ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 657 (เล่ม 26)

อรรถกถารูปิยปาติสูตร
รูปิยปาติสูตรที่ ๒ ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารูปิยปาติสูตร
๓. สุวัณณนิกขสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
[๕๖๔] . . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว
ย่อมรู้บุคคลบางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะแท่งทองคำเป็นเหตุ. . .
จบสุวัณณนิกขสูตรที่ ๓
อรรถกถาสุวัณณนิกขสูตรที่ ๓ เป็นต้น
พึงทราบวินิจฉัยในสุวัณณนิกขสูตรที่ ๓ เป็นต้น.
บทว่า สุวณฺณนิกฺขสฺส คือแท่งทองแท่งหนึ่ง. บทว่า สิงฺคินิกฺขสฺส
คือแท่งทองสิงคี. บทว่า ปฐวิยา คือแผ่นดินใหญ่ภายในจักรวาล.
บทว่า อานิสกิญฺจิกฺขเหตุ ได้แก่เพราะเหตุแห่งอามิสเล็กน้อยเท่านั้น คือ
แม้โดยที่สุดรำข้าวกำหนึ่ง. บทว่า ชีวิตเหตุ ความว่าเมื่อถูกโจรในดง
จับปลงชีวิต เพราะเหตุแห่งชีวิตนั้น. บทว่า ชนปทกลฺยาณิยา คือหญิง
งามเลิศในชนบท.
จบอรรถกถาสุวัณณนิกขสูตรที่ ๓ เป็นต้น

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 658 (เล่ม 26)

๔. สุวัณณนิกขสตสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะร้อยแห่งแท่งทองคำเป็นเหตุ. . .
จบสุวัณณนิกขสตสูตรที่ ๔
๕. สิงคินิกขสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะแท่งทองสิงคิเป็นเหตุ. . .
จบสิงคินิกขสูตรที่ ๕
๖. สิงคินิกขสตสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะร้อยแห่งแท่งทองสิงคิเป็นเหตุ. . .
จบสิงคินิกขตสูตรที่ ๖

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 659 (เล่ม 26)

๗. ปฐวีสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะแผ่นดินที่เต็มด้วยทองเป็นเหตุ. . .
จบปฐวีสูตรที่ ๗
๘. อามิสกิญจิกขสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะเห็นแก่ของกำนัลเพียงเล็กน้อยเป็น
เหตุ. . .
จบอามิสกิญจิกขสูตรที่ ๘
๙. ชีวิตสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเป็นเหตุ. . .
จบชีวิตสูตรที่ ๙

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 660 (เล่ม 26)

๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะ
. . .ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดรู้ใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้บุคคล
บางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะนางงามประจำชนบทเป็นเหตุ ท่าน
ผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดมุสา แต่สมัยต่อมา เราเห็นเจาถูกลาภสักการะและ
ความสรรเสริญครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ก็กล่าวมุสาทั้งที่รู้ได้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบชนปทกัลยาณีสูตรที่ ๑๐
จบทุติยวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุวัณณปาติสูตร ๒. รูปิยปาติสูตร
๓. สุวัณณนิกขสูตร ๔. สุวัณณนิกขสตสูตร
๕. สิงคินิกขสูตร ๖. สิงคินิกขสตสูตร
๗. ปฐวีสูตร ๘. อามิสกิญจิกขสูตร
๙. ชีวิตสูตร ๑๐. ชนปทกัลยาณีสูตร.
อรรถกถาสูตรที่ ๔ เป็นต้น
สุวัณณนิกขสตสูตรที่ ๔ เป็นต้น ไม่มีอรรถกถาอธิบาย.
จบอรรถกถาทุติยวรรคที่ ๒

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 661 (เล่ม 26)

ตติยวรรคที่ ๓
๑. มาตุคามสูตร
ว่าด้วยมาตุคามเป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
[๕๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . . ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ
สรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุตามคนเดียวย่อมไม่อาจย่ำยีจิต
ของภิกษุรูปหนึ่งได้ แต่ลาภสักการะและความสรรเสริญย่อมอาจย่ำยีจิตได้
ฯ ล ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ
ฯ ล ฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบมาตุคามสูตรที่ ๑
ตติยวรรคที่ ๓
อรรถกถามาตุคามสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในมาตุคามสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า น ตสฺส ภิกฺขเว มาตุคาโม ความว่า ลาภสักการะและ

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 662 (เล่ม 26)

ความสรรเสริญย่ำยีจิตของภิกษุใดได้ มาตุคามแม้มีความต้องการด้วยธรรม
ไม่สามารถจะย่ำยีของภิกษุแต่ละรูปผู้นั่งอยู่ในที่ลับนั้นได้.
จบอรรถกถามาตุคามสูตรที่ ๑
๒. ชนปทกัลยาณีสูตร
ว่าด้วยนางงามประจำชนบท
[๕๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . . ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ
สรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางงามประจำบทคนเดียว ย่อม
ไม่อาจย่ำยีจิตของภิกษุรูปหนึ่งได้ แต่ลาภสักการะและความสรรเสริญ ย่อม
อาจย่ำยีได้ ฯ ล ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ฯ ล ฯ ทารุณอย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบชนปทกัลยาณีสูตรที่ ๒
อรรถกถาชนปทกัลยาณีสูตรที่ ๒
ชนปทกัลยาณีสูตรที่ ๒ ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาชนปทกัลยาณีสูตรที่ ๒

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 663 (เล่ม 26)

๓. ปุตตสูตร
ว่าด้วยเรื่องบุตร
[๕๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . . ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ
สรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อวิงวอนบุตร
คนเดียวซึ่งเป็นที่รัก เป็นที่โปรดปราน โดยชอบ พึงวิงวอนอย่างนี้ว่า
ขอพ่อจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดี และหัตถกอาฬวกอุบาสกเถิด ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาอุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา จิตตคฤหบดีและหัตถก-
อาฬวกอุบาสก เป็นดุลเป็นประมาณเช่นนี้ ถ้าพ่อออกบวช ก็ขอจงเป็น
เช่นพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา สารีบุตรและโมคคัลลานะ เป็นดุล
เป็นประมาณเช่นนี้ ขอพ่อจงอย่าเป็นเช่นพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล
ถูกลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำ ถ้าลาภสักการะและความ
สรรเสริญครอบงำภิกษุผู้เป็นพระเสขะไม่บรรลุอรหัตผลไซร้ ก็ย่อมเป็น
อันตรายแก่เธอ ลาภสักการะและสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบปุตตสูตรที่ ๓

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 664 (เล่ม 26)

อรรถกถาปุตตสูตรที่ ๓
ในปุตตสูตรที่ ๓ บทว่า สทฺธา คือโสดาบัน. คำที่เหลือใน
บทนี้ก็ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปุตตสูตตที่ ๓
๔. เอกธีตุสูตร
ว่าด้วยเรื่องธิดาคนเดียว
[๕๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . . ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ
สรรเสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
อันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อวิงวอนธิดา
คนเดียวผู้เป็นที่รัก เป็นที่โปรดปราน โดยชอบ พึงวิงวอนอย่างนี้ว่า
ขอแม่จงเป็นเช่นนี้นางขุชชุตตราอุบาสิกา และนางนันทมารดา ชาวเมือง
เวฬุกัณฑกะเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสิกา ผู้เป็นสาวิกาของ
เรา ขุชชุตตราอุบาสิกา และนางนันทมารดา ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ เป็น
ดุลเป็นประมาณเช่นนี้ ถ้าแม่ออกบวชก็ขอจงเป็นเช่นพระเขมาภิกษุณี
และอุบลวรรณาภิกษุณีเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีผู้เป็น
สาวิกาของเรา เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณี เป็นดุลเป็นประมาณ

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 665 (เล่ม 26)

เช่นนี้ ขอแม่จงอย่าเป็นเช่นพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล ถูกลาภ
สักการะและความสรรเสริญครอบงำ ถ้าลาภสักการะและความสรรเสริญ
ย่อมครอบงำภิกษุณีผู้เป็นพระเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตผลไซร้ ก็ย่อมเป็น
อันตรายแก่เขา ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้
แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบเอกธีตุสูตรที่ ๔
อรรถกถาเอกธีตุสูตรที่ ๔ เป็นต้น
ในเอกธีตุสูตรที่ ๔ ในสมณพราหมณสูตรที่ ๕ ในสมณ-
พราหมณสูตรที่ ๖ ก็อย่างนั้น.
จบอรรถกถาเอกธีตุสูตรที่ ๔ เป็นต้น
๕. ปฐมสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ไม่ทราบถึงความยินดีและโทษ
แห่งลาภสักการะ
[๕๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . .ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรร-
เสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะ

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 666 (เล่ม 26)

หรือพราหมณ์บางพวกไม่ทราบชัดตามเป็นจริง ซึ่งความยินดี โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ บางพวก
ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความยินดี โทษ และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ ย่อมกระทำให้แจ้งด้วยปัญญา
อันรู้ยิ่งเอง แล้วเข้าถึงอยู่.
จบปฐมสมณพรหมณสูตรที่ ๕
๖. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ไม่ทราบถึงความยินดีและโทษ
แห่งลาภสักการะ
[๕๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . .ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรร-
เสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะ
หรือพราหมณ์บางพวกย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเหตุเกิด
เหตุดับ ความยินดี โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งลาภสักการะและ
ความสรรเสริญ.
[๕๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางพวก
ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเหตุเกิด เหตุดับ ความยินดี โทษ

666