ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 417 (เล่ม 26)

รูปสัญญา ประกอบด้วยจักขุวิญญาณ. บทว่า รูปสงฺกปฺโป ความว่า
ความดำริ ประกอบด้วยจิต ๓ ดวง มีสัมปฏิจฉันนะเป็นต้น. บทว่า
รูปฉนฺโท ได้แก่ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่า มีความพอใจในรูป.
บทว่า รูปปริฬาโห ได้แก่ ชื่อว่าปริฬาหะ เพราะอรรถว่า ตามเผา
ในรูป. บทว่า รูปปริเยสนา ความว่า เมื่อความเร่าร้อนเกิดขึ้น การพา
เอาเพื่อนเห็นและเพื่อนคบไปแล้ว แสวงหาเพื่อได้รูปนั้น. ส่วนในที่นี้
สัญญา สังกัปปะ และฉันทะ ได้ในชวนวาระเดียวกันบ้าง ในชวนวาระต่าง
กันบ้าง. ส่วนปริฬาหะและปริเยสนา ได้ในชวนวาระต่างกันอย่างเดียว.
ในบทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ธาตุนานตฺตํ นี้ พึงทราบเนื้อความโดย
นัยนี้ว่า สัญญามีสภาพต่างกันมีรูปสัญญาเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยธาตุมีสภาพต่างกันมีรูปเป็นต้น.
จบอรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๗
๘. โนสัญญสูตร
ว่าด้วยความต่างแห่งสัญญา
[๓๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย . . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่าง
แห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา ฯ ล ฯ ความต่าง
แห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริฬาหะ ความต่างแห่ง

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 418 (เล่ม 26)

ปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริเยสนาหามิได้ ความต่าง
แห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริฬาหะหามิได้ ความต่าง
แห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งฉันทะหามิได้ ความต่าง
แห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสังกัปปะหามิได้ ความต่าง
แห่งธาตุบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญามิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็ความต่างแห่งธาตุเป็นไฉน รูปธาตุ ฯลฯ ธรรมธาตุ นี้เราเรียกว่า
ความต่างแห่งธาตุ.
[๓๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสัญญา ฯ ล ฯ ความต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งปริฬาหะ ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งปริเยสนาหามิได้ ความต่างแห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งปริฬาหะหามิได้ ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งฉันทะหามิได้ ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสังกัปปะหามิได้ ความต่างแห่งธาตุบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสัญญาหามิได้ เป็นไฉน ภิกษุทั้งหลาย รูปสัญญา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปธาตุ ฯ ล ฯ ธรรมสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ธรรมธาตุ ธรรมสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัญญา ฯ ล ฯ
ธรรมปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริฬาหะ ธรรมปริฬาหะบังเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริเยสนาหามิได้ ธรรมฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ธรรมปริฬาหะหามิได้ ธรรมสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมฉันทะ

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 419 (เล่ม 26)

หามิได้ ธรรมสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสังกัปปะหามิได้ ธรรม-
ธาตุบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัญญาหามิได้ ความต่างแห่งสัญญาบังเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสัญญา ฯ ล ฯ ความต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งปริฬาหะ ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งปริเยสนาหามิได้ ฯลฯ ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสังกัปปะหามิได้ ความต่างแห่งธาตุบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสัญญาหามิได้ อย่างนี้แล.
จบโนสัญญาสูตรที่ ๘
อรรถกถาโนสัญญาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ มีต่างกันเพียงปฏิเสธเท่านั้นมาแล้วอย่างนี้ว่า ธรรม
ปริฬาหะจะเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริเยสนาก็หามิได้.
จบอรรถกถาโนสัญญาสูตรที่ ๘
๙. ผัสสสูตร
ว่าด้วยความต่างแห่งผัสสะ
[๓๔๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความต่าง
แห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่างแห่งสังกัปปะ

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 420 (เล่ม 26)

บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความต่างแห่งสังกัปปะ ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งผัสสะ ความต่างแห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความ
ต่างแห่งเวทนา ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ฉันทะ ความต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ปริฬาหะ ความต่างแห่งลาภะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริเยสนา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งธาตุเป็นไฉน รูปธาตุ ฯ ล ฯ ธรรม-
ธาตุ นี้เราเรียกว่า ความต่างแห่งธาตุ.
[๓๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ฯ ล ฯ ความต่างแห่งลาภะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งปริเยสนาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปสัญญา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปธาตุ รูปสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปสัญญา
รูปผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปสังกัปปะ รูปสัมผัสสชาเวทนาบังเกิดขึ้น
ขึ้นเพราะอาศัยรูปสัมผัส รูปฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปสัมผัสสชา-
เวทนา รูปปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปฉันทะ รูปปริเยสนาบังเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยรูปปริฬาหะ รูปลาภะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปปริเยสนา
ฯ ล ฯ ธรรมสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมธาตุ ธรรมสังกัปปะ
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัญญา ธรรมสัมผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ธรรมสังกัปปะ ธรรมสัมผัสสชาเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัมผัสสะ
ธรรมฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัมผัสสชาเวทนา ธรรมปริฬาหะ
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมฉันทะ ธรรมปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 421 (เล่ม 26)

ธรรมปริฬาหะ ธรรมลาภะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริเยสนา ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาลัยความต่างแห่งธาตุ
ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา ฯ ล ฯ
ความต่างแห่งลาภะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริเยสนาอย่างนี้แล.
จบผัสสสูตรที่ ๙
อรรถกถาผัสสสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในผัสสสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปฺปชฺชติ รูปสญฺญา ได้แก่ สัญญา ย่อมเกิดขึ้นใน
อารมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า รูปสงฺกปฺโป ได้แก่ ความดำริ
ประกอบด้วยจิต ๓ ดวง ในอารมณ์นั้นแล. บทว่า รูปสมฺผสฺโส ได้แก่
ผัสสะอันถูกต้องอารมณ์นั้น ๆ. บทว่า เวทนา ได้แก่ เวทนาเมื่อเสวย
อารมณ์นั้นและ ธรรมมีฉันท์เป็นต้น มีนัยที่กล่าวแล้วแล. บทว่า
รูปลาโภ ความว่า อารมณ์อันตนแสวงหาได้ พร้อมด้วยตัณหา เรียกว่า
รูปลาภะ. นัยที่รวมไว้ทั้งหมดนี้ ครั้งแรก ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจ
ความเกิดขึ้นของธรรมทั้งปวง ในอารมณ์เดียวเท่านั้น. อีกนัยหนึ่งผสม
กับอารมณ์ที่จรมา. ครั้งแรก ธรรม ๔ เหล่านี้ คือ รูปสัญญา รูป-
สังกัปปะ ผัสสะ เวทนา มีอยู่ ในอารมณ์เป็นประจำสำหรับหน่วงเหนี่ยว
รูปไว้ จริงอยู่ อารมณ์ประจำ เป็นอารมณ์ น่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารัก ย่อมปรากฏเหมือนมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง. ส่วน
อารมณ์ที่จรมา ทำให้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ที่มีอยู่ ฟุ้งขึ้นตั้งอยู่

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 422 (เล่ม 26)

ในข้อนั้นมีเรื่องดังนี้ ได้ยินว่า บุตรอำมาตย์คนหนึ่ง อันคนอยู่
ในบ้านห้อมล้อมอยู่ท่ามกลางบ้าน ทำการงาน. ก็สมัยนั้น อุบาสิกาของเขา
ไปยังแม่น้ำ อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ อันหมู่นาง
พี่เลี้ยงแวดล้อม กลับไปเรือน. เขาเห็นแต่ไกล ให้เกิดความสำคัญขึ้นว่า
มาตุคามผู้เป็นแขกจักมี ดังนี้แล้ว จึงส่งบุรุษไป ด้วยกล่าวว่า แน่ะพนาย
ท่านจงไป จงรู้หญิงนั่นเป็นใคร. เขาไปเห็นหญิงนั้นแล้วกลับมา ถูก
ถามว่า หญิงนั่นเป็นใครเล่า จึงบอกตามความเป็นจริง อารมณ์ที่จรมา
ย่อมฟุ้งขึ้นอย่างนี้ ความพอใจที่เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ชื่อว่ารูปฉันทะ.
ความเร่าร้อนที่เกิดขึ้น เพราะทำรูปฉันทะนั้นแลให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า
รูปปริฬาหะ. การพาเอาเพื่อนไปแสวงหารูปนั้น ชื่อว่ารูปปริเยสนา.
อารมณ์ อันตนแสวงหาได้ พร้อมด้วยตัณหา ชื่อว่าลาภะ.
ฝ่ายพระจุฬติสสเถระผู้อยู่ในอุรุเวลา กล่าวว่า ผัสสะและเวทนาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาในท่ามกลาง ตามลำดับ แม้ก็จริง ถึงกระนั้น
แต่เมื่อเปลี่ยนลำดับ สัญญา ที่เกิดขึ้นในอารมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว
ชื่อว่ารูปสัญญา. ความดำริในรูปนั้นแล ชื่อว่ารูปสังกัปปะ. ความ
พอใจในรูปสังกัปปะนั้น ชื่อว่ารูปฉันทะ. ความเร่าร้อนในรูปฉันทะ
นั้น ชื่อว่ารูปปริฬาหะ. การแสวงหาในรูปปริฬาหะนั้น ชื่อว่ารูป-
ปริเยสนา. อารมณ์อันตนแสวงหาได้ พร้อมด้วยตัณหา ชื่อว่ารูปราคะ
ส่วนการถูกต้องในอารมณ์ที่ได้แล้วอย่างนี้ ชื่อว่าผัสสะ. การเสวย ชื่อว่า
เวทนา. เขาย่อมได้ธรรมสองหมวดนี้คือ รูปผัสสะ และรูปสัมผัสสชา-
เวทนา. คนทั้งหลายถือเอาอารมณ์ ชื่อวาระแห่งอารมณ์ที่ไม่ปรากฏชัด แม้

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 423 (เล่ม 26)

อื่นอีก. จริงอยู่ อารมณ์ (คือรูป ) ที่เขาวางล้อมไว้ด้วยม่านและกำแพง
หรือว่าปิดบังได้ด้วยหญ้าและใบไม้เป็นต้น. เมื่อแลดูอารมณ์นั้นอยู่คิดว่า
รูปอารมณ์นั้นอันเราเห็นแล้วครั้งหนึ่ง เราไม่เห็นรูปอารมณ์ชัด สัญญา
ที่เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ชื่อว่ารูปสัญญา. ความดำริเป็นต้นที่เกิดขึ้นในรูป
นั้นแล พึงทราบว่า ชื่อว่ารูปสังกัปปะ ความดำริในรูปเป็นต้นดังนี้. อนึ่ง
ในอารมณ์นี้ สัญญา สังกัปปะ ผัสสะ เวทนา ฉันทะ ได้ในชวนวาระ
เดียวกันบ้าง ในชวนวาระต่างกันบ้าง. ปริฬาหะ ปริเยสนา ลาภะ ได้
ในชวนวาระต่างกันเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาผัสสสูตรที่ ๙
๑๐. โนผัสสสูตร
ว่าด้วยความต่างแห่งผัสสะ
[๓๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย. . . แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ
ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา ความต่าง
แห่งผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสังกัปปะ ความต่างแห่ง
เวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ ความต่างแห่งฉันทะ
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งฉันทะ ความต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้น

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 424 (เล่ม 26)

เพราะอาศัยความต่างแห่งปริฬาหะ ความต่างแห่งลาภะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งปริเยสนา ความต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งลาภะหามิได้ ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งปริเยสนาหามิได้ ความต่างแห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งปริฬาหะหามิได้ ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งฉันทะหามิได้ ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งเวทนาหามิได้ ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งผัสสะหามิได้ ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งสังกัปปะหามิได้ ความต่างแห่งธาตุบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งสัญญาหามิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งธาตุ
เป็นไฉน รูปธาตุ ฯ ล ฯ ธรรมธาตุ นี้เราเรียกว่า ความต่างแห่งธาตุ.
[๓๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งสัญญา ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความ
ต่างแห่งสังกัปปะ ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ผัสสะ ความต่างแห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา
ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งฉันทะ ความ
ต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริฬาหะ ความต่าง
แห่งลาภะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริเยสนา ความต่างแห่ง
ปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งลาภะหามิได้ ความต่างแห่ง
ฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริฬาหะหามิได้ ความต่างแห่ง
เวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งฉันทะหามิได้ ความต่างแห่ง

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 425 (เล่ม 26)

ผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนาหามิได้ ความต่างแห่ง
สัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสังกัปปะหามิได้ ความต่างแห่ง
ธาตุบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญาหามิได้ เป็นไฉน รูปสัญญา
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปธาตุ ฯลฯ ธรรมสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ธรรมธาตุ ธรรมสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัญญา ฯลฯ ธรรม
ปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริฬาหะ ธรรมลาภะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยธรรมปริเยสนา ธรรมปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมลาภะ
หามิได้ ธรรมปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริเยสนาหามิได้ ธรรม
ปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริเยสนาหามิได้ ธรรมฉันทะบังเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยธรรมปริฬาหะหามิได้ ธรรมสัมผัสสชาเวทนาบังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยธรรมฉันทะหามิได้ ธรรมสัมผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรม
สัมผัสสชาเวทนาหามิได้ ธรรมสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรม
สัมผัสสะหามิได้ ธรรมสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสังกัปปะหามิได้
ธรรมธาตุบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมสัญญาหามิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ ความต่าง
แห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา ความต่างแห่งผัสสะ
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสังกัปปะ ความต่างแห่งเวทนาบังเกิด
ขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ ความต่างแห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยความต่างแห่งเวทนา ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย
ความต่างแห่งฉันทะ ความต่างแห่งปริเยสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่าง
แห่งปริฬาหะ ความต่างแห่งลาภะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ปริเยสนา ความต่างแห่งปริเวสนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งลาภะ

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 426 (เล่ม 26)

หามิได้ ความต่างแห่งปริฬาหะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งปริ-
เยสนาหามิได้ ความต่างแห่งฉันทะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ปริฬาหะหามิได้ ความต่างแห่งเวทนาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ฉันทะหามิได้ ความต่างแห่งผัสสะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
เวทนาหามิได้ ความต่างแห่งสังกัปปะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
ผัสสะหามิได้ ความต่างแห่งสัญญาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
สังกัปปะหามิได้ ความต่างแห่งธาตุบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่ง
สัญญาหามิได้ อย่างนี้แล.
จบโนผัสสสูตรที่ ๑๐
จบนานัตตวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ธาตุสูตร ๒. สัมผัสสสูตร ๓. โนสัมผัสสสูตร
๔. เวทนาสูตร ๕. โนเวทนาสูตร ๖. พาหิรธาตุสูตร
๗. สัญญาสูตร ๘. โนสัญญาสูตร ๙. ผัสสสูตร
๑๐. โนผัสสสูตร.
อรรถกถาโนผัสสสูตรที่ ๑๐
ในผัสสสูตรที่ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบนานัตตวรรคที่ ๑

426