ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 647 (เล่ม 26)

๖. อสนิสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนคนถูกขวานฟ้า
[๕๔๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๕๐ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขวานฟ้าตกถูกใคร ลาภสักการะ
และความสรรเสริญ ย่อมตามถึงพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล คำว่า
" ขวานฟ้า" นี้ เป็นชื่อของลาภสักการะและความสรรเสริญ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบอสนิสูตรที่ ๖
อรรถกถาอสนิสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอสนิสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กํ ภิกฺขเว อสนิวิจกฺกํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ฟ้าผ่าลงมาทำลายบนศีรษะใคร. บทว่า อปฺปตฺตมานสํ คือพระอรหัต-
ผลอันตนยังไม่บรรลุ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพราะปรารถนาความ
ทุกข์แต่สัตว์ก็หามิได้ แต่ตรัสอย่างนี้ เพื่อแสดงโทษ ด้วยประการฉะนี้.
ความจริง ฟ้าผ่าลงบนศีรษะ ให้อัตภาพเดียวเท่านั้นฉิบหาย คนผู้มีจิต

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 648 (เล่ม 26)

ติดลาภสักการะและสรรเสริญ ย่อมแสวงอนันตทุกข์ในนรกเป็นต้น.
จบอรรถกถาอสนิสูตรที่ ๖
๗. ทิฏฐิสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนถูกแทงด้วยลูกศร
[๕๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรแทงใครด้วยลูกศรคือทิฏฐิ
ลาภสักการะและความสรรเสริญ ย่อมตามถึงพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล
คำว่า "ลูกศร" นี้ เป็นชื่อของลาภสักการะและความสรรเสริญ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯลฯ อย่างนี้แล
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบทิฏฐิสูตรที่ ๗
อรรถกถาทิฏฐิสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในทิฏฐิสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทิฏฺฐิคเตน คือทิฏฐิ. บทว่า วิเสน คือกำซาบด้วยพิษ.
บทว่า สลฺเลน คือลูกศร.
จบอรรถกถาทิฏฐิสูตรที่ ๗

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 649 (เล่ม 26)

๘. สิคาลสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่
[๕๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นสุนัขจิ้งจอกแก่ซึ่ง
อยู่ในกลางคืนตลอดถึงเช้าตรู่หรือหนอ.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกแก่ตัวนั้นเป็นโรคอุกกัณณกะ
[โรคเรื้อน] อยู่บนบกก็ไม่สบาย อยู่โคนไม้ก็ไม่สบาย อยู่ในที่แจ้งก็ไม่
สบาย เดิน ยืน นั่ง นอนในที่ใด ๆ ก็ไม่สบาย เป็นทุกข์ในที่นั้น ๆ
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อันลาภสักการะและ
ความสรรเสริญครอบงำย่ำยีจิตแล้ว อยู่ในที่เรือนว่างก็ไม่สบาย อยู่ที่โคน
ไม้ก็ไม่สบาย อยู่ในที่แจ้งก็ไม่สบาย เดิน ยืน นั่ง นอนในที่ใด ๆ
ก็ไม่สบาย เป็นทุกข์ในที่นั้น ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและ
ความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้
แหละ.
จบสิคาลสูตรที่ ๘

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 650 (เล่ม 26)

อรรถกถาสิงคาลสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในสิงคาลสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชรสิคาโล คือสุนัขจิ้งจอก. กายแม้มีสีดังทอง เขา
ก็เรียกว่า กายเปื่อยเน่า มูตรแม้ถ่ายในขณะนั้น เขาก็เรียกว่ามูตรเน่า
ฉันใด สุนัขจิ้งจอกแม้เกิดในวันนั้น เขาก็เรียกว่าสุนัขจิ้งจอกแก่ ๆ
ฉันนั้น. บทว่า อุกฺกณฺณเกน นาม ได้แก่ โรคมีชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่า
โรคนั้นเกิดในเวลาหนาว. เมื่อมันเกิด ขนหลุดจากสรีระทั้งสิ้น. สรีระ
ทั้งสิ้น ไม่มีขน ย่อมพุพองไปหมด แผลที่ถูกลมพัด เสียดแทง. คน
ถูกสุนัขบ้ากัด ทรงตัวไม่ได้ หมุนไป ฉันใด เมื่อมันเกิดอย่างนี้ คน
นั้นพึงไปฉันนั้น ไม่ปรากฏว่าในที่โน้นจักมีความสวัสดี ดังนี้.
จบอรรถกถาสิงคาลสูตรที่ ๘
๙. เวรัมภสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนนกถูกลมบ้าหมู
[๕๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.

650
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 651 (เล่ม 26)

[๕๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลมชื่อว่าเวรัมภาพอยู่ในอากาศ
เบื้องบน ซัดนกที่บินอยู่ในอากาศนั้น เมื่อมันถูกลมเวรัมภาซัด เท้าไป
ทางหนึ่ง ปีกไปทางหนึ่ง ศีรษะไปทางหนึ่ง ตัวไปทางหนึ่ง ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อันลาภสักการะ
และความสรรเสริญครอบงำย่ำจิตแล้ว เวลาเช้านุ่งแล้ว ถือบาตรจีวร
เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา จิต ไม่ดำรงสติ
ไม่สำรวมอินทรี เธอเห็นมาตุคามที่นุ่งห่มผ้าลับ ๆ ล่อ ๆ ในบ้านหรือ
นิคมนั้น ครั้นเห็นแล้ว ราคะย่อมครอบงำจิต เธอมีจิตอันราคะครอบงำ
แล้ว ย่อมลาสิกขาสึกออกมา ภิกษุพวกหนึ่งเอาจีวรของเธอไป พวกหนึ่ง
เอาบาตร พวกหนึ่งเอาผ้านิสิทนะ. พวกหนึ่งเอากล่องเข็ม เปรียบดังนก
ถูกลมเวรัมภาซัดไปฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความ
สรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบเวรัมภสูตรที่ ๙
อรรถกถาเวรัมภสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในเวรัมภสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เวรมฺภวาตา ได้แก่ ลมใหญ่มีชื่ออย่างนี้. ถามว่า ก็ลม
เหล่านั้นพัดในที่เช่นไร. ตอบว่า บุคคลยืนอยู่ในที่ใด เกาะทั้ง ๔
ปรากฏเป็นเพียงใบบัว. บทว่า โย ปกฺขี คจฺฉติ ความว่า เมื่อฝนตก
ใหม่ นกแอ่นลมร้องไปในที่นั้น นั่นท่านหมายถึงข้อนั้น จึงกล่าว.
ในบทเป็นต้นว่า อรกฺขิเตเนว กาเยน ความว่า แกว่งมือและเท้าเล่น
หรือเอียงคอ ชื่อว่าไม่รักษากาย. พูดคำหยาบหลาย ๆ อย่าง ชื่อว่า

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 652 (เล่ม 26)

ไม่รักษาวาจา. ผู้ตรึกกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าไม่รักษาจิต. บทว่า
อนุปฏฺฐิตาย สติยา ได้แก่ ไม่ดำรงกายคตาสติไว้.
จบอรรถกถาเวรัมภสูตรที่ ๙
๑๐. สคัยหกสูตร
ว่าด้วยคนติดลาภสักการะตายไปตกอบายเป็นต้น
[๕๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจาก
โยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ อัน
สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เพราะกายแตกทำลาย ต้อง
เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อนึ่ง เราเห็นคนบางคนในโลกนี้
อันความเสื่อมสักการะครอบงำย่ำยีจิต เมื่อตายไป เพราะกายแตกทำลาย
ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราเห็นคนบางตนในโลกนี้ อัน
สักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองอย่างครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป
เพราะกายแตกทำลาย ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้แหละ.

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 653 (เล่ม 26)

[๕๕๙ ] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสคำไวยา-
กรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
สมาธิของผู้ใด ที่เขาสักการะอยู่ด้วยผลสมาธิ
หาประมาณมิได้ ไม่หวั่นไหว้ด้วยสักการะ และความ
เสื่อมสักการะ ผู้นั้นเพ่งอยู่ ทำความเพียรเป็นไป
ติดต่อ เห็นแจ้งด้วยทิฏฐิอย่างละเอียด ยินดีในพระ
นิพพานเป็นที่สิ้นอุปาทาน บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า
สัปปุรุษ ดังนี้.
จบสคัยหกสูตรที่ ๑๐
จบปฐมวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุทธกสูตร ๒. พฬิสสูตร ๓. กุมมสูตร
๔. ทีฆโลมสูตร ๕. เอฬกสูตร ๖. อสนิสูตร
๗. ทิฏฐิสูตร ๘. สิคาลสูตร ๙. เวรัมภสูตร
๑๐. สคัยหกสูตร
อรรถกถาสคัยหกสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในสคัยหกสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อสกฺการเน จูภยํ ได้แก่ อสักการะ ๒ อย่าง. บทว่า
สมาธิ คืออรหัตผลสมาธิ. ก็สมาธินั้น ไม่หวั่นไหวด้วยอสักการะนั้น.
บทว่า อปฺปมาณวิหาริโน คืออยู่ด้วยผลสมาธิ หาประมาณมิได้. บทว่า
สาตติกํ คือทำติดต่อกัน. บทว่า สุขุมทิฏฺฐิวิปสฺสกํ ความว่า ชื่อ

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 654 (เล่ม 26)

ว่าเห็นแจ้งเพราะมาเริ่มตั้งวิปัสสนาในอรหัตมรรคทิฏฐิ เพื่อประโยชน์
แก่ทิฏฐิอันละเอียดในผลสมาบัติ. บทว่า อุปาทานกฺขยารามํ ได้แก่ ยินดี
ในนิพพาน กล่าวคือเป็นที่สิ้นอุปาทาน. บทว่า อาหุ สปฺปุริโส
ได้แก่ กล่าว.
จบอรรถกถาสคัยหกสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาปฐมวรรคที่ ๑

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 655 (เล่ม 26)

ทุติยวรรคที่ ๒
๑. สุวัณณปาติสูตร
ว่าด้วยลาภสักการะเป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
[๕๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้
บุคคลบางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะถาดทองคำ อันเต็มด้วยผงเงิน
เป็นเหตุ ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดมุสา แต่สมัยต่อมา เราเห็นเขาถูกลาภ
สักการะและความสรรเสริญครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ก็กล่าวมุสาทั้งที่รู้ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ
อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบสุวัณณปาติสูตรที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
อรรถกถาสุวัณณปาติสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยใน สุวัณณปาติสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้.

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 656 (เล่ม 26)

บทว่า สมฺปชานมุสา ภาสนตํ ความว่า กล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่
ด้วยเหตุแม้เพียงเล็กน้อย. บทว่า สีลํ ปูเรสฺสามิ ความว่า กองปัจจัย
แม้ขนาดเท่าภูเขาสิเนรุ ไม่สามารถทำให้ภิกษุผู้มีจิตส่งไปแล้วว่า เราจัก
ยังศีลให้บริบูรณ์ ดังนี้ หวั่นไหวได้. ก็คราวใดเธอละศีล อาศัยลาภ
และสักการะ ให้คราวนั้นเธอก็พูดเท็จ แม้เพราะมีรำข้าวกำหนึ่งเป็นเหตุ
หรือทำสิ่งอื่นที่ไม่ใช่กิจ.
จบอรรถกถาสุวัณณปาติสูตรที่ ๑
๒. รูปิยปาติสุตร
ว่าด้วยลาภสักการะเป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรม
[๕๖๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ
ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษม
จากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.
[๕๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจแล้วย่อมรู้
บุคคลบางคนในโลกนี้อย่างนี้ว่า แม้เพราะถาดเงินอันเต็มด้วยผงทองคำ
เป็นเหตุ ท่านผู้นี้ก็ไม่จงใจพูดมุสา แต่สมัยต่อมา เราเห็นเขาถูกลาภ
สักการะและความสรรเสริญครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ก็กล่าวมุสาทั้งที่รู้ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ
อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
จบรูปิยปาติสูตรที่ ๒

656