ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปทั้งหลายที่
ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มากเท่าไรหนอ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัปทั้งหลาย
ที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มีมาก มิใช่ง่ายที่จะนับกัปเหล่านั้นว่า เท่านี้
กัป เท่านี้ ๑๐๐ กัป เท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป.
ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า.
[๔๓๔] พ. อาจอุปหาได้ ภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสต่อไปว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสาวก ๔ รูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีอายุ ๑๐๐ ปี มี
ชีวิต ๑๐๐ ปี หากว่าท่านเหล่านั้นพึงระลึกถอยหลังไปได้วันละแสนกัป
กัปที่ท่านเหล่านั้นระลึกไม่ถึงถึงยังมีอยู่อีก สาวก ๔ รูปของเราผู้มีอายุ
๑๐๐ ปี มีชีวิต ๑๐๐ ปี พึงทำกาละโดยล่วงไป ๑๐๐ ปี ๆ โดยแท้แล
กัปที่ผ่านไปแล้ว ล่วงไปแล้ว มีจำนวนมากอย่างนี้แล มิใช่ง่ายที่จะนับ
กัปเหล่านั้นว่า เท่านี้กัป เท่านี้ ๑๐๐ กัป เท่านี้ ๑,๐๐๐ กัป หรือว่า
เท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนด
ที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบสาวกสูตรที่ ๗
อรรถกถาสาวกสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในสาวกสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อนุสฺสเรยฺยุํ ความว่า แม้พระสาวก ๔ รูป พึงระลึก
ถอยหลังไปได้ ๔ แสนกัปอย่างนี้ว่า เมื่อรูปหนึ่งระลึกถอยหลังได้แสนกัป