ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 467 (เล่ม 26)

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุเหล่านั้น
ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า.
[๓๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือ พวกทำ
ปาณาติบาต ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกทำปาณาติบาต พวก
ทำอทินนาทาน ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกทำอทินนาทาน
พวกทำกาเมสุมิจฉาจาร ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกทำกาเม-
สุมิจฉาจาร พวกมุสาวาท ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
มุสาวาท พวกดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาท.
[๓๙๔] พวกเว้นขาดจากปาณาติบาต ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมา-
คบกันกับพวกเว้นขาดจากปาณาติบาต พวกเว้นขาดจากอทินนาทาน
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้นขาดจากอทินนาทาน พวกเว้น
ขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้นขาดจาก
กาเมสุมิจฉาจาร พวกเว้นขาดจากมุสาวาท ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกเว้นขาดจากมุสาวาท พวกเว้นขาดจากดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
เว้นขาดจากดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท.
จบปัญจสิกขาปทสูตรที่ ๓

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 468 (เล่ม 26)

อรรถกถาปัญจสิกขาปทสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๓ ในสูตรนั้น บทว่า สุราเมรย-
มชฺชปมาทฏฺฐายิโน ความว่า คนทั้งหลายดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย
ด้วยเจตนาในความประมาทใด. เจตนานั้นเรียกว่า ความประมาทเพราะ
การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย คนเหล่าใด ตั้งอยู่ในความประมาทนั้น
เพราะเหตุนั้น คนเหล่านั้นตั้งอยู่ในความประมาท เพราะการดื่มน้ำเมาคือ
สุราเมรัย นี้เป็นอธิบายแห่งบทไม่ทั่วไปในสูตรนี้ก่อน.
จบอรรกถาปัญจสิกขาปทสูตรที่ ๓
๔. สัตตกัมมปถสูตร
ว่าด้วยกรรมบถ ๗
[๓๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมคมค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือพวก
ทำปาณาติบาต ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกทำปาณาติบาต
พวกทำอทินนาทาน ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกทำอทินนา-
ทาน พวกทำกาเมสุมิจฉาจาร ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
ทำกาเมสุมิจฉาจาร พวกมุสาวาท ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับ
พวกมุสาวาท พวกพูดส่อเสียด ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกพูด

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 469 (เล่ม 26)

ส่อเสียด พวกพูดคำหยาบ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกพูด
คำหยาบ พวกพูดเพ้อเจ้อ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกพูด
เพ้อเจ้อ.
[๓๙๖] พวกเว้นขาดจากปาณาติบาต ย่อมคบค้ากัน ย่อม
สมาคมกันกับพวกเว้นขาดจากปาณาติบาต พวกเว้นขาดจากอทินนาทาน
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้นขาดจากอทินนาทาน พวก
เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้น
ขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร พวกเว้นขาดจากมุสาวาท ย่อมคบค้ากัน ย่อม
สมาคมกันกับพวกเว้นขาดจากมุสาวาท พวกเว้นขาดจากคำส่อเสียด
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้นขาดจากคำส่อเสียด. พวกเว้น
ขาดจากคำหยาบ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้นขาดจาก
คำหยาบ พวกเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน
กับพวกเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ.
จบสัตตกัมมปถสูตรที่ ๔
อรรถกถาสัตตกัมมปถสูตรที่ ๔ ไม่มีอรรถถถาอธิบาย.
๕. ทสกมมปถสูตร
ว่าด้วยกรรมบถ ๑๐
[๓๙๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 470 (เล่ม 26)

สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือพวก
ทำปาณาติบาต ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกทำปาณาติบาต
พวกทำอทินนาทาน. . . พวกทำกาเมสุมิจฉาจาร. . . พวกมุสาวาท. . .
พวกพูดส่อเสียด. . . พวกพูดคำหยาบ. . . พวกพูดเพ้อเจ้อ. . . ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกพูดเพ้อเจ้อ พวกมีอภิชฌามาก ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมีอภิชฌามาก พวกมีจิตพยาบาท ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมีจิตพยาบาท พวกมิจฉาทิฏฐิ ย่อมคบค้า
กัน ย่อมสมาคมกันกับพวกมิจฉาทิฏฐิ.
[๓๙๘] พวกเว้นขาดจากปาณาติบาต ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมา-
คมกันกับพวกเว้นขาดจากปาณาติบาต พวกเว้นขาดจากอทินนาทาน. . .
พวกเว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร. . . พวกเว้นขาดจากมุสาวาท. . . พวก
เว้นขาดจากพูดส่อเสียด. . . พวกเว้นขาดจากพูดคำหยาบ . . . พวกเว้น
ขาดจากพูดเพ้อเจ้อ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวกเว้นขาดจาก
พวกพูดเพ้อเจ้อ พวกไม่มีอภิชฌา ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
ไม่มีอภิชฌา พวกมีจิตไม่พยาบาท ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับพวก
มีจิตไม่พยาบาท พวกสัมมาทิฏฐิ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับ
พวกสัมมาทิฏฐิ.
จบทสกัปปมถสูตรที่ ๕

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 471 (เล่ม 26)

อรรถกถาทสกัมมปถสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในทสกัมมปถสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่า พวกทำปาณาติบาต เพราะอรรถว่า ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง
ไป. อธิบายว่า พวกฆ่าสัตว์มีชีวิต. ชื่อว่า พวกทำอทินนาทาน เพราะ
อรรถว่า ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ อธิบายว่า ลักของผู้อื่น. ชื่อว่า
พวกทำกาเมสุมิจฉาจาร เพราะอรรถว่า ประพฤติผิดในวัตถุกาม ด้วย
กิเลสกาม. ชื่อว่า พวกมุสาวาท เพราะอรรถว่า พูดเท็จ อธิบายว่า
พูดวาจาเท็จ เหลาะแหละ หักรานประโยชน์ของผู้อื่น. ชื่อว่า พวก
ปิสุณวาจา เพราะอรรถว่า มีวาจาส่อเสียด. ชื่อว่า พวกผรุสวาจา เพราะ
อรรถว่า มีวาจาหยาบตัดเสียซึ่งคำรัก. ชื่อว่า พวกสัมผัปปลาปะ เพราะ
อรรถว่า พูดคำเพ้อเจ้อ ไร้ประโยชน์. ชื่อว่า พวกมีอภิชฌาลุ เพราะ
อรรถว่า เพ่งเล็ง อธิบายว่า เป็นคนมีปกติอยากได้ในภัณฑะของผู้อื่น.
ชื่อว่า พวกมีพยาปันนจิต เพราะอรรถว่า มีจิตพยาบาท คือเสีย. ชื่อว่า
พวกมิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า มีความเห็นผิด คือลามก ผู้รู้ติเตียน
อธิบายว่า ประกอบด้วยทิฏฐิอันไม่นำให้พ้นทุกข์ เนื่องด้วยกรรมบถ
คือเนื่องด้วยความเห็นผิดมีวัตถุเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล. ชื่อว่า
สัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า มีความเห็นชอบ คืองาม ผู้รู้สรรเสริญ
อธิบายว่า ประกอบด้วยมัคคทิฏฐิ เนื่องด้วยกรรมบถ เนื่องด้วยความ
เห็นชอบว่าสัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน เป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล
นี้เป็นเพียงชื่อว่าการพรรณนาบทที่ยากในสูตรนี้ก่อน.
ส่วนบทเหล่านั้น มีอรรถ ๑๐ อย่างในธรรมฝ่ายดำ คือปาณาติบาต

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 472 (เล่ม 26)

อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัป-
ปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ. ในบทเหล่านั้น การยังสัตว์มีชีวิต
ให้ตกล่วงไป ชื่อว่า ปาณาติบาต. มีอธิบายว่า ฆ่าสัตว์มีชีวิต คือการ
ฆ่าสัตว์มีชีวิตให้ตาย. ส่วนในบทว่า ปาโณ นี้ โดยโวหารให้แก่ สัตว์.
โดยปรมัตถ์ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. ก็เจตนาที่จะฆ่าของผู้มีความสำคัญในสัตว์
มีชีวิตนั้นว่า สัตว์มีชีวิต อันตั้งขึ้นเพราะความพยายามเป็นเหตุเข้าไปตัด
ชีวิตินทรีย์เสียที่เป็นไปทางกายทวาร และวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ชื่อ
ปาณาติบาต. บรรดาสัตว์มีชีวิต ผู้เว้นจากคุณมีสัตว์ดิรัจฉานเป็นต้น
ปาณาติบาตนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะสัตว์เล็ก ชื่อว่ามีโทษมาก ใน
เพราะสัตว์ใหญ่. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะมีความพยายาม
มาก. แม้เมื่อมีความพยายามเท่ากัน ก็ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะวัตถุใหญ่.
บรรดาสัตว์ผู้มีคุณมีมนุษย์เป็นต้น ปาณาติบาต ชื่อว่ามีโทษน้อย ใน
เพราะสัตว์มีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะสัตว์มีคุณมาก. ก็เมื่อมีสรีระ
และคุณเสมอกัน ก็พึงทราบว่า มีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายาม
อ่อน พึงทราบว่า มีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามกล้า.
ปาณาติบาตนั้นมีองค์ ๕ คือ สัตว์มีชีวิต ๑ ความเป็นผู้มีความ
สำคัญว่าสัตว์มีชีวิต ๑ จิตคิดจะฆ่า ๑ มีความพยายาม ๑ สัตว์ตายด้วย
ความพยายามนั้น ๑.
ประโยคมี ๖ คือ สาหัตถิกะ ๑ อาณัตติกะ ๑ นิสสัคคิยะ ๑ ถาวระ-
วิชชามยะ ๑. ความเนิ่นช้าก็จะมีในเรื่องนั้น อันข้าพเจ้าให้พิสดารไว้ใน
ที่นี้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะไม่ให้เรื่องนั้นพิสดาร. ส่วนเรื่องอื่นและ

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 473 (เล่ม 26)

เรื่องเห็นปานนั้น ผู้มีความต้องการพึงตรวจดูอรรถกถาพระวินัย ชื่อ
สมันตปาสาทิกาเถิด.
การถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ ชื่อว่า อทินนาทาน มีอธิบายว่า
ลักขโมยของผู้อื่น เป็นกิริยาของโจร. ในบทเหล่านั้น บทว่า อทินฺนํ
แปลว่า พัสดุที่ผู้อื่นหวงแหน. เจตนาเป็นขโมยของบุคคลผู้มีความสำคัญ
ในพัสดุอันผู้อื่นหวงแหนนั้น ว่าเป็นพัสดุอันผู้อื่นหวงแหนแล้ว ซึ่งใช้คน
อื่นให้ทำตามความต้องการยังไม่มีโทษทางอาชญา คือยังไม่มีใครกล่าว
โทษเพราะยังความพยายามเป็นเหตุถือเอาพัสดุที่ผู้อื่นหวงแหนนั้นให้ตั้งขึ้น
ก็ชื่อว่า อทินนาทาน. อทินนาทานนั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะ
ของ ๆ ผู้อื่นเลว. ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะของ ๆ ผู้อื่นประณีต.
เพราะเหตุไร. เพราะพัสดุประณีต. เมื่อพัสดุเสมอกัน ชื่อว่ามีโทษมาก
เพราะเป็นของ ๆ บุคคลผู้ยิ่งด้วยคุณ ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะเป็น
ของ ๆ บุคคลผู้มีคุณเลวกว่าบุคคลผู้ยิ่งด้วยคุณนั้น เพราะเทียบกับบุคคล
ผู้ยิ่งด้วยคุณนั้น ๆ.
อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ พัสดุอันผู้อื่นหวงแหน ๑ ความ
เป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นของอันผู้อื่นหวงแหน ๑ จิตคิดจะลัก ๑ ความ
พยายาม ๑ ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น ๑
ประโยคมี ๖ มีสาหัตถิกะเป็นต้น ก็แลประโยคเหล่านั้น เป็นไป
แล้วด้วยอำนาจแห่งอวหารเหล่านี้ตามสมควร คือ เถยยาวหาร ลัก ๑
ปสัยหาวหาร ข่มขู่ ๑ ปฏิจฉันนาวหาร ลักซ่อน ๑ ปริกัปปาวหาร
กำหนดลัก ๑ กุสาวหาร ลักสับ ๑ นี้เป็นความสังเขปในข้อนี้ ส่วน
ความพิสดาร ท่านกล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกา.

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 474 (เล่ม 26)

ส่วนบทว่า กาเมสุ ในบทว่า กาเมสุมิจฺฉาจาโร นี้ ได้แก่ในความ
ประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดีในกรรมของคนคู่กัน. บทว่า มิจฺฉาจาโร ได้แก่
อาจาระอันทรามที่บัณฑิตติเตียนโดยส่วนเดียว. ก็โดยลักษณะ เจตนาเป็น
เหตุก้าวล่วงฐานะอันบุคคลไม่พึงถึงเป็นไปทางกายทวาร ด้วยประสงค์
อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฺฉาจาร.
ในกาเมสุมิจฉาจารนั้น สตรี ๑๐ จำพวกแรก มีพวกที่มารดา
ปกครองรักษาเป็นต้น คือ มาตุรกฺขิตา สตรีที่มารดาปกครองรักษา ๑
ปิตุรกฺขิตา ที่บิดาปกครองรักษา ๑ มาตาปิตุรกฺขิตา ที่มารดาบิดา
ปกครองรักษา ๑ ภาตุรกฺขิตา ที่พี่น้องชายปกครองรักษา ๑ ภคินีรกฺ-
ขิตา ที่พี่น้องหญิงปกครองรักษา ๑ ญาติรกฺขิตา ที่ญาติปกครองรักษา ๑
โคตฺตรกฺขิตา ที่วงศ์ตระกูลปกครองรักษา ๑ ธมฺมรกฺขิตา ที่ผู้ประพฤติ
ธรรมปกครองรักษา ๑ สารกฺขา ที่ผู้หมั้นหมายปกครองรักษา. สปริ-
ทณฺฑา ที่อยู่ในอาณัติปกครองรักษา และสตรี ๑๐ พวกหลัง มีพวก
ที่บุรุษซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นต้น เหล่านี้คือ ธนกฺกีตา สตรีที่บุรุษซื้อมา
ด้วยทรัพย์ ๑. ฉนฺทวาสินี ที่สมัครใจมาอยู่ร่วม ๑. โภควาสินี ที่มาอยู่
ร่วมเพราะโภคะ ๑ ปฏวาสินี ที่มาอยู่ร่วมเพราะผ้า ๑ โอทปตฺตกินี
ที่มาอยู่ร่วมโดยพิธีแต่งงานหลั่งน้ำ ๑ โอภตจุมฺพตา ที่บุรุษช่วยให้พ้น
จากการแบกทุนของบนศีรษะ ๑ ทาสี ภริยา ภรรยาที่เป็นทาสี ๑
กมฺมการี ภริยา ภรรยาที่เป็นกรรมกร ๑ ธชาหฏา ที่เป็นเชลย ๑
มุหุตฺติกา ที่เป็นภรรยาชั่วครั้งคราว ๑ รวมเป็น ๑ รวมเป็น ๒๐ จำพวก ชื่อว่า
อคมนียัฏฐาน (ฐานะที่ไม่พึงเกี่ยวข้อง) สำหรับบุรุษ.
ส่วนในหญิงทั้งหลาย หญิง ๑๒ จำพวก คือ สตรีที่มีผู้หมั้นหมาย
ปกครองรักษา ๑ ที่อยู่ในอาณัติปกครองรักษา ๑ และหญิงที่ซื้อมาด้วย

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 475 (เล่ม 26)

ทรัพย์เป็นต้น ๑๐ จำพวก นี้ชื่อว่าอคมนียัฏฐานสำหรับบุรุษอื่น
ก็มิจฉาจารนี้นั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย ในเพราะอคมมียัฏฐานเว้น
จากคุณมีศีลเป็นต้น ชื่อว่ามีโทษมาก ในเพราะอคมนียัฏฐาน ถึงพร้อม
ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.
กาเมสุมิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ วัตถุอันไม่ควรถึง ๑ จิต
คิดจะเสพในวัตถุอันไม่ควรถึงนั้น ๑ ความพยายามในอันเสพ ๑ ยังมรรค
ให้ถึงมรรคหยุดอยู่ ๑. มีประโยคเดียวคือสาหัตถิกะเท่านั้น.
บทว่า มุสาวาโท ความว่า วจีประโยค หรือกายประโยค อัน
หักรานประโยชน์ของผู้มุ่งกล่าวให้ผิด เจตนาอันยังกายประโยคและวจี-
ประโยคของผู้กล่าวให้ผิดต่อผู้อื่นให้ตั้งขึ้นแก่ผู้อื่น ด้วยประสงค์จะกล่าว
ให้ผิด ชื่อว่า มุสาวาท.
อีกนัยหนึ่ง เรื่องอันไม่จริง ไม่แท้ ชื่อว่า มุสา. การยังผู้อื่น
ให้ทราบเรื่องนั้น โดยความเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ ชื่อว่า วาทะ. โดย
ลักษณะ เจตนาที่ยังวิญญัติอย่างนั้นให้ตั้งขึ้นของผู้ประสงค์จะยังผู้อื่นให้
ทราบเรื่องอันไม่จริง โดยความเป็นเรื่องจริง ชื่อว่า มุสาวาท. มุสาวาท
นั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะประโยชน์ที่มุสาวาทีบุคคลหักรานน้อย ชื่อว่า
มีโทษมาก เพราะประโยชน์ที่มุสาวาทีบุคคลหักรานมาก อนึ่ง สำหรับ
พวกคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ไม่มี เพราะไม่ประสงค์
จะให้ของ ๆ ตน ชื่อว่ามีโทษน้อย. มุสาวาทที่มุสาวาทีบุคคลเป็นพยาน
กล่าวเพื่อหักรานประโยชน์ ชื่อว่ามีโทษมาก. สำหรับพวกบรรพชิต
มุสาวาทที่เป็นไป โดยปูรณกถานัยว่า วันนี้ น้ำมันในบ้านไหลไปดุจ

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 476 (เล่ม 26)

แม่น้ำ เพราะได้น้ำมัน หรือเนยใสแม้นิดหน่อยแล้ว ประสงค์จะให้
หัวเราะกัน ชื่อว่ามีโทษน้อย. แต่มุสาวาทของผู้กล่าวสิ่งที่ตนมิได้เห็น
นั่นแล โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าเห็น ชื่อว่ามีโทษมาก.
มุสาวาทนั้น มีองค์ ๔ คือเรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะกล่าวให้ผิด ๑
ความพยายามเกิดจากจิตนั้น ๑ ผู้อื่นรู้เรื่องนั้น ๑ มีประโยคเดียว คือ
สาหัตถิกะแล. มุสาวาทนั้นพึงเห็นได้ในการทำกิริยาเป็นเครื่องกล่าวให้ผิด
ต่อผู้อื่น ด้วยกายบ้าง ด้วยของเนื่องด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ถ้าผู้อื่น
รู้เรื่องนั้น ด้วยกิริยานั้น. เจตนาที่ยังกิริยาให้ตั้งขึ้นนี้ ย่อมผูกมัดด้วย
มุสาวาทกรรมในขณะนั้นแล.
บทในบทเป็นต้นว่า ปิสุณา วาจา ความว่า คนพูดวาจาแก่ผู้
อื่นด้วยวาจาใด กระทำตนให้เป็นที่รักอยู่ในดวงใจของผู้นั้น และทำ
คนอื่นให้เสีย วาจานั้น ชื่อว่า ปิสุณวาจา. ส่วนวาจาใด ทำตนบ้าง
คนอื่นบ้างให้หยาบ. หรือวาจาใดหยาบ แม้ตนเองก็ไม่เพราะหูไม่สบาย
ใจ นี้ชื่อว่า ผรุสวาจา. คนกล่าวเพ้อเจ้อไร้ประโยชน์ เขาชื่อว่า
สัมผัสปลาปะ. แม้เจตนาที่เป็นมูลของวาจาเหล่านั้น ก็ย่อมได้ชื่อว่า
ปิสุณวาจาเป็นต้นเหมือนกัน. ก็เจตนานั้นแล ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
ในบทนั้น เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมอง อันยังกายประโยคและวจี-
ประโยคให้ตั้งขึ้น เพื่อทำลายชนเหล่าอื่นก็ดี เพื่อประสงค์จะทำตนให้เป็น
ที่รักก็ดี ชื่อว่าปิสุณวาจา. ปิสุณวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะบุคคล
ผู้ถูกปิสุณวาจีบุคคลทำความแตกกันในผู้มีคูณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก ใน
ผู้มีคุณมาก.
ปิสุณวาจานั้น มีองค์ ๔ คือ ทำลายผู้อื่น ๑ ความเป็นผู้มุ่งเพื่อ

476