ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 517 (เล่ม 26)

ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปทั้งหลายที่
ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากเท่าไรหนอ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัปทั้งหลาย
ที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มีมาก มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้
กัป เท่านี้ ๑๐๐ กัป เท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป.
ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า.
[๔๓๔] พ. อาจอุปหาได้ ภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสต่อไปว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสาวก ๔ รูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี มี
ชีวิต ๑๐๐ ปี หากว่าท่านเหล่านั้นพึงระลึกถอยหลังไปได้วันละแสนกัป
กัปที่ท่านเหล่านั้นระลึกไม่ถึงถึงยังมีอยู่อีก สาวก ๔ รูปของเราผู้มีอายุ
๑๐๐ ปี มีชีวิต ๑๐๐ ปี พึงทำกาละโดยล่วงไป ๑๐๐ ปี ๆ โดยแท้แล
กัปที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มีจำนวนมากอย่างนี้แล มิใช่ง่ายที่จะนับ
กัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ ๑๐๐ กัป เท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่า
เท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนด
ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบสาวกสูตรที่ ๗
อรรถกถาสาวกสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในสาวกสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อนุสฺสเรยฺยุํ ความว่า แม้พระสาวก ๔ รูป พึงระลึก
ถอยหลังไปได้ ๔ แสนกัปอย่างนี้ว่า เมื่อรูปหนึ่งระลึกถอยหลังได้แสนกัป

517
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 518 (เล่ม 26)

อีกรูปหนึ่งระลึกถอยหลังได้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป แม้รูปอื่นก็ระลึกถอยหลังได้อีก
๑๐๐,๐๐๐ กัปจากสถานที่เขาอยู่.
จบอรรถกถาสาวกสูตรที่ ๗
๘. คงคาสูตร
ว่าด้วยการอุปมากัป
[๔๓๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. ครั้นนั้นแบ พราหมณ์ผู้หนึ่ง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นพราหมณ์นั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ กัปที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากเท่าไรหนอแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่าน
ไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากแล มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป
เท่านี้ ๑๐๐ กัป เท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป.
พราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม.
[๔๓๖] พ. อาจอุปมาได้ พราหมณ์ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูก่อน
พราหมณ์ แม่น้ำคงคานี้ย่อมเกิดแต่ที่ใด และย่อมถึงมหาสมุทร ณ ที่ใด
เมล็ดทราบในระยะนี้ไม่เป็นของง่ายที่จะกำหนดได้ว่า เท่านี้เมล็ด เท่านี้
๑๐๐ เมล็ด เท่านี้ ๑,๐๐๐ เมล็ด หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ เมล็ด ดูก่อน

518
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 519 (เล่ม 26)

พราหมณ์ กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากกว่าเมล็ดทราย
เหล่านั้น มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ ๑๐๐ กัป
เท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มี
อวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นไม่ปรากฏ สัตว์เหล่านั้นได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน
ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนานเหมือนฉะนั้น
ดูก่อนพราหมณ์ ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขาร
ทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
[๔๓๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ผู้นั้น
ได้กราบทูลว่า แจ่มแจ้งยิ่งนักท่านพระโคดม แจ่มแจ้งยิ่งนักท่านพระ
โคดม ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึง
สรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้.
จบคงสูตรที่ ๘
อรรถกถาคงคาสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยใน คงคาสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ยา เอตสฺมึ อนฺตเร วาลิกา ความว่า เมล็ดทรายใน
ระหว่างนี้ ยาว ๕ โยชน์.
จบอรรถกถาคงคาสูตรที่ ๘

519
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 520 (เล่ม 26)

๙. ทัณฑสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายเหมือนท่อนไม้
[๔๓๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็น
ที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้น
ย่อมไม่ปรากฏ ฯ ล ฯ
[๔๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นบนอากาศ
บางคราวก็ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลง
ทางปลาย แม้ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็น
เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลก
นี้ไปสู่ปรโลก บางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อ
จะหลุดพ้น ดังนี้.
จบทัณฑสูตรที่ ๙
อรรถกถาทัณฑสูตรที่ ๙
ส่วนในทัณฑสูตรที่ ๙ คำจะต้องกล่าวไม่มี.
จบอรรถกถาทัณฑสูตรที่ ๙

520
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 521 (เล่ม 26)

๑๐. ปุคคลสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนโครงกระดูกบุคคล
[๔๔๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา
คิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ.
[๔๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ เมื่อบุคคลหนึ่งท่อง
เที่ยวไปมาอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พึงมีโครงกระดูก ร่างกระดูก กองกระดูก
ใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละนี้ ถ้ากองกระดูกนั้นพึงเป็นของที่จะขนมารวมกันได้
และกระดูกที่ได้สั่งสมไว้แล้ว ก็ไม่พึงหมดไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้.
[๔๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยา-
กรณภาษิตนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
เราผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า
กระดูกของบุคคลคนหนึ่งที่สะสมไว้กัปหนึ่ง พึงเป็น
กองเท่าภูเขา ก็ภูเขาที่เรากล่าวนั้น คือ ภูเขาใหญ่

521
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 522 (เล่ม 26)

ชื่อเวปุลละ อยู่ทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้
เมืองราชคฤห์ อันมีภูเขาล้อมรอบ เมื่อใดบุคคลเห็น
อริยสัจ คือทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความล่วงพ้น
ทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันยังสัตว์ให้ถึง
ความสงบทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อนั้น เขา
ท่องเที่ยว ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก ก็เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์
ได้ เพราะสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ดังนี้แล.
จบปุคคลสูตรที่ ๑๐
จบปฐมวรรที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติณกัฏฐสูตร ๒. ปฐวีสูตร ๓. อัสสุสูตร ๔. ขีรสูตร
๕. ปัพพตสูตร ๖. สาสปสูตร ๗. สาวกสูตร ๘. คงคาสูตร
๙. ทัณฑสูตร ๑๐. ปุคคลสูตร
อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
แม้ ๓ บทมีบทเป็นต้นว่า อฏฺฐิกงฺกโล ก็เป็นไวพจน์ของกอง
กระดูกนั่นเอง. ก็สัตว์เหล่านี้ เวลาไม่มีกระดูกมากกว่าเวลามีกระดูก.
ด้วยว่า กระดูกของสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้นเหล่านั้นไม่มี. ส่วนสัตว์มีปลา
และเต่าเป็นต้น มีกระดูกมากกว่าแล. เพราะฉะนั้น พึงถือเอาเฉพาะ

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 523 (เล่ม 26)

เวลามีกระดูก มิได้หมายถึงเวลาไม่มีกระดูกและเวลามีกระดูกมากหลาย.
บทว่า อุตฺตโร คิชฺฌกูฏสฺส ได้แก่ภูเขาตั้งอยู่ทิศเหนือของภูเขาคิชฌกูฏ.
บทว่า มคธานํ คิริพฺพเช คือ ใกล้ภูเขาแคว้นมคธ อธิบายว่า ตั้ง
อยู่ในวงล้อมของภูเขา. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๑๐
จบปฐมวรรคที่ ๑

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 524 (เล่ม 26)

ทุติยวรรคที่ ๒
๑. ทุคตสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนทุคตบุรุษ
[๔๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มี
อวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ เธอทั้งหลายเห็นทุคตบุรุษผู้มีมือและเท้าไม่
สมประกอบ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้งหลายก็เคยเสวยทุกข์
เห็นปานนี้มาแล้ว โดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบทุคตสูตรที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
อรรถกถาทุคตสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในทุคตสูตรที่ ๑ แห่งทุติยวรรค ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุคฺคตํ ได้แก่คนขัดสน คือ คนกำพร้า. บทว่า ทุรูเปตํ
ความว่า ทุคตบุรุษมีมือและเท้าไม่สมประกอบ.
จบอรรถกถาทุคตสูตรที่ ๑

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 525 (เล่ม 26)

๒. สุขิตสูตร
ว่าด้วยสงสารกำหนดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้
เหมือนบุคคลผู้มีความสุข
[๔๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มี
อวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ. . . เธอทั้งหลายเห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วย
ความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงลงสันนิษฐานในบุคคลนี้ว่า เราทั้ง-
หลายก็เคยเสวยสุขเห็นปานนี้มาแล้วโดยกาลนานนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯล ฯ พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้.
จบสุขิตสูตรที่ ๒
อรรถกถาสุขิตสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสุขิตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุขิตํ ความว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข คือมีทรัพย์มาก
มีโภคะมาก. บทว่า สุสชฺชิตํ ความว่า ประดับตกแต่งขึ้นคอช้าง คือ
มีบริวารมาก.
จบอรรถกถาสุขิตสูตรที่ ๒

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 526 (เล่ม 26)

๓. ติงสมัตตาสูตร
ว่าด้วยภิกษุชาวเมืองปาเวยยะ ๓๐ รูป
ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
[๔๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลนทก-
นิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. ครั้งนั้นแล ภิกษุชาวเมืองปาเวยยะประมาณ
๓๐ รูป ทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงผ้าไตรจีวรเป็นวัตร แต่ทั้งหมดล้วนยัง
เป็นผู้มีสังโยชน์อยู่ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๔๔๖] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงดำริว่า ภิกษุ
ชาวเมืองปาเวยยะประมาณ ๓๐ รูปเหล่านี้แล ทั้งหมดล้วนถือการอยู่ป่าเป็น
วัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตร-
จีวรเป็นวัตร ทั้งหมดล้วนยังมีสังโยชน์ ถ้ากระไร เราพึงแสดงธรรม
โดยประการที่ภิกษุเหล่านี้จะพึงมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น
ณ อาสนะนี้ทีเดียว ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ.
[๔๔๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้ยังมีอวิชชา
เป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุด
เบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โลหิตที่

526