ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 427 (เล่ม 26)

ทุติยวรรคที่ ๒
๑. สัตติมสูตร
ว่าด้วยธาตุ ๗ ประการ
[๓๕๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุ
เหล่านี้มี ๗ ประการ ธาตุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อาภาธาตุ สุภา-
ธาตุ อากาสานัญจายตนธาตุ วิญญาณัญจายตนธาตุ อากิญจัญญายตนธาตุ
เนวสัญญานาสัญญายตนธาตุ สัญญาเวทยิตนิโรธธาตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธาตุ ๗ ประการเหล่านี้แล. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อาภาธาตุ สุภาธาตุ อากาสานัญจายตนธาตุ วิญญาณัญจายตนธาตุ
อากิญจัญญายตนธาตุ เนวสัญญานาสัญญายตนธาตุ และสัญญาเวทยิต-
นิโรธธาตุ ธาตุเหล่านี้แต่ละอย่าง อาศัยอะไรจึงปรากฏได้.
[๓๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุ อาภาธาตุ
อาศัยความมืดจึงปรากฏได้ สุภาธาตุอาศัยความไม่งามจึงปรากฏได้
อากาสานัญจายตนธาตุอาศัยรูปจึงปรากฏได้ วิญญาณัญจายตนธาตุอาศัย
อากาสานัญจายตนะจึงปรากฏได้ อากิญจัญญายตนธาตุอาศัยวิญญาณัญ-
จายตนะจึงปรากฏได้ เนวสัญญานาสัญญายตนธาตุอาศัยอากิญจัญญายตนะ
จึงปรากฏได้ สัญญาเวทยิตนิโรธธาตุอาศัยนิโรธจึงปรากฏได้.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 428 (เล่ม 26)

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาภาธาตุ สุภาธาตุ อากาสานัญ-
จายตนธาตุ วิญญาณัญจายตนธาตุ อากิญจัญญายตนธาตุ เนวสัญญา-
นาสัญญายตนธาตุ สัญญาเวทยิตนิโรธธาตุ ธาตุเหล่านี้แต่ละอย่าง
บุคคลพึงเข้าถึงสมาบัติอย่างไร.
[๓๕๔] พ. ดูก่อนภิกษุ อาภาธาตุ สุภาธาตุ อากาสานัญ-
จายตนธาตุ วิญญาณัญจายตนธาตุ อากิญจัญญายตนธาตุ ธาตุเหล่านี้
แต่ละอย่าง บุคคลพึงเข้าถึงสัญญาสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนธาตุ
บุคคลพึงเข้าถึงสังขาราวเสสสนาบัติ. สัญญาเวทยิตนิโรธธาตุ บุคคลพึง
เข้าถึงนิโรธธาต บุคคลพึงเข้าถึงนิโรธสมาบัติ.
จบสัตติมสูตรที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
อรรกถาสัตติมสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสัตติมสูตรที่ ๑ แห่งทุติยวรรค.
บทว่า อาภาธาตุ ได้แก่อาโลกธาตุ. คำนั้น เป็นชื่อของอาโลก
คือฌานที่เกิดขึ้นเพราะทำบริกรรมในอาโลกกสิณ มีปีติเป็นอารมณ์.
บทว่า สุภาธาตุ ความว่า ฌานพร้อมด้วยอารมณ์ ด้วยอำนาจฌาน
ที่เกิดขึ้นในสุภกสิณ. อากาสานัญจายตนะแล ชื่อว่าอากาสานัญจายตน-
ธาตุ. สัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่าสัญญาเวทยิตนิโรธธาตุ. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อประทานโอกาสแก่ภิกษุผู้ฉลาดในอนุสนธิ นั่งแล้วใน
ที่นั้น ประสงค์จะถามปัญหา จึงยังเทศนาให้จบลง ด้วยประการฉะนี้.

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 429 (เล่ม 26)

บทว่า อนฺธการํ ปฏิจฺจ ความว่า ก็ความมืด กำหนดแล้ว
ด้วยแสงสว่าง ถึงแสงสว่าง ก็กำหนดแล้วด้วยความมืด ก็แสงสว่างนั้น
ปรากฏได้ด้วยความมืด เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
อาภาธาตุ เพราะอาศัยความมืด จึงปรากฏได้. ในบทนี้ว่า อสุภํ ปฏิจฺจ
ก็มีนัยนี้แล. ก็ความไม่งาม กำหมดแล้วด้วยความงาม และความงาม
กำหนดแล้วด้วยความไม่งาม เมื่อความไม่งามมีอยู่ ความงามก็ปรากฏ
ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า รูปํ
ปฏิจฺจ ได้แก่อาศัยรูปาวจรสมาบัติ. เพราะว่า เมื่อรูปาวจรสมาบัติ มีอยู่
ชื่อว่าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมมีได้ หรือความก้าวล่วงรูปก็มี
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้ . แม้ในวิญญาณัญจายตน-
ธาตุเป็นต้น ก็มีนัยนี้แล. บทว่า นิโรธํ ปฏิจฺจ ความว่า อาศัย
ความไม่เป็นไปซึ่งการพิจารณาขันธ์ ๔ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ เพราะอาศัย
ความดับแห่งขันธ์ จึงปรากฏได้ อาศัยความเป็นไปแห่งขันธ์ ปรากฏ
ไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้. ก็ในที่นี้
ความดับแห่งขันธ์ ๔ พึงทราบว่า นิโรธสมาบัติ. บทว่า กถํ สมาปตฺติ
ปตฺตพฺพา ความว่า บุคคลพึงเข้าถึงสมาบัติอย่างไร คือสมาบัติเช่นไร.
บทว่า สญฺญาสมาปตฺติ ปตฺตพฺพา ความว่า บุคคลพึงเข้าถึงสัญญา
สมาบัติ ชื่อว่าสัญญาสมาบัติ เพราะมีสัญญา. บทว่า สงฺขาราวเสสสมาปตฺตํ
ปตฺตพฺพา ความว่า บุคคลพึงเข้าถึงสังขาราวเสสสมาบัติ เพราะสังขาร
อันละเอียดยังเหลืออยู่. บทว่า นิโรธสมาปตฺติ ปตฺตพฺพา ความว่า
นิโรธนั่นแหละ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ พึงเข้าถึงนิโรธสมาบัติ.
จบอรรถกถาสัตติมสูตรที่ ๑

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 430 (เล่ม 26)

๒. สนิทานสูตร
ว่าด้วยวิตก ๓ อย่าง
[๓๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาทวิตกย่อม
มีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น วิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น
มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น.
[๓๕๖] ก็กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น
พยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น วิหิงสาวิตก
ย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น. อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กามสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามธาตุ ความดำริในกามบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยกามสัญญา ความพอใจในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริ
ในกาม ความเร่าร้อนเพราะกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในกาม
การแสวงหากามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะกาม ปุถุชน
ผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหากาม ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา
ใจ. พยาบาทสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะพยาบาทธาตุ ความดำริในพยาบาท
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยพยาบาทสัญญา ความพอใจในพยาบาทบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความดำริในพยาบาท ความเร่าร้อนเพราะพยาบาทบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความพอใจในพยาบาท การแสวงหาพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความเร่าร้อนเพราะพยาบาท ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหา

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 431 (เล่ม 26)

พยาบาท ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ. วิหิงสาสัญญา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยวิหิงสาธาตุ ความดำริในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพรา ะ
อาศัยวิหิงสาสัญญา ความพอใจในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริ
ในวิหิงสา ความเร่าร้อนเพราะวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจใน
วิหิงสา การแสวงหาวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยควานเร่าร้อนเพราะ
วิหิงสา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหาวิหิงสา
ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ.
[๓๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วในป่า
หญ้าแห้ง ถ้าหากเขาไม่รีบดับด้วยมือและเท้าไซร้ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์
มีชีวิตทั้งหลาย บรรดาที่อาศัยหญ้าและไม้อยู่ พึงถึงความพินาศฉิบหาย
แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่รีบละ ไม่รีบบรรเทา ไม่รีบทำให้สิ้นสุด ไม่รีบ
ทำให้ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวนอันบังเกิดขึ้นแล้ว สมณะหรือพราหมณ์
นั้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความอึดอัด คับแค้น เร่าร้อน ในปัจจุบัน
เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก พึงหวังทุคติได้.
[๓๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เนกขัมมวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น
มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อัพยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุ
บังเกิดขึ้น อวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น.
[๓๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เนกขัมมวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น
มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อัพยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุ
บังเกิดขึ้น อวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น
อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เนกขัมมสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยเนกขัมมธาตุ

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 432 (เล่ม 26)

ความดำริในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยเนกขัมมสัญญา ความพอใจใน
เนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในเนกขัมมะ ความเร่าร้อน
เพราะเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในเนกขัมมะ การแสวง
หาในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะเนกขัมมะ อริย-
สาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหาเนกขัมมะ ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓
คือ กาย วาจา ใจ อัพยาบาทสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยาบาทธาตุ
ความดำริในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยาบาทสัญญา ความพอใจ
ในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในอัพยาบาท ความเร่าร้อน
เพราะอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในอัพยาบาท การแสวง
หาในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะอัพยาบาท อริย-
สาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหาอัพยาบาท ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ
กาย วาจา ใจ อวิหิงสาสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุ ความ
ดำริในอวิหิงสาเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาสัญญา ความพอใจในอวิหิงสา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในอวิหิงสา ความเร่าร้อนเพราะอวิหิงสา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในอวิหิงสา การแสวงหาในอวิหิงสา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะอวิหิงสา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหาอวิหิงสา ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓
คือ กาย วาจา ใจ.
[๓๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วใน
ป่าหญ้าแห้ง เขาจึงรีบดับคบนั้นเสียด้วยมือและเท้า ก็เมื่อเป็นเช่นนี้
สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย บรรดาที่อาศัยหญ้าและไม้อยู่ ไม่พึงถึงความพินาศ
ฉิบหาย แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์คนใดคน

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 433 (เล่ม 26)

หนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน รีบละ รีบบรรเทา รีบทำให้หมด รีบทำให้
ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวนอันบังเกิดขึ้นแล้ว เขาย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มี
ความอึดอัด ความคับแค้น ความเร่าร้อน ในปัจจุบัน เบื้องหน้าแต่
มรณะ เพราะกายแตก พึงหวังสุคติได้.
จบสนิทานสูตรที่ ๒
อรรถกถาสนิทานสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสนิทานสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สนิทานํ นั่น เป็นภาวนปุงสกลิงค์ อธิบายว่า มีเหตุ
มีปัจจัยเกิดขึ้น. ในบทว่า กามธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ นี้ กามวิตกก็ดี
กามาวจรธรรมก็ดี ชื่อว่า กามธาตุ โดยแปลกกัน ก็เป็นอกุศลทั้งหมด
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น กามธาตุเป็นไฉน.
ความตรึก ความวิตก ความดำริ ความแนบแน่น ความบ่นถึง ความ
ยกขึ้นแห่งจิต ความดำริผิด อันประกอบด้วยกาม นี้ท่านเรียกว่า กามธาตุ.
เบื้องต่ำทำอเวจีนรกเป็นที่สุด เบื้องบนทำปรนิมมิตวสวัตตีเทพเป็นที่สุด
ที่ท่องเที่ยวไปภายในสถานที่นี้ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ อันนับเนื่องในสถานที่นี้ นี้ท่านเรียกว่า กามธาตุ.
อกุศลธรรม แม้ทั้งปวง ชื่อว่า กามธาตุ ดังนี้ . ในข้อนี้ มีถ้อยคำ ๒ อย่าง
คือ รวมกันทั้งหมด (และ) แยกกัน. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า ถ้อยคำนี้ว่า
ก็พยาบาทธาตุ และวิหิงสาธาตุ เป็นธรรมที่ท่านถือเอาแล้วด้วยกามธาตุ
ศัพท์อย่างเดียว ชื่อว่า รวมกันทั้งหมด. ส่วนถ้อยคำนี้ว่า ธรรมที่เหลือ

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 434 (เล่ม 26)

เป็นกามธาตุ ชื่อว่า แยกกัน เพราะธาตุทั้งสองเหล่านั้นมาแล้วแผนกหนึ่ง.
ในข้อนี้ ควรถือเอาถ้อยคำนี้. ชื่อว่า กามสัญญา ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัย
กามธาตุนี้ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ หรือด้วยอำนาจการประกอบพร้อม
(สัมปโยค). บทว่า กามสญฺญํ ปฏิจฺจ ความว่า ชื่อว่า ความดำริในกาม
ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามสัญญา ด้วยอำนาจประกอบพร้อม (สัมปโยค)
หรือด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย. เนื้อความในบททั้งปวง ก็พึงทราบโดยนัย
นี้แล.
บทว่า ตีหิ ฐาเนหิ แปลว่า ด้วยเหตุ ๓ อย่าง. บทว่า มิจฺฉา
ปฏิปชฺชติ ความว่า ดำเนินตามปฏิปทาที่ไม่เป็นจริง คือข้อปฏิบัติที่ไม่
นำออกจากทุกข์. ในบทว่า พฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว นี้ พยาบาทวิตกก็ดี
พยาบาทก็ดี เป็นพยาบาทธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใน
ธรรมเหล่านั้น พยาบาทธาตุเป็นไฉน ความตรึก ความวิตก ประกอบ
ด้วยพยาบาท ฯ ล ฯ นี้ท่านเรียกว่า พยาบาทธาตุ. ความอาฆาต ความ
โกรธตอบ ความโกรธ ความโกรธเคือง ของจิตในอาฆาตวัตถุ ๑๐ ฯ ล ฯ
ความที่จิตไม่พอใจ น ท่านเรียกว่า พยาบาทธา ุ. ชื่อพ า.บาทสั ญา
ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาลัยพยาบาทธาตุนี้ ด้วยอำนาจสหชาติปัจจัยเป็นต้น.
คำที่เหลือ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.
ในบทว่า วิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว นี้ วิหิงสาวิตกก็ดี วิหิงสาก็ดี
เป็นวิหิงสาธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น
วิหิงสาธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ความวิตก ที่ประกอบด้วยวิหิงสา ฯ ล ฯ
นี้ท่านเรียกว่า วิหิงสาธาตุ. บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเบียดเบียนสัตว์
ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ด้วย

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 435 (เล่ม 26)

เชือกบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง การโบย การทำให้ลำบาก การเบียดเบียน
การบีบคั้น การโกรธ การเข้าไปฆ่าผู้อื่น นี้ท่านเรียกว่า วิหิงสาธาตุ.
ชื่อวิหิงสาสัญญา ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาศัยวิหิงสาธาตุนี้ ด้วยอำนาจ
สหชาตปัจจัยเป็นต้น. คำที่เหลือแม้ในบทนี้ พึงทราบโดยนัยก่อนแล.
บทว่า ติณทาเย ได้แก่ ในป่าคือป่าหญ้า. บทว่า อนยพฺยสนํ
ได้แก่ ความไม่เจริญ คือพินาศ. ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ความว่า
พึงเห็นอารมณ์ เหมือนป่าหญ้าแห้ง อกุศลสัญญา เหมือนคบเพลิงหญ้า
สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ เหมือนสัตว์มีชีวิตอาศัยหญ้าและใบไม้ เมื่อเขาไม่
พยายามรีบดับคบเพลิงหญ้า ที่ตั้งไว้ในป่าหญ้าแห้ง สัตว์มีชีวิตเหล่านั้น
ย่อมถึงความพินาศฉิบหาย ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ไม่ละ
อกุศลสัญญาที่เกิดขึ้นด้วยวิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า
วิสมคตํ ความว่า อกุศลสัญญา ตกเข้าไปสู่อารมณ์ที่รบกวนเพราะราคะ
เป็นต้น. บทว่า น ขิปฺปเมว ปชหติ ได้แก่ ไม่รีบละเสีย ด้วยอำนาจ
วิกขัมภนะเป็นต้น. บทว่า น วิโนเทติ ได้แก่ ไม่นำออกเสีย. บทว่า
น พฺยนฺตีกโรติ ได้แก่ กระทำอกุศลสัญญานั้น ให้หมดสิ้นโดยไม่เหลือ
แม้สักว่า ภังคขณะ. บทว่า น อนภาซํ คเมติ ได้แก่ ไม่ให้ถึงความไม่มี.
น อักษรพึงนำมาใช้ในทุกบทอย่างนี้. บทว่า ปาฏิกงฺขา ได้แก่พึงหวัง
คือ ปรารถนา.
ในบทว่า เนกฺขมฺมธาตํ ภิกฺขเว นี้ เนกขัมมวิตกก็ดี กุศลธรรม
ทั้งปวงก็ดี เป็นเนกขัมมธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรม
เหล่านั้น เนกขัมมธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ความวิตกที่ประกอบด้วย

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 436 (เล่ม 26)

เนกขัมมะ ฯ ล ฯ สัมมาสังกัปปะนี้ท่านเรียกว่า เนกขัมมธาตุ . แม้ในข้อนี้
ก็มีถ้อยคำ ๒ อย่าง ก็ธาตุทั้งสองนอกนี้ ย่อมถือเอาด้วยเนกขัมมธาตุศัพท์
เพราะนับเนื่องในกุศลธรรม นี้ชื่อว่ารวมกันทั้งหมด ส่วนธาตุเหล่านั้น
พึงแสดงไว้ต่างหาก กุศลทั้งปวงที่เหลือ เว้นธาตุเหล่านั้นเสีย เป็นเนกขัมม-
ธาตุ เพราะฉะนั้น เนกขัมมธาตุนี้ จึงไม่แยกกัน. ชื่อเนกขัมมสัญญาย่อม
เกิดขึ้นเพราะอาศัยเนกขัมมาธาตุนี้ ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัยเป็นต้น.
ธรรมมีวิตกเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยสัญญาเป็นต้น ตามสมควร.
ในบทว่า อพฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว นี้ อัพยาบาทวิตกก็ดี อัพยาบาท
ก็ดี เป็นอัพยาบาทธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น
อัพยาบาทธาตุเป็นไฉน. ความตรึก ที่ประกอบด้วยอัพยาบาท ฯ ล ฯ นี้
ท่านเรียกว่า อัพยาบาทธาตุ. ความรัก ความมีไมตรีต่อกัน ความปรารถนา
ให้ผู้อื่นมีความสุขในสัตว์ทั้งหลาย เมตตาเจโตวิมุตติ นี้ท่านเรียกว่า
อัพยาบาทธาตุ. ชื่ออัพยาบาทสัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอัพยาบาทธาตุ
นี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วแล.
แม้ในบทว่า อวิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว นี้ อวิหิงสาวิตกก็ดี กรุณาก็ดี
เป็นอวิหิงสาธาตุ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในธรรมเหล่านั้น
อวิหิงสาธาตุเป็นไฉน. ความตรึกที่ประกอบด้วยอวิหิงสา ฯ ล ฯ นี้ท่าน
เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. ความกรุณา ความสงสาร การช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์
ในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้ท่านเรียกว่า อวิหิงสาธาตุ. ชื่อ
อวิหิงสาสัญญาย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุนี้ โดยนัยที่กล่าว
แล้วแล. คำที่เหลือ พึงทราบตามแนวที่กล่าวแล้วในบททั้งปวงแล.
จบอรรถกถาสนิทานสูตรที่ ๒

436