ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 487 (เล่ม 26)

พ้นออกจากทุกข์ คือยึดถือว่าเป็นกุศลวิมุตติ ตั้งอยู่. ว่า สมฺมาญาณิโน
คือการพิจารณาโดยชอบ. บทว่า สมฺมาวิมุตฺติโน ความว่า ผู้ประกอบ
ด้วยผลวิมุตติ อันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์.
จบอรรถกถาทสังคิกสูตรที่ ๗
จบทสกัมมปถวรรคที่ ๓
[ในที่ทุกแห่งพึงทำอดีตอนาคตปัจจุบัน]
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อสมาหิตสูตร ๒. ทุสสีลสูตร
๓. ปัญจสิกขาปทสูตร ๔. สัตตกัมมปกสูตร
๕. ทสกัมมปถสูตร ๖. อัฏฐังคิกสูตร
๗. ทสังคิกสูตร
๘.
จบทสกมมปถวรรคที่ ๓

487
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 488 (เล่ม 26)

จตุตถวรรคที่ ๔
๑. จตัสสสูตร๑
ว่าด้วยธาตุ ๔ ประการ
[๔๐๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ธาตุเหล่านี้มี ๔ อย่าง คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ
วาโยธาตุ ภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๔ อย่างเหล่านี้แล ดังนี้.
จบจตัสสสูตรที่ ๑
จตุตถวรรคที่ ๔
อรรถกถาจตัสสสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในจตัสสสูตรที่ ๑ แห่งจตุตถวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
ธาตุที่เป็นที่ตั้ง ชื่อว่า ปฐวีธาตุ. ธาตุที่เอิบอาบ ชื่อว่า อาโปธาตุ.
ธาตุที่ให้ย่อย ชื่อว่า เตโชธาตุ. ธาตุที่เคร่งตึง ชื่อว่า วาโยธาตุ.
นี้เป็นความสังเขปในที่นี้. ส่วนความพิสดาร พึงทราบธาตุเหล่านั้น ด้วย
อำนาจโกฏฐาสะ ๒๐ เป็นต้น.
จบอรรถกถาจตัสสสูตรที่ ๑
๑. ม. จตุธาตุสูตร.

488
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 489 (เล่ม 26)

๒. ปุพพสูตร๑
ว่าด้วยเรื่องก่อนตรัสรู้
[๔๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเราเป็นประโพธิ-
สัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ได้มีความดำริดังนี้ว่า อะไรหนอเป็นความแช่มชื่นอะไร
เป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออกแห่งปฐวีธาตุ อะไรเป็นความแช่มชื่น
อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอาโปธาตุ อะไรเป็นความ
แช่มชื่น อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเตโชธาตุ อะไร
เป็นความแช่มชื่น อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออกแห่งวาโยธาตุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยปฐวีธาตุ นี้เป็นความแช่มชื่นแห่งปฐวีธาตุ ปฐวีธาตุเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งปฐวีธาตุ การ
กำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในปฐวีธาตุ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่ง
ปฐวีธาตุ สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยอาโปธาตุ นี้เป็นความแช่มชื่น
แห่งอาโปธาตุ อาโปธาตุเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
เป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งอาโปธาตุ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันท-
ราคะในอาโปธาตุ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งอาโปธาตุ สุขโสมนัสเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยเตโชธาตุ นี้เป็นความแช่มชื่นแห่งเตโชธาตุ เตโชธาตุเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่ง
เตโชธาตุ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในเตโชธาตุ นี้เป็น
เครื่องสลัดออกแห่งเตโชธาตุ สุขโสมนัสเกิดขึ้นเพราะอาศัยวาโยธาตุ
นี้เป็นความแช่มชื่นแห่งวาโยธาตุ วาโยธาตุเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
๑. ม. ปุพเพสัมโพธสูตร.

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 490 (เล่ม 26)

มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวาโยธาตุ การกำจัด
ฉันทราคะ การละฉันทราคะในวาโยธาตุ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่ง
วาโยธาตุ.
[๔๐๕ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้ทราบชัดตาม
ควานเป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่นโดยเป็นความแช่มชื่น ซึ่งโทษโดยความ
เป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งธาตุเหล่านี้
เพียงใด เราก็ปฏิญาณไม่ได้ว่า เป็นผู้ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมา-
สัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น แต่เมื่อใด เราได้
ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่นโดยเป็นความแช่มชื่น ซึ่งโทษ
โดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่ง
ธาตุ ๔ เหล่านี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณได้ว่า เป็นผู้ได้ตรัสรู้พระอนุตตร-
สัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่
สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ อนึ่ง ญาณทัสสนะได้
เกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติที่สุด บัดนี้การ
เกิดอีกย่อมไม่มี ดังนี้.
จบปุพพสูตรที่ ๒
อรรถกถาปุพพสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในปุพพสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อยํ ปฐวีธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น
อันอาศัยปฐวีธาตุ. ความแช่มชื่นนี้นั้นให้ยืดกายขึ้นไป เหยียดท้องออก

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 491 (เล่ม 26)

ดุจกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพยายามสอดนิ้วมือของเราเข้าไปในที่นี้เถิด หรือ
เหยียดมือแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงพยายามน้อมกายนี้ลงเถิด. พึง
ทราบควานแช่มชื่นด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสที่เป็นไปอย่างนี้.
ในบทเป็นต้นว่า อนิจฺจา ความว่า ชื่อว่าไม่เที่ยงโดยอาการว่ามี
แล้วกลับไม่มี ชื่อว่าเป็นทุกข์โดยอาการบีบคั้น ชื่อว่ามีความแปรปรวน
เป็นธรรมดา โดยอาการปราศจากภาวะของตน. บทว่า อยํ ปฐวี ธาตุยา
อาทีนโว ความว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็น
ธรรมดาโดยอาการใด. อาการนี้เป็นโทษแห่งปฐวีธาตุ. บทว่า ฉนฺทราค-
วินโย ฉนฺทราคปหานํความว่า ฉันทราคะแห่งปฐวีธาตุ อันบุคคลกำจัด
ได้และละได้เพราะอาศัยนิพพาน. เพราะฉะนั้น นิพพานจึงเป็นเครื่องสลัด
ออกซึ่งปฐวีธาตุนั้น.
บทว่า อยํ อาโปธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น
อาศัยอาโปธาตุ ความแช่มชื่นนี้นั้น เหมือนเห็นคนอื่นที่ถูกอาโปธาตุเบียด-
เบียน พึงทราบด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เหตุอะไรผู้นี้
ออกและเข้าไปปัสสาวะตั้งแต่เวลาจะนอน. เมื่อเขาทำการงานแม้เล็กน้อย
เหงื่อก็มี แม้ผ้าย่อมมีอาการที่เขาควรบิดได้. เมื่อกล่าวแม้เพียงอนุโมทนา
เขาก็ต้องถือพัดใบตาล. แต่เรานอนในเวลาเย็น ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่. สรีระ
ของเราเหมือนหม้อที่เต็ม แม้เพียงเหงื่อ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่เราผู้ทำงาน
หนัก. เมื่อเรากล่าวธรรมอยู่ด้วยเสียงเหมือนเสียงฟ้าลั่น แม้เพียงอาการ
อบอุ่นในสรีระก็ไม่มีแก่เรา ดังนี้.
บทว่า อยํ เตโชธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น
อาศัยเตโชธาตุ. ความแช่มชื่นนี้นั้น เหมือนเห็นคนกำลังหนาว พึงทราบ

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 492 (เล่ม 26)

ด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสที่เป็นไปอย่างนี้ว่า เหตุอะไร พวกคนเหล่านี้ดื่ม
เพียงข้าวยาคูภัตรและของขบเคี้ยวหน่อยหนึ่ง นั่งท้องแข็งแสวงหาเตาไฟอยู่
ตลอดคืน. พอหยาดน้ำตกไปใกล้สรีระ พวกเขาก็นอนคร่อมเหนือเตาไฟ
และห่มผ้า. ส่วนเรากินเนื้อหรือขนมแม้แข็งยิ่ง บริโภคภัตรแต่พอเต็มท้อง
ในทันใดนั่นแลภัตรทั้งหมดของเราย่อมย่อยไปเหมือนฟองน้ำ. เมื่อฝนพรำ
ตลอด ๗ วันเป็นไปอยู่ แม้เพียงผ่อนคลายความเยือกเย็นในสรีระ ก็ไม่
มีแก่เรา ดังนี้.
บทว่า อยํ วาโยธาตุยา อสฺสาโท ความว่า นี้เป็นความแช่มชื่น
อาศัยวาโยธาตุ. ความแช่มชื่นนี้นั้น เหมือนเห็นคนอื่นกลัวลม พึงทราบ
ด้วยสามารถแห่งสุขโสมนัสเป็นไปอย่างนี้ว่า เมื่อคนเหล่านี้ทำการงานแม้
เพียงเล็กน้อย กล่าวแม้เพียงอนุโมทนา ลมก็ย่อมเสียดแทงสรีระ. มือและ
เท้าของพวกเขาผู้เดินทางไกลแม้เพียงคาวุตเดียวก็ล้า ปวดหลัง. เขาถูก
ลมในท้อง ลมในสรีระและลมในหูเป็นต้น เบียดเบียนเป็นนิตย์ ก็พากัน
ผสมยาแก้ลมมีน้ำมันและน้ำผึ้งเป็นต้น ใช้กัน. ส่วนพวกเราทำงานหนัก
บ้าง กล่าวธรรมตลอดคืนสามยามบ้าง เดินทางตลอด ๑๐ โยชน์โดย
วันเดียวบ้าง เพียงมือและเท้าอ่อนล้า หรือเพียงปวดหลังก็ไม่มี ดังนี้. ก็
ธาตุเหล่านี้ที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าความแช่มชื่น.
บทว่า อพฺภญฺญาสึ ได้แก่ เราได้รู้แล้วด้วยญาณพิเศษ. บทว่า
อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ ได้แก่ การตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง
เว้นธรรมอื่นที่ยิ่งกว่า คือประเสริฐกว่าธรรมทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่ง การ
ตรัสรู้ประเสริฐ และดี. ต้นไม้ก็ดี มรรคก็ดี สัพพัญญุตญาณก็ดี นิพพาน
ก็ดี ชื่อว่าโพธิ. ก็ต้นไม้ในอาคตสถานว่า การตรัสรู้ที่โคนโพธิพฤกษ์

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 493 (เล่ม 26)

และว่า ในระหว่างต้นโพธิ และคยา เรียกว่าโพธิ. ทางในอาคต-
สถานว่า. ญาณในมรรค ๔. สัพพัญญุตญาณในอาคตสถานว่า ผู้มีปัญญา
ดังแผ่นดิน บรรลุโพธิญาณ. นิพพานในอาคตสถานว่า บรรลุโพธิญาณ
อันเป็นอมตะ อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้. ส่วนในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประสงค์เอาอรหัตมรรค. ถามว่า อรหัตมรรค คืออนุตตรโพธิญาณ
ย่อมมี หรือไม่มีแก่พระสาวกทั้งหลาย. ตอบว่า ไม่มี. ถามว่า เพราะ
เหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่ให้คุณแก่สาวกทั้งปวง. ก็สำหรับพระสาวก
เหล่านั้น อรหัตมรรค ของใคร ให้เฉพาะอรหัตผล. ของใคร ให้
วิชชา ๓ ของใคร ให้อภิญญา ๖ ของใคร ให้สาวกบารมีญาณ. ของ
พระปัจเจกพุทธเจ้า ให้เฉพาะปัจเจกโพธิญาณ. ส่วนของพระพุทธเจ้า
ให้คุณสมบัติทุกอย่าง เหมือนการอภิเษกของพระราชาให้ความเป็นใหญ่
ในโลกทั้งหมด. เพราะฉะนั้น อนุตตรโพธิญาณ จึงไม่มีแก่ใคร ๆ อื่น.
บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺญาสึ ความว่า เราปฏิญาณอย่างนี้ว่า เราตรัสรู้
บรรลุ แทงตลอดแล้วตั้งอยู่. บทว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ
ความว่า ปัจจเวกขณญาณนั้นแล อันสามารถเห็นคุณที่ตนบรรลุแล้ว
เกิดขึ้น. บทว่า อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความว่า ญาณเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า
อรหัตผลวิมุตตินี้ของเราไม่กำเริบ. ในความไม่กำเริบนั้นพึงทราบความไม่
กำเริบโดยอาการ ๒ อย่างคือ โดยเหตุ และโดยอารมณ์. ก็ความไม่
กำเริบนั้น ชื่อว่าไม่กำเริบ แม้โดยเหตุ เพราะกิเลสอันตัดด้วย
มรรค ๔ ไม่กลับมาอีก ชื่อว่าไม่กำเริบ แม้โดยอารมณ์ เพราะทำ
นิพพานมีความไม่กำเริบเป็นธรรมดาให้เป็นอารมณ์เป็นไป. บทว่า อนฺติมา

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 494 (เล่ม 26)

แปลว่า เป็นชาติสุดท้าย. บทว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ความว่า บัดนี้
ชื่อว่าไม่มีภพอื่นอีก.
สัจจะ ๔ พระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรนี้. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า
ก็อัสสาทะในธาตุ ๔ เป็นสมุทัยสัจ. อาทีนพ เป็นทุกขสัจ. การสลัดออก
จากทุกข์ เป็นนิโรธสัจ. มรรคเป็นเหตุรู้ชัดถึงนิโรธ เป็นมรรคสัจ. จะ
กล่าวแม้ให้พิสดาร ก็ควรแท้. แต่ในสูตรนี้ การเข้าใจถึงเหตุที่ละว่า
สุขโสมนัสย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยปฐวีธาตุใด นี้เป็นอัสสาทะของปฐวีธาตุ
ดังนี้ เป็นสมุทัยสัจ. การเข้าใจด้วยการกำหนดรู้ว่า ปฐวีธาตุใด ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นอาทีนพของปฐวีธาตุ ดังนี้
เป็นทุกขสัจ.
การแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะแห่งปฐวี
ธาตุใด นี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งปฐวีธาตุ ดังนี้ เป็นนิโรธสัจ. ทิฏฐิ
สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ. วายามะ สติ สมาธิใด ในฐานะ ๓
เหล่านี้. การแทงตลอดด้วยภาวนานี้ เป็นมรรคสัจ.
จบอรรถกถาปุพพสูตรที่ ๒
๓. อจริสูตร๑
ว่าด้วยการแสวงหาความแช่มชื่นแห่งธาตุทั้ง ๔
[๔๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . .แล้วได้ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราได้
เที่ยวแสวงหาความแช่มชื่นแห่งปฐวีธาตุ ได้พบความแช่มชื่นแห่งปฐวีธาตุ
๑. ม. อจริงสตร.

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 495 (เล่ม 26)

นั้นแล้ว เราได้เห็นความแช่มชื่นแห่งปฐวีธาตุเท่าที่มีอยู่ด้วยปัญญา เรา
ได้แสวงหาโทษแห่งปฐวีธาตุ . ได้พบโทษแห่งปฐวีธาตุนั้นแล้ว เราได้
เห็นโทษแห่งปฐวีธาตุเท่าที่มีอยู่ด้วยดีแล้วด้วยปัญญา เราได้แสวงหาเครื่อง
สลัดออกซึ่งปฐวีธาตุ ได้พบเครื่องสลัดออกซึ่งปฐวีธาตุนั้นแล้ว เรา
ได้เห็นเครื่องสลัดออกซึ่งปฐวีธาตุเท่าที่มีอยู่ด้วยดีแล้วด้วยปัญญา.
เราได้แสวงหาความแช่มชื่นแห่งอาโปธาตุ ฯ ล ฯ เราได้แสวงหา
ความแช่มชื่นแห่งเตโชธาตุ ฯลฯ เราได้แสวงหาความแช่มชื่นแห่ง
วาโยธาตุ ได้พบความแช่มชื่นแห่งวาโยธาตุนั้นแล้ว เราได้เห็นความ
แช่มชื่นแห่งวาโยธาตุเท่าที่มีอยู่ด้วยดีแล้วด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหา
โทษแห่งวาโยธาตุ ได้พบโทษแห่งวาโยธาตุนั้นแล้ว เราได้เห็นเครื่อง
สลัดออกซึ่งวาโยธาตุเท่าที่มีอยู่ด้วยดีแล้วด้วยปัญญา.
[๔๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้ทราบชัดตาม
ความเป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่นโดยเป็นความแช่มชื่น ซึ่งโทษโดยความ
เป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งธาตุทั้ง ๔
เหล่านี้เพียงใด เราก็ยังปฏิญาณไม่ได้ว่า เป็นผู้ได้ตรัสรู้พระอนุตตร-
สัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น แต่เมื่อใดเราได้ทราบ
ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความแช่มชื่นโดยเป็นความแช่มชื่น ซึ่งโทษ
โดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่ง
ธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พระอนุตตร-
สัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน
หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ อนึ่ง ญาณทัสสนะ

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 496 (เล่ม 26)

ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติที่สุด บัดนี้
การเกิดอีกย่อมไม่มี ดังนี้.
จบอจริสูตรที่ ๓
อรรถกถาอจริสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอจริสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อจรึ ความว่า เราได้เที่ยวไปด้วยญาณ อธิบายว่า ด้วย
การท่องเที่ยวไปตามลำดับภาวนา. บทว่า ยาวตา แปลว่า ประมาณเท่าใด.
จบอรรถกถาอจริสูตรที่ ๓
๔. โนเจทสูตร
ว่าด้วยเรื่องธาตุทั้ง ๔
[๔๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ถ้าว่าความแช่มชื่นแห่งปฐวีธาตุไม่ได้มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายไม่พึงยินดีใน
ปฐวีธาตุ ก็เพราะความแช่มชื่นแห่งปฐวีธาตุมีอยู่แล ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย
จึงยินดีในปฐวีธาตุ ถ้าว่าโทษแห่งปฐวีธาตุไม่ได้มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลาย
ก็ไม่พึงเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ ก็เพราะโทษแห่งปฐวีธาตุมีอยู่แล ฉะนั้น
สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ ถ้าว่าเครื่องสลัดออกแห่งปฐวีธาตุ
ไม่ได้มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงสลัด [ตน] ออกจากปฐวีธาตุ
ก็เพราะเครื่องสลัดออกจากปฐวีธาตุมีอยู่แล ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงสลัด

496