ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 497 (เล่ม 26)

[ตน] ออกจากปฐวีธาตุ ถ้าว่าความแช่มชื่นแห่งอาโปธาตุไม่ได้มีแล้ว
ไซร้. . . แห่งเตโชธาตุไม่ได้มีแล้วไซร้ . . . ถ้าว่าความแช่มชื่นแห่ง
วาโยธาตุไม่ได้มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงยินดีในวาโยธาตุ ก็เพราะ
ความแช่มชื่นแห่งวาโยธาตุมีอยู่แล ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงยินดีในวาโยธาตุ
ถ้าว่าโทษแห่งวาโยธาตุไม่ได้มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายใน
วาโยธาตุ ก็เพราะโทษแห่งวาโยธาตุมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่าย
ในวาโยธาตุ ถ้าว่าเครื่องสลัดออกแห่งวาโยธาตุไม่ได้มีแล้วไซร้ สัตว์
ทั้งหลายก็ไม่พึงสลัด [ตน] ออกจากวาโยธาตุ ก็เพราะเครื่องสลัดออก
แห่งวาโยธาตุมีอยู่แล ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัด [ตน] ออกจากวาโยธาตุ.
[๔๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบเท่าที่สัตว์เหล่านี้ยังไม่ทราบ
ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่นโดยเป็นความแช่มชื่น ซึ่งโทษโดย
ความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งธาตุ
ทั้ง ๔ เหล่านี้เพียงใด สัตว์เหล่านี้ยังสลัดตนออกไม่ได้ พรากออกไม่ได้ ยัง
ไม่หลุดพ้นไปจากโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และจาก
หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ มีใจข้ามพ้นจากแดน
กิเลสและวัฏฏะไม่ได้เพียงนั้น ก็เมื่อใดแลสัตว์เหล่านี้ได้ทราบชัดตามความ
เป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่นโดยเป็นความแช่มชื่น ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ
ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้
เมื่อนั้นสัตว์เหล่านี้ย่อมสลัดตนออกได้ พรากออกได้ หลุดพ้นไปจากโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และจากหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 498 (เล่ม 26)

สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ จึงได้มีใจข้ามพ้นจากแดนกิเลสและวัฏฏะ
อยู่ ดังนี้.
จบโนเจทสูตรที่ ๔
อรรถกถาโนเจทสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในโนเจทสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ๑นยทํ เป็นต้น ท่านประกอบด้วยการปฏิเสธตามที่กล่าว
แต่ต้น พึงทราบอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายออกไม่ได้ พรากออกไม่ได้
หลุดพ้นไปไม่ได้ มีใจข้ามพ้นจากแดนกิเลสไม่ได้อยู่. พึงทราบวินิจฉัยใน
นัยที่ ๒. บทว่า วิมริยาทิกเตน ได้แก่ มีใจไม่มีแดน. ในบทนั้น
แดนมี ๒ คือ แดนคือกิเลส แดนคือวัฏฏะ. ก็ในบทเหล่านั้นกิเลส
ของคนใดอันตนละได้แล้วครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งยังละไม่ได้. ก็หรือว่า
วัฏฏะครึ่งหนึ่ง ตนละได้แล้ว อีกครึ่งหนึ่งยังละไม่ได้. จิตของคนนั้นข้าม
พันแดน หมายถึงกิเลส หรือวัฏฏะที่ละได้แล้ว. จิตข้ามพ้นจากแดน
ไม่ได้ หมายถึงกิเลส หรือวัฏฏะที่ยังละไม่ได้. ส่วนในที่นี้ ท่านกล่าวว่า
มีใจข้ามพ้นจากแดน ดังนี้ เพราะกิเลสและวัฏฏะแม้ทั้งสองละได้แล้ว.
อธิบายว่า มีใจไม่ทำแดนไว้ ข้ามพ้นแดนอยู่. กล่าวสัจจะ ๔ เท่านั้น
ไว้ใน ๓ สูตรเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโนเจทสูตรที่ ๔
๑. ม. นิสฺสฏาติ.

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 499 (เล่ม 26)

๕. ทุกขสูตร
ว่าด้วยสุขและทุกข์แห่งธาตุทั้ง ๔
[๔๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ปฐวีธาตุนี้ จักมีทุกข์โดยส่วนเดียว อันทุกข์ติดตามถึง อัน
ทุกข์หยั่งลงถึง อันสุขไม่หยั่งลงถึงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงยินดีใน
ปฐวีธาตุ แต่เพราะปฐวีธาตุอันสุขติดตามถึง อันสุขหยั่งลงถึง อันทุกข์
ไม่หยั่งลงถึง ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงยินดีในปฐวีธาตุ. . .อาโปธาตุนี้. . .
เตโชธาตุนี้. . . วาโยธาตุนี้ จักมีทุกข์โดยส่วนเดียว อันทุกข์ติดตามถึง
อันทุกข์หยั่งลงถึง อันสุขไม่หยั่งลงถึงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็พึงยินดีใน
วาโยธาตุ แต่เพราะวาโยธาตุอันสุขติดตามถึง อันสุขหยั่งลงถึง อันทุกข์ไม่
หยั่งลงถึง ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงยินดีในวาโยธาตุ.
[๔๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฐวีธาตุนี้จักมีสุขโดยส่วนเดียว
อันสุขติดตามถึง อันสุขหยั่งลงถึง อันทุกข์ไม่หยั่งลงถึงแล้วไซร้ สัตว์
ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายจากปฐวีธาตุ แต่เพราะปฐวีธาตุมีทุกข์ อันทุกข์
ติดตามถึง อันทุกข์หยั่งลงถึง อันสุขไม่หยั่งลงถึง ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย
จึงเบื่อหน่ายจากปฐวีธาตุ อาโปธาตุนี้. . . เตโชธาตุนี้. . . วาโยธาตุนี้
จักมีสุขโดยส่วนเดียว อันสุขติดตามถึง อันสุขหยั่งลงถึง อันทุกข์ไม่หยั่ง
ลงถึงแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายจากวาโยธาตุ แต่เพราะ
วาโยธาตุมีทุกข์ อันทุกข์ติดตามถึง อันทุกข์หยั่งลงถึง อันสุขไม่หยั่งลง

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 500 (เล่ม 26)

ถึง ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายจากวาโยธาตุ ดังนี้.
จบทุกขสูตรที่ ๕
อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในทุกขสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เอกนฺตทุกฺขา ความว่า ทุกข์โดยส่วนเดียว เหมือนคน
เดินไปแล้วหยุดอยู่เกิดความร้อนฉะนั้น. บทว่า ทุกฺขานุปติตา ได้แก่ อัน
ทุกข์ติดตาม. บทว่า ทุกฺขาวกฺกนฺตา ได้แก่ อันทุกข์ก้าวลง มีทุกข์หยั่งลง
คือเป็นปัจจัยแก่ทุกขเวทนา. พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงอย่างนี้.
ท่านกล่าวทุกขลักษณะไว้ในสูตรนี้.
จบอรรถกถาทุกขสูตรที่ ๕
๖. อภินันทนาสูตร
ว่าด้วยการชื่นชมยินดีในธาตุทั้ง ๔
[๔๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ผู้ใดย่อมชื่นชมปฐวีธาตุ. . .ผู้นั้นชื่อว่าย่อมชื่นชมทุกข์ผู้ใดย่อมชื่นชมทุกข์
เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ผู้ใดย่อมชื่นชมอาโปธาตุ. . . ผู้ใด
ย่อมชื่นชมเตโชธาตุ. . .ผู้ใดย่อมชื่นชมวาโยธาตุ. . .ผู้นั้นชื่อว่าชื่นชมทุกข์
ผู้ใดชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่หลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้.
[๔๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดย่อมไม่ชื่นชมปฐวีธาตุ. . .ผู้นั้น

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 501 (เล่ม 26)

ชื่อว่าไม่ชื่นชมทุกข์ ผู้ใดไม่ชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นหลุดพ้นจากทุกข์
ผู้ใดไม่ชื่นชมอาโปธาตุ. . . ผู้ใดไม่ชื่นชมเตโชธาตุ. . . ผู้ใดไม่ชื่นชม
วาโยธาตุ ผู้นั้นชื่อว่าไม่ชื่นชมทุกข์ ผู้ใดไม่ชื่นชมทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้น
หลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้.
จบอภินันทนสูตรที่ ๖
อรรถกถาอภินันทสูตรที่ ๖ เป็นต้น
ท่านกล่าววิวัฏฏะไว้ในสูตรที่ ๖ สูตรที่ ๗.
๗. อุปปาทสูตร
ว่าด้วยความเกิดและตั้งอยู่แห่งธาตุทั้ง ๔
[๔๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความเกิด ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งปฐวีธาตุ. . .นั่นเป็น
ความเกิดแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชรามรณะ
ความเกิด ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่งอาโปธาตุ. . . แห่ง
เตโชธาตุ. . . แห่งวาโยธาตุ นั่นเป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งโรค
เป็นความปรากฏแห่งชรามรณะ.
[๔๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับ ความสงบ ความสูญ
สิ้นแห่งปฐวีธาตุ. . .นั่นเป็นความดับแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค
เป็นความสูญสิ้นแห่งชรามรณะ ความดับ ความสงบ ความสูญสิ้นแห่ง

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 502 (เล่ม 26)

อาโปธาตุ. . . แห่งเตโชธาตุ. . .แห่งวาโยธาตุ. . . นั่นเป็นความดับแห่ง
ทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความสูญสิ้นแห่งชรามรณะ.
จบอุปปาทสูตรที่ ๗
๘. ปฐมสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยเป็นสมณะเป็นพราหมณ์
[๔๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธาตุเหล่านี้มี ๔ อย่าง คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโย-
ธาตุ ก็สมณะหรือพราหมณ์บางพวกย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง
ซึ่งความแช่มชื่น โทษ และเครื่องสลัดออกแห่งธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้ สมณะ
หรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมไม่ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อม
ไม่ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ท่านสมณพราหมณ์เหล่า
นั้นย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์
แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึง
อยู่.
[๔๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์บางพวก
ย่อมทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่น โทษ และเครื่องสลัด
ออกแห่งธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแล ย่อมได้รับ
สมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็น

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 503 (เล่ม 26)

สมณะ และประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งด้วยตน
เองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดังนี้.
จบปฐมสมณพราหมณ์สูตรที่ ๘
๙. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยเป็นสมณะเป็นพราหมณ์
[๔๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . .แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุ
เหล่านี้มี ๔ อย่างคือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ก็สมณะหรือ
พราหมณ์บางพวกย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเหตุเกิด ความดับ
ความแช่มชื่น โทษ และเครื่องสลัดออกแห่งธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้ สมณะ
หรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมไม่ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ไม่
ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์
บางพวกย่อมทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งเหตุเกิด ความดับ ความแช่มชื่น
โทษ และเครื่องสลัดออกแห่งธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้. . .
จบทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๙
๑๐. ตติยสมณพรหมณสูตร
ว่าด้วยเป็นสมณะเป็นพราหมณ์
[๔๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 504 (เล่ม 26)

พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์บางจำพวก ย่อมไม่ทราบชัดซึ่งปฐวี
ธาตุ เหตุเกิดแห่งปฐวี ความดับแห่งปฐวีธาตุ ปฏิปทาเครื่องให้ถึง
ความดับแห่งปฐวีธาตุ ย่อมไม่ทราบชัดซึ่งอาโปธาตุ. . . ซึ่งเตโชธาตุ. . .
ซึ่งวาโยธาตุ เหตุเกิดแห่งวาโยธาตุ ความดับแห่งวาโยธาตุ ปฏิปทา
เครื่องให้ถึงความดับแห่งวาโยธาตุ สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อม
ไม่ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ไม่ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์
ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์
แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา
อันรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
[๔๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์บางพวก
ย่อมทราบชัดซึ่งปฐวีธาตุ เหตุเกิดแห่งปฐวีธาตุ ปฏิปทาเครื่องให้ถึง
ความดับแห่งปฐวีธาตุ ย่อมทราบชัดซึ่งอาโปธาตุ. . . ซึ่งเตโชธาตุ. . .
ซึ่งวาโยธาตุ เหตุเกิดแห่งวาโยธาตุ ความดับแห่งวาโยธาตุ ปฏิปทา
เครื่องให้ถึงความดับแห่งวาโยธาตุ สมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อม
ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์ และท่านเหล่านั้นย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็น
สมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งด้วย
ตนเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดังนี้.
จบตติยสมณพราหมณสูตรที่ ๑๐
จบจตุตถวรรคที่ ๔

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 505 (เล่ม 26)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จตัสสูตร ๒. ปุพพสูตร ๓. อจริสูตร
๔. โนเจทสูตร ๕. ทุกขสูตร ๖. อภินันทนสูตร
๗. อุปปาทสูตร ๘. ปฐมสมณพราหมณสูตร ๙. ทุติยสมณพราหมณสูตร
๑๐. ตติยสมณพราหมณสูตร
จบธาตุสังยุตที่ ๒
อรรถกถาอุปปาทสูตรที่ ๗ เป็นต้น
ใน ๓ สูตรสุดท้าย (สูตรที่ ๘-๙-๑๐) ท่านกล่าวสัจจะ ๔
เท่านั้น.
จบจตุตถวรรคที่ ๔
จบอรรถกถาธาตุสังยุต

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 506 (เล่ม 26)

๓. อนมตัคคสังยุต
ปฐมวรรคที่ ๑
๑. ติณกัฏฐสูตร
ว่าด้วยที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายของสงสาร
[๔๒๑] ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่พูดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มี
อวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่
ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ.
[๔๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดทอนหญ้า
ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้
เป็นมัด ๆ ละ ๔ นิ้ว วางไว้ สมมติว่า นี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็น
มารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้นไม่
พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการ
หมดสิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น
เบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็น
เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ

506