ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 477 (เล่ม 26)

ทำลายด้วยประสงค์ว่า พวกคนนี้ จักเป็นผู้ต่างกัน จักเว้นจากกัน ด้วย
อุบายอย่างนี้ ดังนี้ หรือความเป็นผู้ปรารถนาจะทำตนให้เป็นที่รักด้วย
ประสงค์ว่า เราจักเป็นที่รัก จักเป็นผู้คุ้นเคยด้วยอุบายดังนี้ ๑ ความ
พยายามอันเกิดจากจิตนั้น ๑ ผู้นั้นรู้ความนั้น ๑.
เจตนาหยาบโดยส่วนเดียว ที่ยังกายประโยคและวจีประโยคอันเป็น
เหตุตัดเสียซึ่งคำรักของผู้อื่นให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า ผรุสวาจา เพื่อให้ผรุสวาจา
นั้นแจ่มแจ้ง พึงทราบเรื่องต่อไปนี้.
ได้ยินว่า เด็กคนหนึ่งไม่เชื่อคำของมารดา ไปสู่ป่า มารดาเมื่อ
ไม่อาจจะให้เด็กนั้นกลับได้ จึงด่าว่า ขอแม่กระบือดุจงไล่ตามมัน. ครั้งนั้น
แม่กระบือในป่า ปรากฏแก่เด็กนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน. เด็กได้ทำสัจกิริยา
ว่า ขอคำที่แม่พูดแก่เรา จงอย่ามี ขอที่แม่คิด จงมี. แม่กระบือได้
หยุดอยู่ เหมือนถูกผูกในที่นั้นนั่นเอง.
วจีประโยค แม้เป็นเหตุตัดเสียซึ่งคำรักอย่างนั้น ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็น
ผรุสวาจา เพราะจิตอ่อน. จริงอยู่ บางครั้งมารดาบิดาย่อมพูดกะ
บุตรน้อยทั้งหลายอย่างนี้ว่า ขอพวกโจรจงทำมันให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อย
เถิด แต่ท่านก็ไม่ปรารถนา แม้แต่จะให้กลีบอุบลตกลงเบื้องบนของบุตร
เหล่านั้น. อนึ่ง บางคราว อาจารย์และอุปัชฌายะทั้งหลาย ย่อมพูดกับ
พวกนิสิตอย่างนี้ว่า พวกเหล่านี้ ไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัว
พูดอะไรกัน ไล่มันไปเสีย. ก็แต่ท่านปรารถนาความถึงพร้อมด้วยปริยัติ
ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพื่อศิษย์เหล่านั้น. เหมือนอย่างว่า วจีประโยคที่เป็นไป
เพราะผู้พูดเป็นผู้มีจิตอ่อน ไม่ชื่อว่าผรุสวาจา ฉันใด วจีประโยคเป็นไป
เพราะผู้พูดเป็นผู้มีคำอ่อนหวาน ไม่ชื่อว่าผรุสวาจาก็หามิได้ฉันนั้น. จริงอยู่

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 478 (เล่ม 26)

คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า ท่านทั้งหลาย จงให้คนนี้นอนเป็น
สุขเถิด ไม่ชื่อว่าผรุสวาจาหามิได้. ที่แท้ วาจานั้น ต้องเป็นผรุสวาจาแน่
เพราะผู้พูดเป็นผู้มีจิตหยาบ. ผรุสวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะเป็นผู้ถูก
ผรุสวาจีบุคคลมุ่งหมายให้เป็นไปมีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะ
ผู้นั้นมีคุณมาก.
ผรุสวาจานั้น มีองค์ ๓ คือ ด่าผู้อื่น ๑ จิตโกรธ ๑ การด่า ๑.
อกุศลเจตนาที่ยังกายประโยค และวจีประโยคให้ตั้งขึ้น .อันยังผู้อื่น
ให้รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ. สัมผัปปลาปะนั้น ชื่อว่า
มีโทษน้อย เพราะอาเสวนะน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะมีอาเสวนะ
มาก.
สัมผัปปลาปะนั้น มีองค์ ๒ คือ ความเป็นผู้มุ่งพูดเรื่องอันหา
ประโยชน์มิได้ มีเรื่องภารตยุทธ และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ๑ การ
พูดเรื่องเห็นปานนั้น ๑.
ธรรมชาติที่ชื่อว่า อภิชฌา เพราะอรรถว่า เพ่งเล็ง อธิบายว่า
เป็นไปโดยความเป็นผู้มุ่งภัณฑะของผู้อื่น แล้วน้อมไปในภัณฑะนั้น.
อภิชฌานั้น มีลักษณะเพ่งเล็งต่อภัณฑะของผู้อื่นอย่างนี้ว่า ไฉนหนอสิ่งนี้
จะพึงเป็นของ ๆ เรา ดังนี้ ชื่อว่ามีโทษน้อย และมีโทษมาก เหมือน
อทินนาทาน.
อภิชฌานั้น มีองค์ ๒ คือภัณฑะของผู้อื่น ๑ การน้อมมาเพื่อ
ตน ๑ จริงอยู่ เมื่อความโลภซึ่งมีภัณฑะของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง แม้เกิดขึ้น
แล้ว อภิชฌาลุบุคคลยังไม่น้อมมาเพื่อตน ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ ของสิ่งนี้
จะพึงเป็นของ ๆ เราตราบใด กรรมบถก็ยังไม่ขาดตราบนั้น.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 479 (เล่ม 26)

สภาพที่ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า ยังประโยชน์สุขให้ถึง
ความพินาศ. พยาบาทนั้น มีลักษณะประทุษร้ายใจเพื่อความพินาศของ
ผู้อื่น ชื่อว่ามีโทษน้อย และมีโทษมาก เหมือนผรุสวาจา.
พยาบาทนั้น มีองค์ ๒ คือ สัตว์อื่น ๑ คิดความพินาศเพื่อ
สัตว์นั้น ๑. ก็เมื่อความโกรธ ซึ่งมีสัตว์อื่นเป็นที่ตั้ง แม้เกิดขึ้นแล้ว
วิปันนจิตตบุคคลยังไม่คิดความพินาศเพื่อสัตว์นั้นว่า ไฉนหนอ สัตว์นี้
พึงขาดสูญพินาศไปตราบใด กรรมบถถ็ยังไม่ขาดตราบนั้น.
ธรรมชาติ ชื่อว่า มิจฉาทิฐิ เพราะอรรถว่า เห็นผิด เพราะ
ไม่ถือเอาตามความเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเห็นผิด โดยนัย
เป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ชื่อว่ามีโทษน้อย แต่มีโทษมาก
เหมือนสัมผัปปลาปะ. อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาทิฏฐิที่ยังไม่ถึง ชื่อว่ามีโทษ
น้อย. ที่ถึง ชื่อว่ามีโทษมาก.
มิจฉาทิฏฐินั้น มี องค์ ๒ คือ ความที่วัตถุวิปริตจากอาการที่
ถือเอา ๑ ความปรากฏแห่งมิจฉาทิฏฐินั้น โดยที่ยึดเอาวัตถุนั้นว่าเป็น
จริง ๑.
ก็พึงทราบวินิจฉัยอกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ โดยอาการ ๕ คือ
โดยธรรม โดยโกฏฐาส โดยอารมณ์ โดยเวทนา โดยมูล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต ความว่า ก็ในอกุศลกรรมบถ
เหล่านั้น มีเจตนาธรรม๗ อย่างตามลำดับ. อกุศลกรรมบถมีอภิชฌาเป็นต้น
สัมปยุตด้วยเจตนา. บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้
คือ เจตนาธรรม ๗ ตามลำดับ และมิจฉาทิฏฐิเป็นกรรมบถอย่างเดียว
ไม่เป็นมูล อภิชฌาและพยาบาท เป็นกรรมบถด้วย เป็นมูลด้วย. ความจริง

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 480 (เล่ม 26)

อภิชฌา เป็นโลภะ ถึงความเป็นมูล คือเป็นอกุศลมูล. พยาบาทเป็นโทสะ
ถึงความเป็นมูล คือเป็นอกุศลมูล. บทว่า อารมฺมณโต ความว่า
ปาณาติบาต มีชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์. อิทินนาทาน มีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง
มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. มิจฉาจารมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจการ
ถูกต้อง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มีสัตว์เป็นอารมณ์ ดังนี้ ก็มี.
มุสาวาทมีสัตว์เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง. ปิสุณวาจา
ก็อย่างนั้น. ผรุสวาจา มีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว. สัมผัปปลาปะ มีสัตว์
เป็นอารมณ์บ้าง มีสังขารเป็นอารมณ์บ้าง ด้วยอำนาจสิ่งที่คนได้เห็น
ได้ฟัง ได้ทราบ และได้รู้แล้ว. อภิชฌาก็อย่างนั้น. พยาบาท มีสัตว์เป็น
อารมณ์อย่างเดียว. มิจฉาทิฏฐิ มีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจธรรมที่
เป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า เวทนาโต ความว่า ปาณาติบาต เป็นทุกขเวทนา. ก็พระ
ราชาทรงเห็นโจรแล้ว แม้ทรงร่าเริงอยู่. รับสั่งว่า ท่านจงไป จงฆ่ามัน.
ดังนี้ ก็จริง ถึงกระนั้น เจตนาเป็นเหตุให้สำเร็จได้ ก็สัมปยุตด้วยทุกข์แก่
โจรเหล่านั้น. อทินนาทาน มีเวทนา ๒. มิจฉาจาร มีเวทนา ๒ คือสุขเวทนา
และมัชฌัตตเวทนา (อุเบกขาเวทนา) ส่วนในจิตที่เป็นเหตุให้สำเร็จ
ไม่เป็นมัชฌัตตเวทนา. มุสาวาท มีเวทนา ๓. ปิสุณวาจาก็อย่างนั้น.
ผรุสวาจา เป็นทุกขเวทนา. สัมผัปปลาปะ มีเวทนา ๓. อภิชฌา
มีเวทนา ๒ คือสุขเวทนาและมัชฌัตตเวทนา. มิจฉาทิฏฐิก็อย่างนั้น.
พยาบาท เป็นทุกขเวทนา.
บทว่า มูลโต ความว่า ปาณาติบาต มีมูล ๒ คือโทสะและโมหะ.
อทินนาทาน มีมูล ๒ คือโทสะและโมหะหรือโลภะและโมหะ. มิจฉาจาร

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 481 (เล่ม 26)

มีมูล ๒ คือโลภะและโมหะ. มุสาวาท มีมูล ๒ คือโทสะและโมหะหรือ
โลภะและโมหะ. ปิสุณวาจาและสัมผัปปลาปะก็อย่างนั้น. ผรุสวาจา
มีมูล ๒ คือโทสะและโมหะ. อภิชฌามีมูลเดียวคือโมหะ. พยาบาทก็อย่างนั้น.
มิจฉาทิฏฐิ มีมูล ๒ คือโลภะและโมหะ.
ปาณาติบาตเป็นต้น ในบทเป็นต้นว่า ปาณาติบาตา ปฏิวิรตา
มีอรรถตามที่กล่าวแล้วแล. ส่วนชนเหล่านั้น ชื่อว่า เว้นขาดด้วยวิรัติใด.
วิรัตินั้น โดประเภทมี ๓ อย่าง คือสัมปัตตวิรัติ สมาทานวิรัติ
สมุจเฉทวิรัติ. บรรดาวิรัติ ๓ เหล่านั้น วิรัติซึ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ได้
สมาทานสิกขาบท เป็นแต่พิจารณาฐานะทั้งหลายมีชาติวัยและการ
ศึกษาหากเป็นต้นของตน ไม่ก้าวล่วงวัตถุที่มาประจวบเข้าด้วยคิดว่าการทำ
เช่นนี้ ไม่สมควรแก่เรา ดังนี้ พึงทราบว่า สัมปัตตวิรัติ. เหมือนวิรัติที่
เกิดขึ้นแก่จักกนะอุบาสกในเกาะสิงหลฉะนั้น.
ได้ยินว่า ในเวลาจักกนะอุบาสกนั้นเป็นหนุ่มนั่นแล โรคเกิดขึ้น
แก่มารดา. และหมอบอกว่า ควรได้เนื้อกระต่ายสด จึงจะควร. ลำดับนั้น
พี่ชายของเขาใช้นายจักกนะไปด้วยสั่งว่า พ่อ เจ้าจงไป จงเที่ยวไปสู่นา
เถิด. เขาไปที่นานั้นแล้ว ก็สมัยนั้น กระต่ายตัวหนึ่งมาเพื่อจะกัดกินข้าว
กล้าอ่อน. กระต่ายนั้น เห็นนายจักกนะนั้นเข้า จึงวิ่งไปโดยเร็ว ถูก
เถาวัลย์พัน ได้ร้องเสียงดังกิริ กิริ. นายจักกนะไปตามเสียงนั้น ก็จับ
กระต่ายนั้นไว้แล้ว จึงคิดว่า เราจักผสมยาแก่มารดา. แต่เขาคิดต่อไปอีกว่า
ข้อที่เราพึงปลงสัตว์เสียจากชีวิตเพราะเหตุแห่งชีวิตของมารดา หาควรแก่
เราไม่. เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงปล่อยกระต่ายนั้นไปด้วยคำว่า เจ้าจงไป
จงบริโภคหญ้าและน้ำกับพวกกระต่ายในป่าเถิด. ก็เขาถูกพี่ชายถามว่า พ่อ

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 482 (เล่ม 26)

เจ้าได้กระต่ายแล้วหรือ จึงบอกความเป็นไปนั้น. ดังนั้น พี่ชายจึงด่านาย
จักกนะนั้น. เขาไปหามารดายืนกล่าวคำสัจว่า แต่กาลที่ข้าพเจ้าเกิดแล้ว
ยังไม่รู้สึกว่าปลงสัตว์จากชีวิต. ทันทีนั่นเอง มารดาของเขาก็ได้เป็นผู้
หายจากโรคแล้ว.
ส่วนวิรัติซึ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้สมาทานสิกขาบทแล้ว ยอมสละชีวิต
ของตน ทั้งในเวลาสมาทานสิกขาบท ทั้งในเวลาอื่นจากนั้น ไม่ก้าวล่วง
วัตถุอยู่ พึงทราบว่า สมาทานวิรัติ เหมือนวิรัติที่เกิดขึ้นแก่อุบาสก
ชาวบ้านใกล้ภูเขาอุตตรวัฑฒมานะฉะนั้น.
ได้ยินว่า อุบาสกนั้น รับสิกขาบทในสำนักของพระปิงคลพุทธ-
รักขิตเถระผู้อยู่ในอัมพริยวิหารแล้ว ไถนาอยู่. ครั้นนั้น โคของเขาหายไป.
เขาเมื่อแสวงหาโคนั้น ได้ขึ้นไปยังภูเขาชื่อว่าอุตตรวัฑฒมานะ. งูใหญ่บน
ภูเขานั้นได้รัดเขาไว้. เขาคิดว่า จะตัดศีรษะด้วยมีดอันคมเล่มนี้ คิดอีกว่า
ข้อที่เรารับสิกขาบทในสำนักของครูผู้น่าสรรเสริญแล้วพึงทำลายเสีย หาสม-
ควรแก่เราไม่. ครั้นคิดอยู่อย่างนี้ จนถึง ๓ ครั้ง ตัดสินใจว่า เราจะยอม
สละชีพ จะไม่ยอมสละสิกขาบท แล้วทิ้งพร้าโต้อันคมที่แบกอยู่บนบ่า
เสียในป่า งูใหญ่ได้คลายออกไปให้ทันทีนั้นเหมือนกัน.
แม้ความคิดว่า เราจักฆ่าสัตว์ดังนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคล
ทั้งหลาย จำเดิมแต่การเกิดขึ้นแห่งวิรัติใด วิรัตินั้น สัมปยุตด้วยอริยมรรค
พึงทราบว่า สมุจเฉทวิรัติ.
พึงทราบวินิจฉัยแห่งกุศลกรรมบถแม้เหล่านี้ โดยอาการ ๕ คือ
โดยธรรม โดยโกฏฐาส โดยอารมณ์ โดยเวทนา โดยมูล เหมือน
อกุศลฉะนั้น.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 483 (เล่ม 26)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมโต ความว่า เจตนา ๗ ก็ดี
วิรัติก็ดี ย่อมควรตามลำดับในกุศลกรรมบถแม้เหล่านั้น. ส่วนธรรม ๓
ในที่สุดสัมปยุตด้วยเจตนาแล. บทว่า โกฏฺฐาสโต ความว่า เจตนา ๗
ตามลำดับเป็นกรรมบถเท่านั้น ไม่เป็นมูล. ธรรม ๓ ในที่สุดเป็นทั้ง
กรรมบถ เป็นทั้งมูล. จริงอยู่ อนภิชฌา เป็นอโลภะ ถึงความเป็นมูล
เป็นกุศลมูล. อัพยาบาท เป็นอโทสะ ถึงความเป็นมูล เป็นกุศลมูล
สัมมาทิฏฐิ เป็นอโมหะ ถึงความเป็นมูล เป็นกุศลมูล. บทว่า อารมฺมณโต
ความว่า อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้นนั่นแล ก็เป็นอารมณ์ของกรรมบถ
เหล่านั้นเหมือนกัน. ชื่อว่าวิรัติจากวัตถุอันจะพึงก้าวล่วงอารมณ์แห่ง
กรรมบถเหล่านั้น. เหมือนอย่างว่า อริยมรรคมีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อม
ละกิเลสได้ ฉันใด กรรมบถเหล่านั้น มีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์
พึงทราบว่า ละการทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้นได้ ฉันนั้น. บทว่า เวทนาโต
ความว่า เวทนาทั้งปวง เป็นสุขเวทนา หรือมัชฌัตตเวทนา. ชื่อว่า
เวทนาถึงกุศลย่อมไม่มี. บทว่า มูลโต ความว่า เจตนา ๗ ตามลำดับ
มีมูล ๓ คือ อโลภะอโทสะและอโมหะ สำหรับผู้งดเว้นอยู่ด้วยจิตเป็น
ญาณสัมปยุต. มีมูล ๒ สำหรับผู้งดเว้นอยู่ด้วยจิตเป็นญาณวิปปยุต. อนภิชฌา
มีมูล ๒ สำหรับผู้งดเว้นอยู่ด้วยจิตเป็นญาณสัมปยุต. มีมูล ๑ ด้วยจิตเป็น
ญาณวิปปยุต. ส่วนอโลภะไม่เป็นมูลแก่ตนเอง. แม้ในอัพพยาบาท ก็นัยนี้
แล. สัมมาทิฏฐิ มีมูล ๒ คือ อโลภะ และอโทสะ.
จบอรรถกถาทกัมมปถสูตรที่ ๕

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 484 (เล่ม 26)

๖. อัฏฐังคิกสูตร
ว่าด้วยการคบค้ากันของสัตว์ด้วยมรรค ๘
[๓๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย... แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือพวก
มิจฉาทิฏฐิ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาทิฏฐิ พวก
มิจฉาสังกัปปะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาสังกัปปะ
พวกมิจฉาวาจา ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาวาจา พวก
มิจฉากัมมันตะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉากัมมันตะ
พวกมิจฉาอาชีวะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาอาชีวะ
พวกมิจฉาวายามะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาวายามะ
พวกมิจฉาสติ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาสติ พวก
มิจฉาสมาธิ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาสมาธิ.
[๔๐๐] พวกสัมมาทิฏฐิ ย่อมคบค้า ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาทิฏฐิ พวกสัมมาสังกัปปะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาสังกัปปะ พวกสัมมาวาจา ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาวาจา พวกสัมมากัมมันตะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมากัมมันตะ พวกสัมมาอาชีวะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาอาชีวะ พวกสัมมาวายามะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาวายามะ พวกสัมมาสติ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 485 (เล่ม 26)

สัมมาสติ พวกสัมมาสมาธิ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาสมาธิ.
จบอัฏฐคิกสูตรที่ ๖
อรรถกถาอัฏฐังคิกสูตรที่ ๖
อัฏฐังคิกสูตรที่ ๖ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจอัธยาศัยของพวกผู้รู้
ด้วยอำนาจองค์มรรค ๘.
จบอรรถกถาอัฏฐังคิกสูตรที่ ๖
๗. ทสังคิกสูตร
ว่าด้วยการคบค้าของสัตว์โดยธาตุประกอบด้วยธรรม
๑๐ ประการ
[๔๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์
ทั้งหลายย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือพวกมิจฉาทิฏฐิ
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาทิฏฐิ พวกมิจฉาสังกัปปะ
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาสังกัปปะ พวกมิจฉาวาจา
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาวาจา พวกมิจฉากัมมันตะ
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉากัมมันตะ พวกมิจฉาอาชีวะ
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาอาชีวะ พวกมิจฉาวายามะ

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 486 (เล่ม 26)

ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาวายามะ พวกมิจฉาสติ
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาสติ พวกมิจฉาสมาธิ ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาสมาธิ พวกมิจฉาญาณะ ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาญาณะ พวกมิจฉาวิมุตติ ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาวิมุตติ.
[๔๐๒] พวกสัมมาทิฏฐิ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาทิฏฐิ พวกสัมมาสังกัปปะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาสังกัปปะ พวกสัมมาวาจา ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมาวาจา พวกสัมมากัมมันตะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
สัมมากัมมันตะ พวกสัมมาอาชีวะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกสัมมาอาชีวะ พวกสัมมาวายามะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกสัมมาวายามะ พวกสัมมาสติ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกสัมมาสติ พวกสัมมาสมาธิ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกสัมมาสมาธิ พวกสัมมาญาณะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกสัมมาญาณะ พวกสัมมาวิมุตติ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับ
พวกสัมมาวิมุตติ.
จบ ทสังคิกสูตรที่ ๗
อรรถกถาทสังคิกสูตรที่ ๗
ทสังคิกสูตรที่ ๗ ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจมิจฉัตตะ ๑๐ และสัมมัตตะ
๑๐. ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาญาณิโน ความว่า ผู้ประกอบด้วยความรู้
ผิดและการพิจารณาผิด. บทว่า มิจฺฉาวิมุตฺติโน ได้แก่พวกที่ยังไม่หลุด

486