ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 437 (เล่ม 26)

๓. คิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยสัญญา ทิฏฐิ วิตกเป็นต้น
[๓๖๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระตำหนัก
ที่สร้างด้วยอิฐ ใกล้หมู่บ้านของพระญาติ. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้-
มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ ทิฏฐิบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยธาตุ วิตกบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ.
[๓๖๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระ-
กิจจานะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิ
ที่ว่า พระสัมมาสัมพุทธะ ในบุคคลที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้
ย่อมปรากฏเพราะอาศัยอะไร.
[๓๖๓] พ. ดูก่อนกัจจานะ ธาตุคืออวิชชานี้ เป็นธาตุใหญ่แล
ดูก่อนกัจจานะ สัญญาที่เลว ทิฏฐิที่เลว วิตกที่เลว เจตนาที่เลว ความ
ปรารถนาที่เลว ความตั้งใจที่เลว บุคคลที่เลว วาจาที่เลว บังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยธาตุที่เลว บุคคลที่เลวนั้น ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ
ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ซึ่งธรรมที่เลว
เรากล่าวว่า อุปบัติของบุคคลที่เลวนั้น ย่อมเลว ดูก่อนกัจจานะ สัญญา
ที่ปานกลาง ทิฏฐิที่ปานกลาง วิตกที่ปานกลาง เจตนาที่ปานกลาง ความ
ปรารถนาที่ปานกลาง ความตั้งใจที่ปานกลาง บุคคลที่ปานกลาง วาจา
ที่ปานกลาง บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุที่ปานกลาง บุคคลที่ปานกลางนั้น

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 438 (เล่ม 26)

ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก
ย่อมทำให้ตื้น ซึ่งธรรมที่ปานกลาง เรากล่าวว่า อุปบัติของบุคคลที่ปาน
กลางนั้น เป็นปานกลาง ดูก่อนกัจจานะ สัญญาที่ประณีต ทิฏฐิที่ประณีต
วิตกที่ประณีต เจตนาที่ประณีต ความปรารถนาที่ประณีต ความตั้งใจ
ที่ประณีต บุคคลที่ประณีต วาจาที่ประณีต บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุ
ที่ประณีต บุคคลที่ประณีตนั้น ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อม
แต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ซึ่งธรรมที่ประณีต
เรากล่าวว่า อุปบัติของบุคคลที่ประณีตนั้น ย่อมประณีต.
จบคิญชกาวสถสูตรที่ ๓
อรรถกถาคิญชกาวสถสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในคิญชกาวสถสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ธาตุํ ภิกฺขเว ท่านแสดงว่า ธาตุคืออัธยาศัยจำเดิมแต่นี้.
บทว่า อุปฺปชฺชติ สญฺญา ความว่า สัญญา ย่อมเกิดขึ้น อัธยาศัย
ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิตก ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัย. แม้ในที่นี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงจบเทศนาด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เพื่อให้โอกาสแก่
กัจจานะนั้นด้วยพระดำริว่า กัจจานะจักถามปัญหา ดังนี้. บทว่า อสมฺมา-
สมฺพุทเธสุ ได้แก่ ในครูทั้งหก. บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ความว่า เราเป็น
พระสัมมาสัมพุทธะ เราเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ. บทว่า กึ ปฏิจฺจ
ปญฺญายติ กัจจานะถามทิฏฐิที่เกิดขึ้นแก่ครูทั้งหลายว่า เมื่ออะไรมี
ทิฏฐิจึงมี จึงถามทิฏฐิแม้ของสาวกเดียรถีย์ ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระ-
สัมมาสัมพุทธเหล่านั้น ในบุคคลที่มิใช่พระสัมมาสัมพุทธะ.

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 439 (เล่ม 26)

บัดนี้ เพราะสาวกเดียรถีย์เหล่านั้นมีทิฏฐิ เพราะอาศัยธาตุคือ
อวิชชา ก็ธาตุใหญ่ ชื่อว่า ธาตุคืออวิชชา ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงอาศัยธาตุใหญ่ ทรงแสดงความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐินั้น จึงตรัสพระ
ดำรัสเป็นต้นว่า มหตี โข เอสา. บทว่า หีนํ กจฺจาน ธาตุํ ปฏิจฺจ
ได้แก่ อาศัยอัธยาศัยเลว. บทว่า ปณิธิ แปลว่า ความตั้งจิต. ก็ความ
ตั้งจิตนี้นั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปรารถนาความเป็นหญิง หรือความ
เป็นดิรัจฉานมีลิงเป็นต้น. บทว่า หีโน ปุคฺคโล ความว่า ธรรมเลว
เหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใด แม้บุคคลนั้น ก็ชื่อว่าเลว. บทว่า
หีนา วาจา ความว่า วาจาใด เป็นวาจาของบุคคลนั้น แม้วาจานั้น
ก็จัดว่าเลว. บทว่า หีนํ อาจิกฺขติ พึงประกอบบททุกบทว่า บุคคล
นั้นแม้เมื่อบอก ก็บอกแต่สิ่งที่เลวเท่านั้น แม้เมื่อแสดง ก็แสดงแต่สิ่งที่
เลวเท่านั้น. บทว่า อุปปตฺติ ได้แก่ อุปบัติ ๒ อย่างคือ การได้เฉพาะ และ
การเกิด. การเกิด พึงทราบด้วยอำนาจกุศลที่เลวเป็นต้น การได้เฉพาะ พึง
ทราบด้วยอำนาจความเลว ๓ หมวด ในขณะจิตตุปบาท. ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ก็เพราะเขาเกิดในตระกูลต่ำ ๕ ตระกูล ชื่อว่า การเกิดที่เลว
เพราะเกิดในตระกูลแพศย์และศูทร ชื่อว่า ปานกลาง เพราะเกิดใน
ตระกูลกษัตริย์และพราหมณ์ ชื่อว่าประณีต. ก็เพราะได้เฉพาะอกุศล
จิตตุปบาท ๑๒ ดวง ชื่อว่า การได้ที่เลว เพราะการได้ธรรมที่เป็นไป
ในภูมิ ๓ ชื่อว่า ปานกลาง เพราะได้โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า ประณีต
ส่วนในที่นี้ประสงค์เอาการเกิดอย่างเดียว.
จบอรรถกถาคิญชากาวสถสูตรที่ ๓

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 440 (เล่ม 26)

๔. หีนาธิมุตติสูตร
ว่าด้วยสัตว์มีอัธยาศัยเลวและอัธยาศัยดี
[๓๖๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้า ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่
มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้า ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว
สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ย่อมคบค้า ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มี
อัธยาศัยดี แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายก็ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคม
กันแล้ว โดยธาตุเที่ยว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ได้คบค้ากันแล้ว
ได้สมาคมกันแล้วกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี
ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้วกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี แม้ใน
อนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายก็จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน โดยธาตุเทียว
คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว จักคบค้ากัน จักสมาคมกันกับสัตว์จำพวก
ที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน
กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี แม้ในปัจจุบันกาล สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมคบค้า
กัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่
มีอัธยาศัยดี ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี.
จบหีนาธิมุตติสูตรที่ ๔

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 441 (เล่ม 26)

อรรถกถาหีนาธิมุตติสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในหีนาธิมุตติสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้
บทว่า สํสนฺทนฺติ แปลว่า เป็นพวกเดียวกัน. บทว่า สเมนฺติ
ได้แก่ ย่อมสมาคมกัน คือเป็นนิรันดร. บทว่า หีนาธิมุตฺติกา แปลว่า
มีอัธยาศัยเลว. บทว่า กลฺยาณาธิมุตฺติกา แปลว่า มีอัธยาศัยดี.
จบอรรถกถาหีนาธิมุตติสูตรที่ ๔
๕. จังกมสูตร
ว่าด้วยการจงกรมของภิกษุหลายรูป
[๓๖๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ
กรุงราชคฤห์. ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรจงกรมอยู่ด้วยกันกับ
ภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
พระมหากัสสปก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้-
มีพระภาคเจ้า ท่านพระอนุรุทธก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปใน
ที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรก็จงกรมอยู่ด้วย
กันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระอุบาลีก็
จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
พระอานนท์ก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลาบรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า แม้พระเทวทัตก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกล
พระผู้มีพระภาคเจ้า.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 442 (เล่ม 26)

[๓๖๖] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นสารีบุตรกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับ
ภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนมีปัญญามาก พวก
เธอเห็นมหาโมคคัลลานะกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนมีฤทธิ์มาก พวกเธอเห็นมหากัสสปกำลัง
จงกรมอยู่ด้วยกัน กับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นธุตวาท พวกเธอเห็นอนุรุทธกำลัง
จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผู้มีทิพยจักษุ พวกเธอเห็นปุณณ-
มันตานีบุตรกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นธรรมกถึก พวกเธอเห็นอุบาลีกำลัง
จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผู้ทรงวินัย พวกเธอเห็นอานนท์
กำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 443 (เล่ม 26)

พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นพหูสูต พวกเธอเห็นเทวทัตกำลัง
จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่.
ภิ. เห็น พระเจ้าข้า.
พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนมีความปรารถนาลามก.
[๓๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากัน ย่อม
สมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้ากัน
ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี
ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี แม้ในอดีต
กาล สัตว์ทั้งหลายก็ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว โดยธาตุเทียว
คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ไค้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้วกับ
สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ได้คบค้ากันแล้ว
ได้สมาคมกันแล้วกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี แม้ในอนาคตกาล สัตว์
ทั้งหลายก็จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มี
อัธยาศัยเลว จักคบค้ากัน จักสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว
สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี จักคบค้ากัน จักสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มี
อัธยาศัยดี แม้ในปัจจุบันกาล สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคม
กัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้ากัน ย่อม
สมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ย่อม
คบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี.
จบจังกมสูตรที่ ๕

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 444 (เล่ม 26)

อรรถกถาจังกมสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในจังกมสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปสฺสถ โน แปลว่า ท่านเห็นหรือไม่. บทว่า สพฺเพ
โข เอเต ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งพระสารีบุตรเถระ
ไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้มีปัญญาว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุสาวกของเรา ผู้มีปัญญามาก คือพระสารีบุตร เป็นยอด. พวก
ภิกษุผู้มีปัญญามาก ย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถาม
ปัญหาอันลึกซึ้ง ที่กำจัดไตรลักษณะได้แล้ว ในลำดับขันธ์ ธาตุ อายตนะ
สติปัฏฐาน และโพธิปักขิยธรรม ด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้น
ย่อมตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้วแก่พวกภิกษุเหล่านั้น เหมือน
แผ่ซึ่งแผ่นดิน เหมือนยกทรายจากเชิงภูเขาสิเนรุ เหมือนทำลายภูเขา
จักรวาล เหมือนยกภูเขาสิเนรุขึ้น เหมือนขยายอากาศให้กว้างขวาง เเละ
เหมือนให้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู มหปญฺญา"
ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งพระมหาโมคคัลลานะไว้ในเอตทัคคะ
ในบรรดาภิกษุผู้มีฤทธิ์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเรา
ผู้มีฤทธิ์ คือโมคคัลลานะ เป็นยอด. พวกภิกษุผู้มีฤทธิ์ ย่อมห้อมล้อม
พระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามซึ่งบริกรรม อานิสงส์ อธิษฐาน
การกระทำต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้น ตอบปัญหาที่เขา
ถามแล้วและถามแล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วแล. เพราะ

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 445 (เล่ม 26)

เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว
ภิกฺขู มหิทฺธิกา ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งแม้พระมหากัสสปะไว้ในเอตทัคคะ
ในบรรดาภิกษุผู้ธุตวาทะว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเรา
ผู้เป็นธุตวาทะ คือมหากัสสปะ เป็นยอด. พวกภิกษุผู้ธุตวาทะ ย่อม
ห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามซึ่งการบริหารธุดงค์ อานิสงส์
การสมาทาน การอธิษฐาน ความต่างกัน ด้วยประการฉะนี้. แม้พระ
เถระนั้น ได้ตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้ว ให้แจ่มแจ้งอย่าง
นั้นเหมือนกัน แก่ภิกษุเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ธุตวาทา" ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งแม้พระอนุรุทเถระไว้ในเอตทัคคะ
ในบรรดาภิกษุผู้มีทิพยจักษุว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สาวก
ของเรา ผู้มีทิพยจักษุ คืออนุรุทธะ เป็นยอด. พวกภิกษุผู้มีทิพยจักษุ
ย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามซึ่งบริกรรม อานิสงส์
อุปกิเลสของภิกษุผู้มีทิพยจักษุด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้น ย่อม
ตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน แก่ภิกษุเหล่านั้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต
ภิกฺขเว ภิกฺขู ทิพฺพจกฺขุกา" ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งแม้พระปุณณเถระไว้ในเอตทัคคะใน
บรรดาภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเรา
ผู้ธรรมกถึก คือปุณณมันตานีบุตร เป็นยอด. พวกภิกษุผู้ธรรมกถึก ย่อม
ห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามอาการนั้น ๆ ในความย่อ

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 446 (เล่ม 26)

พิสดาร ยากง่าย และ ถ้อยคำไพเราะเป็นต้น แห่งธรรมกถาด้วยประการ
ฉะนี้ แม้พระเถระนั้น ย่อมบอกนัยธรรมกถานั้น อย่างนี้ แก่ภิกษุ
เหล่านั้นว่า ผู้มีอายุ ธรรมดาพระธรรมกถึก ควรเริ่มต้นการพรรณนาคุณ
บริษัท ในท่ามกลางควรประกาศสุญญตธรรม ที่สุดควรถือเอายอดด้วย
อำนาจสัจจะ ๔ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข
เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ธมฺมกถิกา" ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดังแม้พระอุบาลีเถระไว้ในเอตทัคคะ
ในบรรดาภิกษุผู้ทรงวินัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเรา
ผู้ทรงวินัย คืออุบาลี เป็นยอด. พวกภิกษุผู้ทรงวินัย ย่อมห้อมล้อมพระเถระ
นั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามอาบัติหนัก อาบัติเบา อาบัติแก้ไขได้ แก้ไข
ไม่ได้ อาบัติและอนาบัติด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้น ย่อมตอบ
ปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้ว แก่ภิกษุเหล่านั้น อย่างนั้นเหมือนกัน.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต
ภิกฺขเว ภิกฺขู วินยธรา ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งแม้พระอานนทเถระไว้ในเอตทัคคะใน
บรรดาภิกษุผู้พหูสูตว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเรา ผู้พหูสูต
คืออานนท์ เป็นยอด. พวกภิกษุพหูสูต ย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น
ด้วยคิดว่า เราจักถามความรู้ในพยัญชนะ ๑๐ อย่าง เหตุเกิด อนุสนธิ
เบื้องต้นและเบื้องปลายด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้น ก็บอกเรื่อง
ทั้งปวงแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า นี้ควรว่าอย่างนี้ นี้ควรถือเอาอย่างนี้. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว
ภิกฺขุ พหุสฺสุตา" ดังนี้.

446