ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 527 (เล่ม 26)

หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้
กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมทราบธรรมตามที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วว่า โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกข้าพระ-
องค์ผู้ท่องเที่ยวไปมา ซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนานนี้แหละมากกว่า ส่วน
น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย ดังนี้.
[๔๔๘] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกละ ๆ พวกเธอทราบธรรม
ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว โลหิตที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้
ท่องเที่ยวไปมาซึ่งถูกตัดศีรษะโดยกาลนาน นี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำใน
มหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นโค ซึ่งถูกตัด
ศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำใน
มหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย เมื่อเธอทั้งหลายเกิดเป็นกระบือ ซึ่งถูก
ตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า. . . เมื่อ
เธอทั้งหลายเกิดเป็นแกะ . . . เกิดเป็นแพะ. . . เกิดเป็นเนื้อ . . . เกิด
เป็นสุกร. . . เกิดเป็นไก่. . . เมื่อพวกเธอถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่า
เป็นโจรฆ่าชาวบ้านตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมาก
กว่า. . . ถูกจับตัดศีรษะโดยข้อหาว่าเป็นโจรคิดปล้น. . . ถูกจับตัดศีรษะ
โดยข้อหาว่าเป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่นตลอดกาลนาน โลหิต
ที่หลั่งไหลออกนั่นแหละมากกว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย
ไม่ได้. . . พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
[๔๔๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่าง

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 528 (เล่ม 26)

พอใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุชาวเมืองปาเวยยะประมาณ ๓๐ รูป
พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น.
จบติงสมัตตสูตรที่ ๓
อรรถกถาติงสมัตตาสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในติงสมัตตาสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปาเวยฺยกา ได้เเก่ภิกษุชาวเมืองปาเวยยกะ. ในบทเป็นต้นว่า
สพฺเพ อารญฺญิกา พึงทราบความที่ภิกษุเหล่านั้นอยู่ในป่าเป็นวัตรเป็นต้น
ด้วยอำนาจสมาทานธุดงค์. บทว่า สพฺเพ สสญฺโญชนา ความว่า พวก
ภิกษุทั้งปวงยังมีเครื่องผูกอยู่ คือบางพวกเป็นพระโสดาบัน บางพวก
เป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี. ก็ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเป็น
ปุถุชน หรือพระขีณาสพไม่มี. ในบทเป็นต้นว่า คุนฺนํ ได้แก่พึงถือเอา
เวลามีสีอย่างหนึ่ง ๆ ในบรรดาสีขาวและดำเป็นต้น. บทว่า ปาริปนฺถกา
ได้แก่พวกโจรปล้นคอยดักที่ทาง. บทว่า ปารทาริกา คือโจรผู้ประพฤติ
ผิดในภรรยาของผู้อื่น.
จบอรรถกถาติงสมัตตาสูตรที่ ๓

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 529 (เล่ม 26)

๔. มาตุสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนผู้ไม่เคยเป็นมารดา
[๔๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯล ฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
มารดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น
ดังนี้.
จบมาตุสูตรที่ ๔
[สูตรทั้งปวงก็มีเปยยาลอย่างเดียวกันนี้]
อรรถกถามาตุสูตรที่ ๔
พึงทราบเนื้อความในมาตุสูตรที่ ๔ เป็นต้น โดยกำหนดเพศและ
โดยกำหนดจักรวาล. ในข้อนี้มีกำหนดเพศอย่างนี้ว่า เวลาบุรุษเป็น
มาตุคามและเวลามาตุคามเป็นบุรุษ. สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวจากจักรวาลนี้
ไปยังจักรวาลอื่น และจากจักรวาลอื่นมายังจักรวาลนี้. บรรดากำหนด ๒
อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงหญิงที่เป็นมารดาเวลาเป็น
มาตุคามในจักรวาลนี้ จึงตรัสว่า โย น มาตาภูตปุพฺโพ. แม้ในบท
เป็นต้นว่า โย น ปิตาภูตปุพฺโพ เป็นต้น ก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถามาตุสูตรที่ ๔ เป็นต้น

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 530 (เล่ม 26)

๕. ปิตุสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนผู้ไม่เคยเป็นบิดา
[๔๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
บิดาโดยกาลนาน มิใช่หาได้ง่ายเลย ดังนี้.
จบปิตุสูตรที่ ๕
ตั้งแต่สูตรที่ ๕ ถึง สูตรที่ ๙ ไม่มีอรรถกถาอธิบาย
๖. ภาตุสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย
[๔๕๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ฯล สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
พี่ชายน้องชายโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย. ดังนี้.
จบภาตุสูตรที่ ๖

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 531 (เล่ม 26)

๗. ภคินีสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ที่ไม่เคยเป็นพี่หญิงน้องหญิง
[๔๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
พี่หญิงน้องหญิงโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย ดังนี้.
จบภคินีสูตรที่ ๗
๘. ปุตตสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ที่ไม่เคยเป็นบุตร
[๔๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็น
บุตรโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย.
จบปุตตสูตรที่ ๘

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 532 (เล่ม 26)

๙. ธีตุสูตร
ว่าด้วยสงสารและสัตว์ที่ไม่เคยเป็นธิดา
[๔๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็น
ที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้อง
ต้นย่อมไม่ปรากฏ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นธิดาโดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย
ไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ
ไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็น
ป่าช้าตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว
เพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้.
จบธีตุสูตรที่ ๙
๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
ว่าด้วยความเป็นไปของภูเขาเวปุลละ
[๔๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา
คิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 533 (เล่ม 26)

ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังนี้.
[๔๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชา
เป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุด
เบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลล-
บรรพตนี้ได้ชื่อว่าปาจีนวังสะ สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์ได้ชื่อว่า ติวรา
หมู่มนุษย์ชื่อติวรา มีอายุประมาณ ๔ หมื่นปี หมู่มนุษย์ชื่อติวรา ขึ้นปาจีน-
วังสบรรพตเป็นเวลา ๔ วัน ลงก็เป็นเวลา ๔ วัน. สมัยนั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เสด็จอุบัติ
ขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ
มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าวิธูระ และสัญชีวะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแล อันตรธาน
ไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นกระทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืน
อย่างนี้ ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอ
ทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อ
จะหลุดพ้น ดังนี้.
[๔๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภูเขาเวปุลละนี้
มีชื่อว่าวงกต. สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์มีชื่อว่าโรหิตัสสะ มีอายุประมาณ
๓ หมื่นปี มนุษย์ชื่อว่าโรหิตัสสะ ขึ้นวงกตบรรพตเป็นเวลา ๓ วัน ลง
ก็เป็นเวลา ๓ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้า

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 534 (เล่ม 26)

ทรงพระนามว่าโกนาคมนะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาค-
อรหันตสัมมาสันพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ มีพระสาวกคู่หนึ่ง
เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อว่าภิยโยสะและอุตตระ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอจงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้น
ทำกาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
[๔๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เวปุลลบรรพต
นี้มีชื่อว่า สุปัสสะ. สมัยนั้นแล หมู่มนุษย์ชื่อสุปนียา มีอายุประมาณ
๒ หมื่นปี หมู่มนุษย์ที่ชื่อว่าสุปปิยา ขึ้นสุปัสสะบรรพตเป็นเวลา ๒ วัน
ลงก็เป็นเวลา ๒ วัน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสปะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้มีพระสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ
เป็นคู่เจริญ ชื่อว่ติสสะและภารทวาชะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ
จงดูเถิด ชื่อแห่งภูเขานี้นั้นแลอันตรธานไปแล้ว มนุษย์เหล่านั้นกระทำ
กาละไปแล้ว และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ปรินิพพานแล้ว
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
[๔๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บัดนี้แล ภูเขาเวปุลละนี้มีชื่อว่า
เวปุลละทีเดียว ก็บัดนี้หมู่มนุษย์เหล่านี้มีชื่อว่ามาคธะ หมู่มนุษย์ที่ชื่อมาคธะ
มีอายุน้อย นิดหน่อย ผู้ใดมีชีวิตอยู่นาน ผู้นั้นมีอายุเพียงร้อยปี น้อย
กว่าก็มี เกินกว่าก็มี หมู่มนุษย์ชื่อมาคธะ ขึ้นเวปุลลบรรพตเพียงครู่เดียว
และบัดนี้ พระอรหันตสัมมาสัมพุพธเจ้าพระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ในโลก ก็เราแลมีสาวกคู่หนึ่ง เป็นคู่เลิศ เป็นคู่เจริญ ชื่อสารีบุตรและ

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 535 (เล่ม 26)

โมคคัลลานะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นก็จักมี สละชื่อแห่งบรรพตนี้
จักอันตรธาน หมู่มนุษย์เหล่านี้จักทำกาละ และเราก็จักปรินิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้ ไม่ยั่งยืนอย่างนี้
ไม่น่าชื่นใจอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อ
จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น
ดังนี้.
[๔๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยา-
กรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
ปาจีนวังสบรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อติวระ วงกฏ
บรรพตของหมู่มนุษย์ชื่อโรหิตัสสะ สุปัสสบรรพต
ของหมู่มนุษย์ชื่อสุปปิยา และเวปุลลบรรพตของหมู่
มนุษย์ชื่อมาคธะ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มี
อันเกิดขึ้นแลเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้ว
ย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับไป
เป็นสุข ดังนี้.
จบเวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐
จบทุติยวรรคที่ ๒

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 536 (เล่ม 26)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทุคตสูตร ๒. สุขิตสูตร ๓. ติงสมัตตาสูตร
๔. มาตุสูตร ๕. ปิตุสูตร ๖. ภาตุสูตร
๗. ภคินีสูตร ๘. ปุตตสูตร ๙. ธีตุสูตร
๑๐. เวปุลลปัพพตสูตร
จบอนมตัคคสังยุตที่ ๓
อรรถกถาเวปุลลปัพพตสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในเวปุลปัพพตสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ภูตปุพฺพํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องราวเรื่อง
หนึ่งในอดีตกาลมาแสดง. บทว่า สมญฺญา อุทปาทิ ได้แก่ บัญญัติ. บทว่า
จตุเหน อาโรหนฺติ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงคนมีกำลังปานกลาง. บทว่า
อคฺคํ คือสูงสุด. บทว่า ภทฺทยุคํ คือคู่ที่ดี. บทว่า ตีเหน อาโรหนฺติ
ความว่า ได้ยินว่า แผ่นดินหนาขึ้น ๑ โยชน์ ระหว่างพระพุทธเจ้าทั้งสอง
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. ภูเขานั้นสูง ๓ โยชน์. บทว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย
ความว่า ผู้อยู่เกินกว่า ๑๐๐ ปี น้อยกว่า ๑๐ ปีบ้าง. ผู้ที่ชื่อว่าอยู่ตลอด
๑๐๐ ปี ไม่มีอีก. แต่โดยสูงสุด สัตว์มีชีวิตอยู่ได้ ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง
ส่วนสัตว์ยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ตายไปในเวลา ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีเป็นต้นก็มี
มาก. คำนี้ว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ บังเกิดในเวลามีอายุ
๔ หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนะ บังเกิดในเวลามีอายุ ๓
หมื่นปี ดังนี้ ท่านจัดให้เป็นความเสื่อมโดยลำดับ. แต่ไม่พึงทราบว่า

536