ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 357 (เล่ม 26)

อรรถกถานฬกลาปิยสูตรที่ ๗
ในนฬกลาปิยสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เพราะเหตุไรท่านพระมหาโกฏฐิตะจึงถามว่า กึ นุ โข อาวุโส.
เพราะเพื่อจะทราบอัธยาศัยของพระเถระว่า ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์
อย่างไร. อีกอย่างหนึ่ง ท่านถามว่า เหล่าภิกษุในอนาคตจักรู้ว่า พระ
อัครสาวกทั้งสองในอดีต วินิจฉัยปัญหานี้แล้ว ดังนี้ก็มี. พระเถระกล่าว
คำนี้ว่า อิทาเนว โข มยํ ดังนี้ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า นามรูปที่
กล่าวว่ามีวิญญาณเป็นปัจจัยนั้นแล เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ. ก็ในบทว่า
นฬกลาปิโย นี้ ท่านมิได้นำเอามัดเหลีกเป็นต้นมาเปรียบเทียบ แต่
ท่านเปรียบเทียนดังนี้ เพื่อแสดงภาวะแห่งวิญญาณและนามรูปว่า ไม่มี
กำลังและมีกำลังเพลา. ในฐานะประมาณเท่านี้ว่า นิโรโธ โหติ ท่าน
กล่าวว่าเทศนาด้วยปัญจโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๕ ) เป็นปัจจุบัน.
บทว่า ฉตฺตึสาย วตฺถูหิ ความว่า ด้วยเหตุ ๓๖ ประการ คือใน ๑๒
บทที่ท่านแจกไว้หนหลัง แต่ละบทมี ๓ เหตุ. และในที่นี้ คุณของพระ
ธรรมกถึกเป็นที่ ๑ การปฏิบัติเป็นที่ ๒ ผลของการปฏิบัติเป็นที่ ๓ ใน
ผลของการปฏิบัตินั้น ท่านกล่าวเทศนาสมบัติด้วยนัยที่ ๑ กล่าวเสขภูมิ
ด้วยนัยที่ ๒ กล่าวอเสขภูมิด้วยนัยที่ ๓.
จบอรรถกถานฬกลาปิยสูตรที่ ๗

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 358 (เล่ม 26)

๘. โกสัมพีสูตร
ว่าด้วยชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ
[๒๖๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระมุสิละ ท่านพระปวิฏฐะ ท่าน
พระนารทะ และท่านพระอานนท์ อยู่ ณ โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี.
[๒๖๙] ครั้งนั้น ท่านพระปวิฏฐะได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระมุสิละ
ว่า ดูก่อนท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา
ความตรึกไปตามอาการ และจากการทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ท่าน
มุสิละมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จีงมีชราและมรณะ
ดังนี้หรือ.
พระมุสิละกล่าวว่า ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ
การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ และการทนต่อความเพ่งพินิจ
ด้วยทิฏฐิ ผมย่อมรู้ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา
และมรณะ. .
ป. ท่านมุสละ เว้นจากตามเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขา
ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ท่านมุสิละ
มีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ฯลฯ เพราะ
อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ. . . เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน. . .
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. . . เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี
เวทนา. . . เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ. . . เพราะนามรูปเป็น
ปัจจัย จึงมีสฬายตนะ. . . เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป. . .
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . . เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี
สังขารดังนี้หรือ.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 359 (เล่ม 26)

ม. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขา
มา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ผมย่อมรู้
ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร.
[๒๗๐] ป. ดูก่อนท่านมุสิละ อนึ่ง เว้นจากความเชื่อ ความ
พอใจ การมีญาณเฉพาะตัวว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ
ดังนี้หรือ.
ม. ดูก่อนท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง
ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ
ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ.
ป. ดูก่อนท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตาม
เขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ท่าน
มุสิละมีญาณเฉพาะตัวท่าน เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ฯ ล ฯ เพราะ
อุปาทานดับ ภพจึงดับ. . . เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ. . . เพราะ
เวทนาดับ ตัณหาจึงดับ. . . เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ. . . เพราะ
สฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ. . . เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ. . .
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ. . . เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . .
เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ดังนี้หรือ.
ม. ดูก่อนท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง
ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ
ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ.
[๒๗๑] ป. ดูก่อนท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การ

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 360 (เล่ม 26)

ฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ
ท่านมุสิละมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า ภพดับ เป็นนิพพานหรือ.
ม. ดูก่อนท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง
ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ
ผมย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า ภพดับ เป็นนิพพาน.
ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านมุสิละ ก็เป็นพระอรหันตขีณาสพ.
เมื่อพระปวิฏฐะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านมุสิละได้นิ่งอยู่.
[๒๗๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระนารทะได้กล่าวกะท่านปวิฏฐะว่า
สาธุท่านปวิฏฐะ ผมพึงได้ปัญหานั้น ท่านจงถามปัญหาอย่างนั้น ผม
จะแก้ปัญหานั้นแก่ท่าน ท่านปวิฏฐะกล่าวว่า ท่านนารทะได้ปัญหานั้น
ผมขอถามปัญหานั้นกะท่านนารทะ และขอท่านนารทะจงแก้ปัญหานั้น
แก่ผม ดูก่อนท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตาม
เขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ท่าน
นารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ
ดังนี้หรือ.
นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขา
มา ความตรึกไปตามอาการ การตนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ผม
ย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ.
ป. ท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขา
มา การตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ท่าน
นารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ฯ ล ฯ เพราะ
อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ดังนี้หรือ.

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 361 (เล่ม 26)

นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตาม
เขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ผม
ย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร.
[๒๗๓] ป. ดูก่อนท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ
การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วย
ทิฏฐิ ท่านนารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะ
จึงดับ ฯลฯ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ดังนี้หรือ.
น. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตาม
เขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ผม
ย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ.
[๒๗๔] ป. ดูก่อนท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ
การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วย
ทิฏฐิ ท่านนารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า ภพดับเป็นนิพพาน ดังนี้หรือ.
น. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขา
มา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิ ผม
ย่อมรู้ ย่อมเห็น อย่างนี้ว่า ภพดับเป็นนิพพาน.
ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านนารทะ ก็เป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ.
น. อาวุโส ข้อว่า ภพดับเป็นนิพพาน ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญา
อันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหัตขีณาสพ อาวุโส
เปรียบเหมือนบ่อน้ำในหนทางกันดาร ที่บ่อนั้นไม่มีเชือก โพงจะตักน้ำก็
ไม่มี ลำดับนั้น บุรุษถูกความร้อนแผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 362 (เล่ม 26)

เดินมา เขามองดูบ่อน้ำนั้น ก็รู้ว่ามีน้ำ แต่จะสัมผัสด้วยกายไม่ได้ ฉันใด
ดูก่อนอาวุโส ข้อว่า ภพดับเป็นนิพพาน ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอัน
ชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมให้ใช่พระอรหันตขีณาสพ ฉันนั้น
เหมือนกัน.
[๒๗๕] เมื่อท่านพระนารทะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์
ได้กล่าวกะท่านพระปวิฏฐะว่า ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ท่านชอบพูดอย่างนี้
ท่านได้พูดอะไรกะท่านนารทะบ้าง พระปวิฏฐะกล่าวว่า ท่านอานนท์
ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้พูดอะไรกะท่านนารทะ นอกจากกัลยาณธรรม
นอกจากกุศลธรรม.
จบโกสัมพีสูตรที่ ๘
อรรถกถาโกสัมพีสูตรที่ ๘
ในโกสัมพีสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญตฺเรว ความว่า ก็คนบางคนเชื่อต่อผู้อื่น ย่อมยึดถือ
ว่า ข้อที่ผู้นี้กล่าวนั้นเป็นความจริง ย่อมชอบใจเหตุที่ผู้อื่นนั่งคิดอยู่ เขา
ย่อมยึดถือตามความชอบใจว่า นั่นมีได้ คนหนึ่งยึดถือตามที่เล่ากันมาว่า
เรื่องเล่าลืออย่างนี้มีมานาน นั่นเป็นความจริง. เมื่อคนอื่นตรึกอยู่ ย่อม
ปรากฏเหตุเป็นอย่างหนึ่ง เขายึดถือโดยตรึกตามอาการว่า นั่นมิได้ ย่อม
ทนต่อทิฏฐิอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแก่อีกคนหนึ่ง ผู้คิดเพ่งพินิจถึงเหตุอยู่
เขาย่อมยึดถือด้วยความทนต่อการเพ่งพินิจด้วยทิฏฐิว่า นั่นมีได้. แต่
พระเถระปฏิเสธเหตุทั้ง ๕ เหล่านี้ เมื่อถามถึงภาวะที่แทงตลอดด้วยญาณ

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 363 (เล่ม 26)

ที่ประจักษ์ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อญฺญตฺเรว อาวุโส มุสิล สทฺธาย
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญตฺร ได้แก่เว้นเหตุมีศรัทธาเป็นต้น
อธิบายว่า เว้นจากเหตุเหล่านั้น. บทว่า ภวนิโรโธ นิพฺพานํ ได้แก่
พระนิพพานคือการดับสนิทแห่งเบญจขันธ์.
บทว่า ตุณฺหี อโหสิ ความว่า พระเถระผู้ขีณาสพ ไม่กล่าวว่า
ก็เราเป็นขีณาสพ หรือว่าไม่เป็น ได้แต่นิ่งอย่างเดียว. เพราะเหตุไร พระ
เถระจึงกล่าวว่า อายสฺมา นารโท อายสฺมนฺตํ ปวิฏฺฐํ เอตทโวจ.
เพราะเล่ากันมาว่า พระเถระนั้นคิดว่า การดับสนิทแห่งภพ ชื่อว่า
นิพพาน ปัญหานี้ พระเสขะก็ดี พระอเสขะก็ดี ควรรู้ แต่พระนารท-
เถระนี้ ให้พระปวิฏฐเถระทำด้วยอเสขภูมิ ได้กล่าวอย่างนี้ว่า เราจักให้
รู้ฐานะนี้.
บทว่า สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ ความว่า เห็นด้วยดีพร้อมด้วย
วิปัสสนาปัญญา และมรรคปัญญา. ด้วยคำว่า น จมฺหิ อรหํ
พระเถระแสดงว่า เรามิได้เป็นพระอรหันต์ เพราะยังตั้งอยู่ในอรหัต-
มรรค. ก็ญาณของท่านในบัดนี้ว่า การดับสนิทแห่งภพ ชื่อว่านิพพาน
นั้น พ้นจากปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ชื่อว่าปัจจเวกขณญาณ. บทว่า
อุทปาโน ได้แก่บ่อน้ำลึก ๒๐-๓๐ ศอก. บทว่า อุทกวารโก ได้แก่
กระบอกรดน้ำ. บทว่า อุทกนฺติ หิ โข ญาณํ อสฺส ความว่า
เมื่อยืนพิจารณาอยู่ที่ริมฝั่ง พึงมีญาณอย่างนี้. บทว่า น จ กาเยน
ผุสิตฺวา ความว่า แต่ไม่สามารถใช้กายนำน้ำออกมาถูกต้องอยู่. จริงอยู่
การเห็นพระนิพพานของพระอนาคามี เหมือนการเห็นน้ำในบ่อน้ำ.

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 364 (เล่ม 26)

พระอนาคามีเหมือนบุรุษที่ถูกความร้อนแผดเผา อรหัตมรรคเหมือนกระ-
บอกน้ำ พระอนาคามีย่อมรู้ว่า ถัดขึ้นไปย่อมมีการบรรลุอรหัตผล ด้วย
ปัจจเวกขณญาณ เหมือนบุรุษที่ถูกความร้อนแผดเผา เห็นน้ำในบ่อ.
อนึ่ง พระอนาคามีย่อมไม่ได้ที่จะทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ นั่งเข้า
ผลสมาบัติ ที่สัมปยุตด้วยพระอรหัต เพราะไม่มีอรหัตมรรค เหมือน
บุรุษนั้นไม่สามารถจะใช้กายนำน้ำออกมารดตัว เพราะไม่มีกระบอกน้ำ
ฉะนั้น.
จบอรรถกถาโกสัมพีสูตรที่ ๘
๙. อุปยสูตร
ว่าด้วยสังขารเกิดเพราะมีอวิชชา
[๒๗๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
[๒๗๗] ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย...
แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมหาสมุทรน้ำขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำ
ใหญ่น้ำขึ้น เมื่อแม่น้ำใหญ่น้ำขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำน้อยน้ำขึ้น เมื่อแม่น้ำ
น้อยน้ำขึ้น ย่อมทำให้บึงใหญ่น้ำขึ้น เมื่อบึงใหญ่น้ำขึ้น ย่อมทำให้บึงน้อย
น้ำขึ้น ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออวิชชาเกิด ย่อมทำให้สังขารเกิด
เมื่อสังขารเกิด ย่อมทำให้วิญญาณเกิด เมื่อวิญญาณเกิด ย่อมทำให้นาม-
รูปเกิด เมื่อนามรูปเกิด ย่อมทำให้สฬายตนะเกิด เมื่อสฬายตนะเกิด

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 365 (เล่ม 26)

ย่อมทำให้ผัสสะเกิด เมื่อผัสสะเกิด ย่อมทำให้เวทนาเกิด เมื่อเวทนาเกิด
ย่อมทำให้ตัณหาเกิด เมื่อตัณหาเกิด ย่อมทำให้อุปาทานเกิด เมื่อ
อุปาทานเกิด ย่อมทำให้ภพเกิด เมื่อภพเกิด ย่อมทำให้ชาติเกิด เมื่อ
ชาติเกิด ย่อมทำให้ชราและมรณะเกิด ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๒๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมหาสมุทรน้ำลง ย่อมทำให้
แม่น้ำใหญ่ลดลง เมื่อแม่น้ำใหญ่ลดลง ย่อมทำให้แม่น้ำน้อยลดลง เมื่อ
แม่น้ำน้อยลดลง ย่อมทำให้บึงใหญ่ลดลง เมื่อบึงใหญ่ลดลง ย่อมทำให้
บึงน้อยลดลง ฉันใด เมื่ออวิชชาไม่เกิด ย่อมทำให้สังขารไม่เกิด เมื่อ
สังขารไม่เกิด ย่อมทำให้วิญญาณไม่เกิด เมื่อวิญญาณไม่เกิด ย่อมทำให้
นามรูปไม่เกิด เมื่อนามรูปไม่เกิด ย่อมทำให้สาฬายตนะไม่เกิด เมื่อ
สฬายตนะไม่เกิด ย่อมทำให้ผัสสะไม่เกิด เมื่อผัสสะไม่เกิด ย่อมทำให้
เวทนาไม่เกิด เมื่อเวทนาไม่เกิด ย่อมทำให้ตัณหาไม่เกิด เมื่อตัณหาไม่
เกิด ย่อมทำให้อุปาทานไม่เกิด เมื่ออุปาทานไม่เกิด ย่อมทำให้ภพไม่เกิด
เมื่อภพไม่เกิด ย่อมทำให้ชาติไม่เกิด เมื่อชาติไม่เกิด ย่อมทำให้ชราและ
มรณะไม่เกิด ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบอุปสูตรที่ ๙
อรรถกถาอุปยสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปยนฺโต ความว่า ไหลลนไปเวลาน้ำขึ้น. บทว่า
มหานทิโย ได้แก่แม่น้ำใหญ่ มีแม่น้ำคงคาและยมุนาเป็นต้น. บทว่า
อุปยาเปติ ความว่า ให้ล้นไป อธิบายว่า ให้เพิ่ม คือให้เต็ม. บทว่า อวิชฺชา

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 366 (เล่ม 26)

อุปยนฺติ ความว่า อวิชชา ย่อมไหลไปเบื้องบนหรือสามารถเป็นปัจจัย
แก่สังขารทั้งหลาย. บทว่า สงฺขาเร อุปยาเปติ ความว่า ย่อมยังสังขารใน
เบื้องบนให้เป็นไป คือให้เจริญ. พึงทราบความทุกๆ บทด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อปฺยนฺโต ได้แก่ปราศไป คือแล่นลง. บทว่า อวิชฺชา อปยนฺติ
ความว่า อวิชชาไปปราศ คือแล่นลง ย่อมไม่สามารถเป็นปัจจัยแก่สังขาร
ในเบื้องบน. บทว่า สงฺขาเร อปยาเปติ ได้แก่ย่อมไม่ยังสังขารให้
ดำเนินไป. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
จบอรรถกถาอุปยสูตรที่ ๙
๑๐. สุสิมบุตร
ว่าด้วยการหลุดพ้นด้วยปัญญา
[๒๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กลัน-
ทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดา
และมนุษย์ทั้งมวลสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ แม้ภิกษุสงฆฺ
อันเทวดาและมนุษย์ทั้งมวลก็สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง
ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้ แต่
พวกปริพาชกเดียรถีย์อื่น อันเทวดาและมนุษย์ทั้งมวลไม่ลักการะ ไม่
เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ไม่ยำเกรง ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และเภสัชบริขารเป็นปัจจัยแก่คนไข้

366