ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 547 (เล่ม 26)

เพื่อบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม.
[๔๘๖] สา. ผู้มีอายุ ก็ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส
อย่างไร.
ก. ผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ทำความเพียรเครื่องเผา
กิเลส โดยคิดว่า อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเกิดขึ้น
จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส โดย
คิดว่า อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อเรายังละไม่ได้ จะ
พึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส โดยคิดว่า
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อความ
เสียประโยชน์ ทำความเพียรเครื่องเผากิเลส โดยคิดว่า กุศลธรรมที่เกิด
ขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับ จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ผู้มีอายุ ด้วย
อาการอย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส.
[๔๖๙] สา. ผู้มีอายุ ก็ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสะดุ้งกลัวอย่างไร.
ก. ผู้มีอายุ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมสะดุ้งกลัว โดยคิดว่า
อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อ
ความเสียประโยชน์ ย่อมสะดุ้งกลัว โดยคิดว่า อกุศลธรรมอันลามกที่
เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อเรายังละไม่ได้ จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์
ย่อมสะดุ้งกลัว โดยคิดว่า กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้น
จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ย่อมสะดุ้งกลัว โดยคิดว่า กุศลธรรม
ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับ จะพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์ ผู้มีอายุ
ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว ผู้มีอายุ
ด้วยอาการอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีความ

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 548 (เล่ม 26)

สะดุ้งกลัว เป็นผู้ควรเพื่อความตรัสรู้ ควรเพื่อพระนิพพาน ควรเพื่อ
บรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ดังนี้.
จบอโนตตาปิสูตรที่ ๒
อรรถกถาอโนตตาปีสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในอโนตตาปีสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อนาตาปี ความว่า เว้นจากความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส.
บทว่า อโนตฺตาปี ความว่า ไม่กลัว คือเว้นความกลัวแต่ความเกิดแห่ง
กิเลส และความไม่เกิดแห่งกุศล. บทว่า สมฺโพธาย คือเพื่อความ
ตรัสรู้. บทว่า นิพฺพานาย คือเพื่อทำนิพพานให้แจ้ง. อนุตฺตรสฺส
โยคกฺเขมสฺส คืออรหัต. ก็อรหัตนั้น ยอดเยี่ยมและเกษมจากโยคะ ๔.
ในบทเป็นต้นว่า อนุปฺปนฺนา ความว่า อกุศลบาปธรรมมีโลภะ
เป็นต้นเหล่าใด ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น อันตนยังไม่
เคยได้วัตถุเป็นที่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่งของอุปัฏฐาก สัทธิวิหาริก และ
อันเตวาสิกทั้งหลายแล้ว ถือเอาสิ่งนั้นด้วยเข้าใจว่างาม เป็นสุข ดังนี้
โดยไม่แยบคาย ก็หรือรำพึงถึงอารมณ์อันไม่เคยมีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดย
ไม่แยบคายตามมีตามเกิด. อกุศลบาปธรรมเหล่านั้น พึงทราบว่า ยังไม่
เกิดขึ้น ดังนี้.
บาปธรรม ชื่อว่ายังไม่เกิดขึ้นในสงสารอันมีที่สุดเบื้องต้นอันบุคคล
รู้ไม่ได้ ย่อมไม่มีโดยประการอื่น. อนึ่ง อกุศลธรรมยังไม่เกิดขึ้นแก่
ภิกษุ ในเพราะอารมณ์อันเป็นวัตถุ อันเคยมีมา หรือด้วยความบริสุทธิ์

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 549 (เล่ม 26)

เป็นปกติ หรือด้วยการเรียนและการสอบถาม หรือด้วยอำนาจแห่งปริยัติ
นวกรรมและทำไว้ในใจโดยแยบคาย อย่างใดอย่างหนึ่งในก่อน ภายหลัง
ย่อมเกิดขึ้นได้เร็วด้วยปัจจัยเช่นนั้น. อกุศลธรรมแม้เหล่านี้ พึงทราบว่า
ที่ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นพึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์. ด้วยว่า
อกุศลธรรมเมื่อเกิดขึ้นในวัตถารมณ์เหล่านั้นบ่อย ๆ ชื่อว่ายังละไม่ได้.
อกุศลธรรมเหล่านั้น พึงทราบว่าที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อยังละไม่ได้พึงเป็นไป
เพื่อความเสียประโยชน์. นี้เป็นความสังเขปในข้อนี้. ส่วนความพิสดาร
แยกเป็นเกิดขึ้น สละวิธีที่ละได้ ยังละไม่ได้ ทั้งหมดท่านกล่าวในวิสุทธิ-
มรรคว่าด้วยญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ.
บทว่า อนุปฺปนฺนา เม กุสลา ธมฺมา ความว่า ธรรมที่ไม่มี
โทษ กล่าวคือศีล สมาธิ มรรคและผลที่ตนยังไม่ได้. บทว่า อุปฺปนฺนา
ได้แก่ กุศลธรรมเหล่านั้นอันตนได้แล้ว. บทว่า นิรุชฺฌมานา อนตฺถาย
สํวตฺเตยฺยุํ ความว่า ธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น เมื่อดับไปเพราะยังไม่
เกิด ด้วยอำนาจความเสื่อม. ก็ในธรรมมีศีลเป็นต้นนี้ โลกิยธรรมย่อม
เสื่อม. โลกุตรธรรมไม่มีเสื่อม. ส่วนเทศนานี้ ท่านแสดงด้วยอำนาจ
สัมมัปปธานนี้ว่า เพื่อความดำรงอยู่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในข้อนี้อย่างนี้ว่า เมื่อทุติยมรรคยังไม่เกิด
ปฐมมรรคเมื่อดับ พึงเป็นไปเพื่อความเสียประโยชน์. สัมมัปปธาน ๔
เหล่านี้ ท่านกล่าวในสูตรนี้ ด้วยอำนาจวิปัสสนาส่วนเบื้องต้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
อรรถกถาอโนตตาปิสูตรที่ ๒

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 550 (เล่ม 26)

๓. จันทูปมสูตร
ว่าด้วยเปรียบภิกษุจงทำตัวเป็นดุจพระจันทร์
[๔๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจงเป็นประดุจพระจันทร์ จงพรากกาย พรากจิตออก เป็นผู้ใหม่
เป็นนิตย์ เป็นผู้ไม่คะนองในสกุลทั้งหลายเข้าไปสู่สกุลเถิด ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงพรากกาย พรากจิต แลดูบ่อน้ำซึ่ง
คร่ำคร่า หรือที่เป็นหลุมเป็นบ่อบนภูเขา หรือแม่น้ำที่ขาดเป็นห้วง ฉันใด
พวกเธอจงเป็นประดุจพระจันทร์ จงพรากกาย พรากจิตออก เป็นผู้ใหม่
เป็นนิตย์ ไม่คะนองในสกุล เข้าไปสู่สกุล ฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กัสสปเปรียบประดุจพระจันทร์ พรากกาย พรากจิตออกแล้ว เป็นผู้ใหม่
อยู่เป็นนิตย์ ไม่คะนองในสกุลทั้งหลายเข้าไปสู่สกุล.
[๔๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็น
ไฉน ภิกษุชนิดไร จึงสมควรเข้าไปสู่สกุล.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลาย
ของข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ขอให้เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้า
เถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทรงจำไว้ ดังนี้.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโบกฝ่าพระหัตถ์ในอากาศ

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 551 (เล่ม 26)

ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ามือนี้ ไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพันในอากาศ
ฉันใด จิตของภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุล ไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพัน ฉันนั้น
เหมือนกัน โดยตั้งใจว่า ผู้ปรารถนาลาภ จงได้ลาภ ส่วนผู้ปรารถนาบุญ
จงทำบุญ ดังนี้ ภิกษุเป็นผู้พอใจ ดีใจ ด้วยลาภตามที่เป็นของตน ฉันใด
ก็เป็นผู้พลอยพอใจ ดีใจ ด้วยลาภของชนเหล่าอื่น ฉันนั้น ภิกษุผู้เห็น
ปานนี้แล จึงควรเข้าไปสู่สกุล ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุล
ไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย โดยคิดว่า ผู้ปรารถนาลาภ
จงได้ลาภ ส่วนผู้ปรารถนาบุญ จงทำบุญ ดังนี้ กัสสปเป็นผู้พอใจ ดีใจ
ด้วยลาภตามที่เป็นของตน ฉันใด ก็เป็นผู้พลอยพอใจ ดีใจ ด้วยลาภ
ของชนเหล่าอื่น ฉันนั้น.
[๔๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็น
ไฉน ธรรมเทศนาของภิกษุชนิดไร ไม่บริสุทธิ์ ธรรมเทศนาของภิกษุ
ชนิดไรบริสุทธิ์.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลาย
ของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ขอให้เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นพวก
เธอจงฟัง จงใจใส่ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุ

551
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 552 (เล่ม 26)

รูปใดรูปหนึ่งมีความคิดอย่างนี้ ย่อมแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นว่า โอหนอ
ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้ว พึงเลื่อมใสซึ่งธรรม
ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเท่านั้น จะพึงทำอาการของผู้เลื่อมใสต่อเรา ดังนี้ ภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แล ไม่บริสุทธิ์ ส่วนภิกษุใดแล
เป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ แสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นว่า พระธรรมอัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญู-
ชนจะพึงรู้เฉพาะตน โอหนอ ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้น
ฟังแล้ว จะพึงรู้ทั่วถึงธรรม ก็แลครั้นรู้ทั่วถึงธรรมแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อ
ความเป็นอย่างนั้น ดังนี้ อาศัยความที่แห่งพระธรรมเป็นธรรมอันดี จึง
แสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความกรุณา จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
อาศัยความเอ็นดู จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความอนุเคราะห์
จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แล บริสุทธิ์.
[๔๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปเป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ ย่อม
แสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควร
เรียกให้มาดู. ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน โอหนอ
ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้ว จะพึงรู้ทั่วถึงธรรม
ก็แลครั้นรู้ทั่วถึงธรรมแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ดังนี้ อาศัย
ความที่ธรรมเป็นธรรมอันดี จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความ
กรุณา จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความเอ็นดู จึงแสดงธรรม

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 553 (เล่ม 26)

แก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความอนุเคราะห์ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักกล่าวสอนพวกเธอตามอย่างกัสสป หรือผู้ใด
พึงเป็นเช่นกัสสป เราก็จักกล่าวสอนให้ประพฤติตามผู้นั้น ก็แลพวกเธอ
ได้รับโอวาทแล้ว พึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ดังนี้.
จบจันทูปมสูตรที่ ๓
อรรถกถาจันทูปมสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในจันทูปมสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า จนฺทูปมา ความว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นเช่นดวงจันทร์
โดยความเป็นปริมณฑลอย่างไร. อีกอย่างหนึ่ง ดวงจันทร์โคจรอยู่บน
ท้องฟ้า ไม่ทำความคุ้นเคย ความเยื่อใย ความรักใคร่ ความปรารถนา
หรือความพยายามกับใคร. แต่จะไม่เป็นที่รัก ที่ชอบใจของมหาชนก็หามิได้
ฉันใด. แม้พวกเธอ ก็เป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก เพราะไม่
ทำความคุ้นเคยเป็นต้นกับใคร เป็นดุจดวงจันทร์ เข้าไปสู่ตระกูล ๔ มี
ตระกูลกษัตริย์เป็นต้นฉันนั้น. อนึ่ง ดวงจันทร์กำจัดความมืดส่องแสงสว่าง
ฉันใด. พึงเห็นเนื้อความในข้อนี้ โดยนัยมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า พวกเธอเป็น
ดุจดวงจันทร์ด้วยการกำจัดความมืดคือกิเลส และด้วยการส่องแสงสว่าง
คือปัญญาฉันนั้น.
บทว่า อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ ความว่า พราก คือ
คร่ามา นำออกไปทั้งกายและทั้งจิตด้วยการไม่ทำความคุ้ยเคยเป็นต้นนั้น
แล. ด้วยว่า ภิกษุใดไม่อยู่แม้ในป่า แต่ตรึกกามวิตกเป็นต้น. ภิกษุนี้
ชื่อว่าไม่พรากทั้งกายทั้งจิต. ส่วนภิกษุใด แม้อยู่ในป่า ตรึกกามวิตก

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 554 (เล่ม 26)

เป็นต้น. ภิกษุนี้ชื่อว่าพรากกายอย่างเดียว แต่ไม่พรากจิต. ภิกษุใดอยู่
ในละแวกบ้าน แต่ก็ไม่ตรึกกามวิตกเป็นต้น. ภิกษุนี้ชื่อว่าพรากจิต
อย่างเดียว แต่ไม่พรากกาย. ส่วนภิกษุใดอยู่ป่า และไม่ตรึกกามวิตก
เป็นต้น ภิกษุนี้ชื่อว่าพรากแม้ทั้งสอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรง
แสดงว่า พวกเธอเห็นปานนี้ จงเข้าไปสู่ตระกูล จึงตรัสว่า อปกสฺเสว
กายํ อปกสฺส จิตฺตํ ดังนี้.
บทว่า นิจฺจนวกา ความว่า พวกเธอเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ คือเป็น
เช่นอาคันตุกะดังนี้. ด้วยว่า อาคันตุกะเข้าไปสู่เรือนที่ถึงเข้าตามลำดับ
ถ้าเจ้าของเรือนเห็นเขาเข้าก็คิดว่า บุตรพี่น้องชายของพวกเรา ไปพักแรม
เที่ยวไปอย่างนี้ ดังนี้ เมื่ออนุเคราะห์เชิญให้นั่งให้บริโภค พอเขาบริโภค
เสร็จคิดว่า ท่านจงถือเอาโภชนะของท่านเถิด ดังนี้ ลุกขึ้นหลีกไป ย่อม
ไม่ทำความคุ้นเคยกับเจ้าของเรือนเหล่านั้น หรือจัดทำกรณียกิจ. ท่านแสดง
ว่า แม้พวกเธอเข้าไปสู่เรือนที่ถึงเข้าตามลำดับอย่างนี้แล้ว พวกมนุษย์ผู้
เลื่อมใสในอิริยาบถจะถวายสิ่งใด รับเอาสิ่งนั้นตัดความคุ้นเคยเป็นผู้ไม่
ขวนขวายในกรณียกิจของมนุษย์เหล่านั้นออกไป ดังนี้. ท่านกล่าวเรื่องของ
สองพี่น้องไว้ เพื่อความแจ่มแจ้งของความเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า พี่น้องสองคนออกบวชจากบ้านวโสฬนคร. พี่น้องสองคน
เหล่านั้น ปรากฏว่าเป็น พระจูฬนาคเถระ และพระมหานาคเถระ. พระ-
เถระเหล่านั้นอยู่บนภูเขาจิตตลบรรพตตลอด ๓๐ ปี บรรลุพระอรหัตแล้ว
คิดว่า เราจักเยี่ยมมารดา มาแล้ว พักอยู่ในวิหารในวโสฬนคร เข้าไปสู่บ้าน
มารดาเพื่อบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น. แม้มารดานำข้าวต้มออกไปด้วยกระบวย
เพื่อพระเถระเหล่านั้น เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระรูปหนึ่ง. เมื่อนาง

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 555 (เล่ม 26)

มองดูพระเถระนั้น ก็เกิดความรักในบุตร. ครั้งนั้นนางจึงกล่าวกะท่านว่า
ลูกท่านชื่อมหานาคเป็นลูกของเราหรือ. พระเถระกล่าวว่า อุบาสิกา ท่านจง
ถามพระเถระรูปหลังเถิด แล้วก็หลีกไป. นางถวายข้าวยาคูแม้แก่พระเถระ
รูปหลัง แล้วจึงถามว่า ลูก ท่านชื่อจูฬนาคเป็นลูกของเราหรือ. พระเถระ
กล่าวว่า อุบาสิกา ท่านไม่ถามพระรูปก่อนหรือ ดังนี้ แล้วก็หลีกไป.
ภิกษุผู้ตัดความคุ้นเคยกับมารดาอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์.
บทว่า อปฺปคพฺภา คือไม่คะนอง อธิบายว่า เว้นด้วยความ
คะนองกายมีฐาน ๘ ด้วยความคะนองวาจามีฐานะ ๔ และด้วยความ
คะนองใจมีฐานะมิใช่น้อย การกระทำอันไม่สมควรด้วยกายในสงฆ์
คณะ บุคคล โรงฉัน เรือนไฟ ท่าอาบน้ำ ทางภิกขาจาร การเข้าไป
ในละแวกบ้าน ชื่อว่าความคะนองกายมีฐานะ ๘ เช่นกรรมเป็นต้น
อย่างนี้ว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ นั่งรัดเข่าในท่ามกลางสงฆ์ หรือ
ไขว่ห้าง. ในท่ามกลางคณะก็อย่างนั้น. บทว่า คณเมชฺเฌ ความว่า
ในการประชุมบริษัท ๔ หรือประชุมคณะพระสูตรเป็นต้น. ในภิกษุผู้
แก่กว่าก็อย่างนั้น. ส่วนในโรงฉันไม่ถวายอาสนะแก่ภิกษุผู้แก่ ห้าม
อาสนะแก่ภิกษุผู้ใหม่. ในเรือนไฟก็อย่างนั้น ก็ในเรือนไฟนี้ เธอไม่
บอกภิกษุผู้แก่ ทำการก่อไฟเป็นต้น. ส่วนในท่าอาบน้ำมีอธิบายนี้ว่า
ท่านไม่กำหนดว่า ภิกษุหนุ่ม ภิกษุแก่ พึงอาบน้ำตามลำดับที่มา. เธอเมื่อไม่
เอื้อเฟื้อการกำหนดนั้น มาภายหลังลงน้ำ ย่อมเบียดเบียนภิกษุแก่และภิกษุ
ใหม่. ส่วนในทางภิกขาจารมีกรรมเป็นต้นอย่างนี้ว่า เดินออกหน้าเพื่อ
ประโยชน์แก่อาสนะที่เลิศ น้ำที่เลิศ ก้อนข้าวที่เลิศ กระทบแขนเข้าไปภาย
ในละแวกบ้านก่อนพวกภิกษุผู้แก่ ทำการเล่นทางกายกับภิกษุหนุ่ม ดังนี้.

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 556 (เล่ม 26)

การเปล่งวาจาอันไม่สมควรในท่ามกลางสงฆ์ คณะ บุคคล และ
ในละแวกบ้าน ชื่อว่าความคะนองวาจามีฐานะ ๔ เช่นภิกษุบางรูปใน
ธรรมวินัยนี้ไม่บอกก่อน กล่าวธรรมในท่ามกสางสงฆ์ ในท่ามกลางคณะ
และในสำนักบุคคลมีประการตามที่กล่าวแล้วในก่อนอย่างนั้น ถูกพวก
มนุษย์ถามอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่บอกภิกษุผู้แก่กว่าแก้ปัญหา. ส่วนใน
ละแวกบ้าน ย่อมกล่าวคำเป็นต้นว่า ชื่อแม้ไฉน ข้าวยาคู หรือของ
ควรเคี้ยว ควรบริโภคมีอยู่หรือ ท่านจะให้อะไรแก่เรา. วันนี้เราจักเคี้ยว
อะไร จักกินอะไร จักดื่มอะไร. การไม่ถึงอัชฌาจารด้วยกายวาจาใน
ฐานะเหล่านั้น ๆ แต่ใจตรึกถึงกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าความคะนองใจ ซึ่งมี
ฐานะมิใช่น้อย. อนึ่ง ความที่ภิกษุผู้ทุศีล แม้มีความปรารถนาลามกอัน
เป็นไปอย่างนี้ว่า ขอชนจงรู้เราว่า เป็นผู้มีศีลดังนี้ ชื่อว่าความคะนองใจ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอเป็นผู้คะนองเข้าไปหา เพราะไม่มี
ความคะนองเหล่านี้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. บทว่า ชรุทปานํ ได้แก่
บ่อน้ำเก่า. บทว่า ปพฺพตวิสมํ ได้แก่ ที่เป็นหลุม คือเป็นเหวบนภูเขา.
บทว่า นทีวิทุคฺคํ ได้แก่ แม่น้ำที่ขาดเป็นห้วง ๆ. บทว่า อปกสฺเสว
กายํ ได้แก่ ผู้ใดขวนขวายในการเล่นเป็นต้น ไม่พรากกาย ไม่ร่วมกัน
ทำกรรมหนักตลอดสถานที่เช่นนั้น ไม่ยึดถือผู้ช่วย ไม่พรากจิต คำนึงโดย
ลำดับ เพราะเห็นโทษว่าบุคคลผู้ตกไปในที่นี้ ย่อมถึงมือและเท้าหักเป็นต้น
จึงมีความรักมองดู. บุคคลนั้นตกไปแล้ว ย่อมประสบสิ่งมิใช่ประโยชน์มีมือ
และเท้าหักเป็นต้น. ส่วนผู้ใดต้องการน้ำ เป็นผู้ใคร่จะตรวจดูด้วยกิจอื่น
หรือกิจบางอย่าง พรากกาย ร่วมกันทำกรรมหนัก ยึดถือผู้ช่วยเหลือ พราก

556