ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 507 (เล่ม 26)

พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็น
ป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียง
เท่านั้น พอทีเดียวที่จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด
พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบติณกัฏฐสูตรที่ ๑
อนมตัคคสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
อรรถกถาติณกัฏฐสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในติณกัฏฐสูตรที่ ๑ แห่งอนมตัคคสังยุต ดังต่อไปนี้.
บทว่า อนทตคฺโค แปลว่า มีที่สุดเบื้องต้นอันบุคคลไปตามอยู่
รู้ไม่ได้. อธิบายว่า สงสารแม้จะตามไปด้วยญาณร้อยปี พันปี มีที่สุด
รู้ไม่ได้ คือมีที่สุดอันทราบไม่ได้. สงสารนั้นใคร่ไม่อาจรู้ที่สุดข้างนี้ หรือ
ข้างโน้นได้ คือมีเบื้องต้นเบื้องปลายกำหนดไม่ได้. บทว่า สํสาโร
ได้แก่ ลำดับแห่งขันธ์เป็นต้นที่เป็นไปกำหนดไม่ได้. บทว่า ปุพฺพา
โกฏิ น ปญฺญายติ ได้แก่ เขตแดนเบื้องต้น ไม่ปรากฏ ก็ที่สุด
เบื้องต้นของสงสารนั้น ย่อมไม่ปรากฏด้วยที่สุดใด. แม้ที่สุดเบื้องปลาย
ก็ย่อมไม่ปรากฏด้วยที่สุดนั้นเหมือนกัน. ส่วนสัตว์ทั้งหลาย ย่อมท่องเที่ยว
ไปในท่ามกลาง. บทว่า ปริยาทานํ คจฺเฉยฺย นี้ ท่านกล่าวว่า เพราะ
เป็นอุปมาด้วยสิ่งน้อย. ส่วนในพาหิรสมัย ประโยชน์มีน้อย๑ อุปมามีมาก.
เมื่อท่านกล่าวว่า โคนี้เหมือนช้าง สุกรเหมือนโค สระเหมือนสมุทร
๑. ฎีกา-: อตฺโถ ปริตฺโต โหติ ยถาภตาวโพธาภาวโต.

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 508 (เล่ม 26)

ประโยชน์เหล่านั้น จะมีประมาณเช่นนั้นก็หามิได้. ส่วนในพุทธสมัย
อุปมามีน้อย. ประโยชน์มีมาก. แท้จริง เพราะในบาลีที่ท่านถือเอาชมพูทวีป
แห่งเดียว. หญ้าเป็นต้น พึงถึงการหมดสิ้นไป ด้วยความพยายามของ
ชาวชมพูทวีปเห็นปานนี้ในร้อยบ้าง พันปีบ้าง แสนปีบ้าง. ส่วนมารดา
ของคน พึงถึงการหมดสิ้นไป ก็หามิได้แล. บทว่า ทุกฺขํ ปจฺจนุภูตํ
ได้แก่ ท่านเสวยทุกข์. บทว่า ติปฺปํ เป็นไวพจน์ของบทว่า อนุภูตํ
นั้นแล. บทว่า พฺยสนํ ได้แก่ หลายอย่างมีความเสื่อมแห่งญาติเป็นต้น.
บทว่า กฏสิ ได้แก่ ปฐพีที่เป็นป่าช้า. สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายบ่อย ๆ
ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้านั้น ด้วยการทิ้งสรีระไว้. บทว่า อลํ แปลว่า
พอเท่านั้น.
จบอรรถกถาติณกัฏฐสูตรที่ ๑
๒. ปฐวีสูตร
ว่าด้วยการกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายของสงสาร
[๔๒๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็น
ที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุด
เบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ.
[๔๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษปั้นมหาปฐพี

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 509 (เล่ม 26)

นี้ให้เป็นก้อน ก่อนละเท่าเม็ดระเบาแล้ววางไว้ สมมติว่า นี้เป็นบิดา
ของเรา นี้เป็นบิดาของบิดาของเรา โดยลำดับ บิดาของบิดาแห่งบุรุษ
นั้นไม่พึงสิ้นสุด ส่วนมหาปฐพีนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะ
เหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความ
พินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขาร
ทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ .
จบปฐวีสูตรที่ ๒
อรรถกถาปฐวีสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในปฐวีสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า มหาปฐวึ ได้แก่ มีจักรวาลเป็นที่สุด. บทว่า นิกฺขิเปยฺย
ความว่า บุรุษทำลายปฐพีนั้นปั้นให้เป็นก้อน มีประมาณที่กล่าวแล้ว
พึงวางไว้ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
จบอรรถกถาปฐวีสูตรที่ ๒
๓. อัสสุสูตร
ว่าด้วยเปรียบน้ำตากับน้ำในมหาสมุทร
[๔๒๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 510 (เล่ม 26)

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น
เป็นไฉน น้ำตาที่หลั่งไหลของพวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญ
ร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ
โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากัน.
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ย่อม
ทราบธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วว่า น้ำตาที่หลั่งไหล
ออกของพวกข้าพระองค์ ผู้ท่องเที่ยวไปมา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะ
การประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ โดยกาล
นานนี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย.
[๔๒๖] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกละ ๆ พวกเธอทราบธรรม
ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอผู้
ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯ โดยกาลนานนี้แหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทร
ทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของมารดาตลอดกาล
นาน น้ำตาที่หลั่งไหลออกของเธอเหล่านั้น ผู้ประสบมรณกรรมของ
มารดา คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพราก
จากสิ่งที่พอใจนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่า
เลย พวกเธอได้ประสบมรณกรรมของบิดา.. . ของพี่ชายน้องชาย พี่สาว
น้องสาว. . . ของบุตร.. . . ของธิดา. . . ความเสื่อมแห่งญาติ. .. ความ
เสื่อมแห่งโภคะ. . . ได้ประสบความเสื่อมเพราะโรค ตลอดกาลนาน
น้ำตาที่หลั่งออกของพวกเธอเหล่านั้น ผู้ประสบความเสื่อมเพราะโรค
คร่ำครวญร้องไห้อยู่ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจาก

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 511 (เล่ม 26)

สิ่งที่พอใจนั่นแหละมากกว่า ส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย
ไม่ได้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะ
เบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น
ดังนี้.
จบอัสสุสูตรที่ ๓
อรรถกถาอัสสุสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอัสสุสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กนฺทนฺตานํ ได้แก่ ร้องไห้อยู่ร่ำไป. บทว่า ปสนฺทํ น้ำตา
หลั่งไหล คือเป็นไปแล้ว. บทว่า จตูสุ มหาสมุทฺเทสุ ได้แก่ ใน
มหาสมุทรทั้ง ๔ ที่กำหนดด้วยรัศมีภูเขาสิเนรุ. ก็สำหรับภูเขาสิเนรุ ทาง
ทิศปราจีน สำเร็จด้วยเงิน. ทางทิศทักษิณ สำเร็จด้วยแก้วมณี. ทางทิศ
ปัจฉิม สำเร็จด้วยแก้วผลึก. ทางทิศอุดร สำเร็จด้วยทอง. รัศมีแห่ง
เงินและแก้วมณี เปล่งออกทางทิศปราจีนและทักษิณ รวมเป็นอันเดียวกัน
แผ่ไปบนหลังมหาสมุทร ตั้งจดจักรวาลบรรพต. รัศมีแห่งแก้วมณีและ
แก้วผลึก เปล่งออกทางทิศทักษิณและทิศปัจฉิม รัศมีแห่งแก้วผลึกและทอง
เปล่งออกทางทิศปัจฉิมและทิศอุดร. รัศมีแห่งทองและเงินเปล่งออกทางทิศ
อุดรและทิศปราจีน รวมเป็นอันเดียวกัน แผ่ไปบนหลังมหาสมุทร ตั้ง
จดจักรวาลบรรพต. ภายในรัศมีเหล่านั้น เป็นมหาสมุทรทั้ง ๔. ท่านหมาย
เอามหาสมุทร ๔ เหล่านั้น จึงกล่าวว่า จตูสุ มหาสมุทฺเทสุ. บทว่า

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 512 (เล่ม 26)

พฺยสนํ ในบทเป็นต้นว่า ญาติพฺยสนํ ได้แก่ ความเสื่อม ความเสีย
คือความพินาศ. ความเสื่อมแห่งพวกญาติ ชื่อว่าญาติพยสนะ. ความเสื่อม
แห่งโภคะ ชื่อว่าโภคพยสนะ. ชื่อว่าพยสนะ เพราะความมีโรคของตนเอง
นั่นแล คือให้ความไม่มีโรคพินาศ คือฉิบหายไป. ความเสื่อมเป็นโรค
แน่นอน ชื่อว่าโรคพยสนะ.
จบอรรถกถาอัสสุสูตรที่ ๓
๔. ขีรสูตร
ว่าด้วยเปรียบน้ำนมกับน้ำในมหาสมุทร
[๔๒๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้
กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ เธอทั้งหลายจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน น้ำนมมารดาที่พวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนานนี้
ดื่มแล้ว กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไหนจะมากกว่ากัน.
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
ย่อมทราบตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว น้ำมันมารดาที่พวก
ข้าพระองค์ผู้ท่องเที่ยวไปมาอยู่โดยกาลนาน ดื่มแล้วนั่นแหละมากกว่า
น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่มากกว่าเลย.
[๔๒๘] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกละ ๆ พวกเธอทราบธรรม
ที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ ถูกแล้ว น้ำนมมารดาที่พวกเธอผู้ท่องเที่ยวไปมา

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 513 (เล่ม 26)

อยู่โดยกาลนาน ดื่มแล้วนั่นแหละมากว่า น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไม่
มากกว่าเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น
เบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบขีรสูตรที่ ๔
อรรถกถาขีรสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในขีรสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า มาตุถญฺญํ ได้แก่ น้ำมันมารดา ผู้เป็นมนุษย์ มีชื่อผู้หนึ่ง.
จริงอยู่ ในเวลาสัตว์เหล่านี้บังเกิดในไส้เดือนและมดแดงเป็นต้น ในปลา
และเต่าเป็นต้น หรือในชาติปักษี น้ำมันแม่ไม่มีเลย. ในเวลาบังเถิดใน
แพะ สัตว์เลี้ยงและกระบือเป็นต้น น้ำมันมี. ในพวกมนุษย์ น้ำนมมีอยู่
เหมือนอย่างนั้น . บรรดากาลเหล่านั้น น้ำนม ที่เธอดื่ม ในกาลที่เธอ
ถือกำเนิดในครรภ์ของมารดาผู้มีชื่อผู้หนึ่งว่า "ติสสา" เท่านั้น โดย
ยังมิต้องนับในกาลที่ถือกำเนิดในสัตว์มีแพะเป็นต้น และแม้ในกาลที่ถือ
กำเนิดในครรภ์ของมารดาที่มีชื่อต่างๆ กัน อย่างนี้ว่า "เทวี สุมนา ติสสา
ในพวกมนุษย์" พึงทราบว่า ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔.
จบอรรถกถาขีรสูตรที่ ๔
๕. ปัพพตสูตร
ว่าด้วยเรื่องกัป
[๔๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 514 (เล่ม 26)

ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ฯ ล ฯ เมื่อภิกษุ
รูปนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ กัปหนึ่งนานเพียงไรหนอแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่
ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า เท่านี้ปี เท่านี้ ๑๐๐ ปี เท่านี้ ๑,๐๐๐ ปี หรือว่า
เท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี.
ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า.
[๔๓๐] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุ
เหมือนอย่างว่า ภูเขาหินลูกใหญ่ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างโยชน์หนึ่ง สูง
โยชน์หนึ่ง ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบ บุรุษพึงเอาผ้าแคว้น
กาสีมาแล้วปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปีต่อครั้น ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงถึงการ
หมดไป สิ้นไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่งยัง
ไม่ถึงการหมดไป สิ้นไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้
พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้ว มิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่
แสนกัป. ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น
เบื้องปลายไม่ได้ ฯ ล ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียว
ที่จะเบื่อหน่าย ในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะ
หลุดพ้น ดังนี้.
จบปัพพตสูตรที่ ๕

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 515 (เล่ม 26)

อรรถกถาปัพพตสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในปัพพตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สกฺกา ปน ภนฺเต ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุนั้นคิดว่า
พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ทำได้ง่าย จะตัดอย่างไรก็ไม่ได้ เราอาจจะให้
พระองค์ทำอุปมาได้ไหม. เพราะฉะนั้น เธอจึงกราบทูลอย่างนี้. บทว่า
กาสิเกน ความว่า ด้วยผ้าเนื้อละเอียดมากอันสำเร็จด้วยด้ายที่เขาเอาฝ้าย
๓ ชนิดมาทอรวมกันเข้า. บุรุษพึงเหวี่ยงไปประมาณเท่าใดด้วยการทำให้
เรียบด้วยผ้านั้น. คือให้เหลือประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด.
จบอรรถกถาปัพพตสูตรที่ ๕
๖. สาสปสูตร
ว่าด้วยเรื่องกัป
[๔๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ครั้นภิกษุนั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปหนึ่งนาน
เพียงไรหนอแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ กัปหนึ่งนานแล มิใช่
ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่า เท่านี้ปี ฯ ล ฯ หรือว่าเท่านี้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี.
ภิ. ก็พระองค์อาจจะอุปมาได้ไหม พระเจ้าข้า.
[๔๓๒] พ. อาจอุปมาได้ ภิกษุ แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ดูก่อน

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 516 (เล่ม 26)

ภิกษุ เหมือนอย่างว่า นครที่ทำด้วยเหล็ก ยาว ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์
สูง ๑ โยชน์ เต็มด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดรวมกันเป็น
กลุ่มก้อน บุรุษพึงหยิบเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดเมล็ดหนึ่ง ๆ ออกจากนคร
นั้นโดยล่วงไปหนึ่งร้อยปีต่อหนึ่งเมล็ด เมล็ดพันธุ์ผักกาดกองใหญ่นั้น พึงถึง
ความสิ้นไป หมดไป เพราะความพยายามนี้ ยังเร็วกว่าแล ส่วนกัปหนึ่ง
ยังไม่ถึงความสิ้นไป หมดไป กัปนานอย่างนี้แล บรรดากัปที่นานอย่างนี้
พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่ร้อยพันกัป มิใช่แสน
กัป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารกำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลาย
ไม่ได้ ฯลฯ พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้.
จบสาสปสูตรที่ ๖
อรรถกถาสาสปสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในสาสปสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อายสํ นครํ ได้เเก่ เมืองล้อมด้วยกำแพงเหล็ก. แต่
ไม่ควรเห็นว่า ภายในเกลื่อนด้วยปราสาทชั้นเดียวเป็นต้นต่อกันไป.
จบอรรถกถาสาสปสูตรที่ ๖
๗. สาวกสูตร
ว่าด้วยการอุปมากัป
[๔๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ครั้นนั้นแล ภิกษุหลายรูป
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ ครั้นภิกษุเหล่านั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว

516