสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ภตฺตภิหาโร ได้แก่ภัตรที่เขาพึงนำมา. ก็เพื่อแสดงประ-
มาณภัตรนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจ จ ถาลิปากสตานิ. ในภัตรเหล่านั้น
ภัตรถาดหนึ่งบุรุษกินได้ ๑๐ คน. บทว่า นาสาย ปิตฺตํ ภินฺเทยฺยํ ความว่า
เขาใส่ดีหมีหรือดีปลาในรูจมูก.
จบอรรถกถารถสูตรที่ ๖
๗. มาตุสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งมารดา
[๕๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 680 (เล่ม 26)

ภาคเจ้า... ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรร-
เสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้
บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่านี้ว่า แม้เพราะเหตุแห่งมารดา ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจ
พูดมุสา แต่สมัยต่อมา เราเห็นเขาถูกลาภสักการะและความสรรเสริญ
ครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ก็กล่าวมุสาทั้งที่รู้ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภ
สักการะและความสรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตราย
แก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลาย
จักละลาภสักการะและความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้วเสีย และลาภสักการะ.
และความสรรเสริญที่เกิดขึ้น ก็จักครองงำจิตของพวกเราตั้งอยู่ไม่ได้
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบมาตุสูตรที่ ๗
อรรกถามาตุสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในมาตุสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า มาตุปิ เหตุ ความว่า เขาถูกพวกโจรถามในดงอย่างนี้ว่า
ถ้าท่านพูดเท็จ เราจักปล่อยมารดาของท่าน ถ้าไม่พูดเท็จ เราจักไม่ปล่อย
ดังนี้ ไม่พึงพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ เพระเหตุแม้แห่งมารด เพราะมารดานั้นอยู่
ในเงื้อมมือของโจร. แม้ในบทอื่นแต่นี้ ก็มีนัยเหมือนกันแล.
จบอรรถกถามาตุสูตรที่ ๗

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 681 (เล่ม 26)

๘. ปิตุสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งบิดา
[๕๙๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า... ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ
สรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้
บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุแห่งบิดา...
จบปิตุสูตรที่ ๘
๙. ภาตุสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งพี่น้องชาย
...เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุแห่งพี่ชายน้องชาย...
จบภาตุสูตรที่ ๙
๑๐. ภคินิสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งพี่น้องหญิง
...เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุแห่งพี่สาวน้องสาว...
จบภคินิสูตรที่ ๑๐

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 682 (เล่ม 26)

๑๑. ปุตตสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งบุตร
...เรากำหนดใจด้วยแล้ว ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่างนี้ว่า
แม้เพราะว่าเหตุแหงบุตร...
จบปุตตสูตรที่ ๑๑
๑๒. ธีตุสุตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งธิดา
...เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุแห่งธิดา...
จบธีตุสูตรที่ ๑๒
๑๓. ปชาปติสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่จงใจพูดมุสาเพราะเหตุแห่งภรรยา
...เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้ อย่างนี้ว่า
แม้เพราะเหตุแห่งภรรยา ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดมุสา แต่สมัยต่อมา เราเห็น
เขาถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ก็กล่าวมุสา
ทั้งที่รู้ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ
เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ
ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 683 (เล่ม 26)

พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักละลาภสักการะและความสรรเสริญที่
เกิดขึ้นแล้วเสีย และลาภสักการะและความสรรเสริญที่บังเกิดขึ้นแล้ว จักย่ำยี
จิตของเราทั้งหลายตั้งอยู่ไม่ได้ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบปชาปติสูตรที่ ๑๓
จบจตุตถวรรคที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ภินทิสูตร ๒. มูลสูตร ๓. ปฐมธรรมสูตร
๔. ทุติยธรรมสูตร ๕. ปักกันตสูตร ๖. รถสูตร
๗. มาตุสูตร ๘. ปิตุสูตร ๙. ภาตุสูตร
๑๐. ปชาปติสูตร
จบลาภสักการะสังยุตที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๘-๑๓ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.
จบอรรถกถาลาภสักการะสังยุตที่ ๕

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 684 (เล่ม 26)

๖. ราหุลสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. จักขุสูตร
ว่าด้วยอายตนะมีจักษุเป็นต้นไม่เที่ยง
[๕๙๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราหุล
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท่านพระราหุล
เมื่อนิ่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง
ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว พึงเป็น
ผู้ ๆ เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียรส่งตนไปแล้ว อยู่.
[๖๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนราหุล เธอจะ
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง.
ท่านพระราหุลกราบทูลว่า ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า.
รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรละหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตา

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 685 (เล่ม 26)

ของเรา.
รา. ไม่ควรตามเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[ เปยยาลเหมือนกัน]
พ. โสตะ. . . ฆานะ. . . ชิวหา. . . กาย. . . ใจ เที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง.
รา. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า.
รา. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรละหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็น
อัตตของเรา.
รา. ไม่ควรตามเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
[๖๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับ
เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในโสตะ ย่อม
เบื่อหน่ายทั้งในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในใจ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลาย
กำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า จิต
หลุดพ้นแล้ว ดังนี้. อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหม-
จรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี.
จบจักขุสูตรที่ ๑
[พึงทำสูตรทั้ง ๑๐ สูตร โดยเปยยาลเช่นนี้]

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 686 (เล่ม 26)

ราหุลสังยุต
อรรถกถาจักขุสูตรที่ ๑
ราหุลสังยุตจักขุสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยต่อไปนี้.
บทว่า เอโก ได้แก่มีปกติอยู่ผู้เดียวในอิริยาบถทั้ง ๔. บทว่า
วูปกฏฺโฐ แปลว่า ปลีกตัวไป สลัดไป. บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ตั้งอยู่
ในความไม่ปราศจากสติ. บทว่า อาตาปี ได้แก่ถึงพร้อมด้วยความเพียร.
บทว่า ปหิตตฺโต วิหเรยฺยํ ได้แก่เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยว เพื่อประโยชน์
แก่การบรรลุคุณวิเศษอยู่. บทว่า อนิจฺจํ ได้แก่ชื่อว่าไม่เที่ยง โดย
อาการที่มีแล้วก็ไม่มี. อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าไม่เที่ยง ด้วยเหตุแม้เหล่านี้คือ
เพราะมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป. เพราะเป็นของเป็นไปอยู่ชั่วคราว
เพราะมีความแปรปรวนเป็นที่สุด เพราะปฏิเสธความเที่ยง. บทว่า ทุกฺขํ
ได้แก่ชื่อว่าทุกข์ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ด้วยอรรถว่า ทนได้ยาก ด้วย
อรรถว่า เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งความทนได้ยาก. ด้วยอรรถว่า บีบคั้นสัตว์
ด้วยการปฏิเสธความสุข. ตรัสว่า ควรหรือ ยึดถือด้วยตัณหาว่า นั่นของเรา
ยึดถือด้วยมานะว่า เราเป็นนั่น ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นเป็นตัวของเรา.
บรรดาความยึดถือเหล่านั้น ยึดถือด้วยตัณหา ก็พึงทราบโดยอำนาจตัณหา
วิปริต ๑๐๘ ยึดถือด้วยมานะ ก็พึงทราบโดยอำนาจมานะ ๙ ประการ
ยึดถือด้วยทิฏฐิ ก็พึงทราบโดยอำนาจทิฏฐิ ๖๒. ในคำว่า นิพฺพินฺทํ
วิรชฺชติ นี้ ตรัสมรรค ๔ ด้วยอำนาจวิราคะ. ในคำว่า วิราคา วิมุจฺจติ นี้
ตรัสสามัญญผล ๔ ด้วยอำนาจวิมุตติ.
ก็ในพระสูตรที่ ๑ นี้ ทรงถือเอาปสาทะในทวาร ๕. ทรงถือเอา
สมันนาหารจิตที่เป็นไปในภูมิ ๓ ด้วยบทนี้ว่า มโน.
จบอรรถกถาจักขุสูตรที่ ๑

686