ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 347 (เล่ม 26)

โดยความเป็นภัย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นจักละตัณหาได้ ฯ ล ฯ
เรากล่าวว่า สมณหรือพราหมณ์เหล่านั้นจักพ้นจากทุกข์ ดังนี้ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาล
ย่อมเห็นอารมณ์อันเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลกนั้น โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน โดยความ
เป็นโรค โดยความเป็นภัย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมละตัณหาได้
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดย่อมละตัณหาได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
ชื่อว่าย่อมละอุปธิได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดย่อมละอุปธิได้ สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมละทุกข์ได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
ย่อมละทุกข์ได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมพ้นจากชาติ ชรา
มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ดังนี้.
[๒๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แก้วเหล้าที่พร้อมด้วยสี กลิ่น และ
รส แต่ว่าเจือด้วยยาพิษ ทันใดนั้น มีบุรุษเดินฝ่าความอบอ้าวเหน็ดเหนื่อย
เมื่อยล้ามา ระหายน้ำ คนทั้งหลายจึงได้พูดกะบุรุษผู้นั้นอย่างนี้ว่า นาย
แก้วเหล้าที่ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรส แต่ว่าเจือด้วยยาพิษ ถ้าท่าน
ประสงค์ ก็จงดื่มเถิด เพราะว่าเมื่อดื่มเหล่านั้น ก็จักซาบซ่านด้วยสีบ้าง
กลิ่นบ้าง รสบ้าง ก็แหละครั้นดื่มเข้าไปแล้ว ตัวท่านจักถึงความตาย
หรือทุกข์แทบตาย เพราะการดื่มนั้นเป็นเหตุ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ลำดับนั้น บุรุษนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า เหล้านี้เราดื่มแล้ว เราอาจจะบรรเทา
ได้ด้วยน้ำเย็น ด้วยเนยใส ด้วนน้ำข้าวสัตตุเค็ม หรือด้วยน้ำชื่อโลณโสจิรกะ
แต่เราไม่ดื่มเหล่านั้นเลย เพราะไม่เป็นประโยชน์ มีแต่ทุกข์แก่เราช้า

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 348 (เล่ม 26)

นาน เขาพิจารณาดูแก้วเหล่านั้นแล้ว ไม่พึงดื่ม เขาทั้งเสีย เขาก็ไม่
เข้าถึงความตาย หรือความทุกข์แทบตาย เพราะการดื่มนั้นเป็นเหตุ
แม้ฉันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งใน
อดีตกาล เห็นอารมณ์อันเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลกนั้น โดยความเป็น
ของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน โดย
ความเป็นโรค โดยความเป็นภัยแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า
ละตัณหาได้แล้ว สมณหรือพราหมณ์เหล่าใดละตัณหาเสียได้ สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าสู่อุปธิได้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละ
อุปธิเสียได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้แล้ว สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่าใดละทุกข์เสียได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า
พ้นแล้วจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ
อุปายาส เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นพ้นแล้วจากทุกข์ ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล
ฯ ล ฯในปัจจุบันกาล ย่อมเห็นอารมณ์อันเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจในโลก โดย
ความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน
โดยความเป็นโรค โดยความเป็นภัย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า
ย่อมละตัณหาได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดย่อมละตัณหาได้ สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมละอุปธิได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
ย่อมละอุปธิได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมละทุกข์ได้ สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่าใดย่อมละทุกข์ได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า
ย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 349 (เล่ม 26)

อุปายาส เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมพ้นจากทุกข์ได้
ดังนี้.
จบสัมมสสูตรที่ ๖
อรรถกถาสัมมสสูตรที่ ๖
ในสัมมสสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อามนฺเตสิ ความว่า ถามว่า เพราะเหตุไรจึงตรัสเรียก.
ตอบว่า เพราะพระธรรมเทศนาสุขุมนำพระไตรลักษณ์มาปรากฏ.
เล่ากันว่า ในชนบทนั้น พวกมนุษย์เป็นคนมีเหตุผล มีปัญญา
ได้ยินว่า โภชนาหารทั้งหลายในชนบทนั้นละเอียดอ่อน. เมื่อประชาชน
บริโภคโภชนาหารเหล่านั้น ปัญญาก็งอกงาม พวกเขาสามารถแทงตลอด
ธรรมกถาที่ลึกซึ่งซึ่งนำพระไตรลักษณ์มาได้ เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้-
มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรที่ลึกซึ่งแม้อื่น ๆ มีอาทิอย่างนี้คือ มหา-
สติปัฏฐานสูตร มหานิทานสูตร อาเนญชสัมมายสูตร ในทีฆนิกายและ
มัชฌิมนิกาย จูฬนิทานสูตรเป็นต้นในสังยุตตนิกาย ในชนบทนั้นทีเดียว.
บทว่า สมฺมสถ โน ได้แก่พิจารณาหนอ. บทว่า อนฺตรํ สมฺมสํ
ได้แก่พิจารณาปัจจัยในภายใน. บทว่า น โส ภิกฺขุ ภควโต จิตฺตํ
อาราเธสิ ความว่า ภิกษุนั้นไม่พยากรณ์อย่างนั้น เมื่อพยากรณ์ด้วย
อำนาจอาการ ๓๒ จึงไม่อาจยึดพระอัธยาศัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี
พระประสงค์จะให้พยากรณ์ด้วยอำนาจปัจจยาการ.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า เทศนาไม่ไปตามอนุสนธิ ได้ตรัส
คำนี้เพื่ออุเทศนาคำนั้นไปตามอนุสนธิ. บทว่า เตนหานนฺท สุณาถ นี้

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 350 (เล่ม 26)

เป็นบทไม่แตกต่างกันในพุทธวจนะคือพระไตรปิฎก จริงอยู่ ในที่อื่นชื่อว่า
คำที่กล่าวอย่างนี้ไม่มี. บทว่า อุปธินิทานํ ได้แก่มีอุปธิคือขันธ์เป็นเหตุ
จริงอยู่ ขันธ์ ๕ ในที่นี้ท่านเรียกว่า อุปธิ. อุปฺปชฺชติ แปลว่า ย่อมเกิด.
บทว่า นิวิสติ ความว่า ย่อมยึดมั่นด้วยอำนาจความประพฤติบ่อย ๆ.
บทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ ความว่า รูปใดเป็นปิยสภาวะและ
มธุรสภาวะในโลก. พึงทราบวินิจฉัยคำว่า จกฺขุํ โลเก เป็นต้น
ดังต่อไปนี้ จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายในโลกยึดมั่นโดยถือว่าเป็นของเราในจักษุ
เป็นต้น ตั้งอยู่ในสมบัติ สำคัญปสาทรูปทั้ง ๕ อันผ่องใสโดยทำนองแห่ง
การยึดถือจักษุของตนว่าเป็นนิมิตในแว่นกระจกเป็นต้น เหมือนสีหบัญชร
แก้วมณีที่ยกขึ้นในวิมานทอง ย่อมสำคัญจักษุปสาทนั้นเหมือนก้านเงินและ
สายสังวาล สำคัญฆานปสาทที่ได้โวหารว่า ตงฺคนาสา (จมูกสูง) เหมือน
เกลียวหรดาลที่เข้าวางไว้ สำคัญชิวหาปสาทนุ่มสนิท เป็นที่รับรสอร่อย
เหมือนผ้ากัมพลอ่อน สำคัญกายปสาทเหมือนเมล็ดสาละ และเสาระเนียด
ทองคำ สำคัญใจว่าใหญ่ยิ่งไม่เหมือนกับใจของชนเหล่าอื่น. บทว่า
นิจฺจโต อทฺทกฺขุํ ความว่า ได้เห็นว่าเที่ยง. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้.
บทว่า น ปริมุจฺจึสุ ทุกฺขสฺมา ความว่า หลุดพ้นจากวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น.
บทว่า ทกฺขิสฺสนฺติ แปลว่า จักเห็น. บทว่า อาปานียกํโส เป็นชื่อ
ของขันจอก ก็เพราะเหตุที่ชนทั้งหลายดื่มน้ำในขันจอกนี้ ฉะนั้น จึงเรียก
ว่า อาปานีย. อาปานีย นั้นด้วย กํส ด้วย ชื่อว่า อาปานียกํส
คำว่า อาปานียกํส นี้เป็นชื่อของขันจอกสำหรับใส่สุราใส. แต่ที่มันตั้ง
อยู่ในขันสำริดนั่นแล ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น เพราะพระบาลีว่า วณฺณ-
สมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยสี. บทว่า ฆมฺมาภตตฺโต แปลว่า ถูกความ

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 351 (เล่ม 26)

ร้อนแผดเผา. บทว่า ฆมฺมปเรโต แปลว่า ถูกความร้อนสัมผัสแล้ว
แล่นไปตาม. บทว่า ปิวโต หิ โข ตํ ฉาเทสฺสติ ความว่า น้ำดื่ม
นั้นจักเป็นที่ชอบใจของผู้ดื่ม หรือจักทำให้เกิดความยินดีแผ่ไปทั่วสรีระตั้ง
อยู่. บทว่า อปฺปฏิสงฺขา แปลว่า ไม่ได้พิจารณา.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีคำเปรียบเทียบข้ออุปมาดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ อารมณ์ที่เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก พึงเห็นเหมือนขันสำริด
สำหรับใส่น้ำดื่ม. ปุถุชนผู้อาศัยวัฏฏะ เหมือนบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผา
ชนผู้ถูกอารมณ์ที่เป็นปิยรูปสาตรูปเชื้อเชิญในโลก เหมือนบุรุษผู้ถูกเชิญ
ด้วยขันสำริดสำหรับใส่น้ำดื่ม กัลยาณมิตรมีอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น
เหมือนมนุษย์ผู้เชิญให้ดื่มน้ำ บอกคุณสมบัติและโทษในขันสำริดสำหรับ
ใส่น้ำดื่ม, อาจารย์หรือพระอุปัชฌาย์ ย่อมบอกคุณและโทษในกามคุณ ๕
แก่ภิกษุ เหมือนมนุษย์ผู้ยืนอยู่ในร้านตลาดบอกคุณและโทษในขันสำริด
สำหรับใส่น่าดื่มแก่บุรุษนั้น ในอุปมานั้นเปรียบเหมือนเมื่อเขาบอกกล่าว
ถึงคุณและโทษในขันสำริดใส่น้ำดื่มแล้ว บุรุษนั้น ด้วยคุณสมบัติมีสีเป็นต้น
นั่นเองก็เกิดความระหายฉับพลันว่า "ถ้าจักตาย ก็จักรู้กันทีหลัง" ไม่
พิจารณาโดยรอบคอบแล้วดื่มน้ำในขันสำริดนั้น ก็ประสบความตายหรือ
ทุกข์ปางตายฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ถูกอาจารย์และพระ-
อุปัชฌาย์แสดงอานิสงส์และโทษอย่างนี้ว่า อัสสาทะเป็นเพียงโสมนัสที่เกิด
ขึ้นในกามคุณ ๕ ด้วยอำนาจการเห็นเป็นต้น แต่โทษมีประการต่าง ๆ
เป็นอันมากเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ กามทั้งหลายมีคุณน้อย มี
ทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แล้วโอวาทอย่างนี้ว่า เธอจงปฏิบัติสมณ-
ปฏิปทา จงคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จงรู้จักประมาณในโภชนะ

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 352 (เล่ม 26)

จงประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเป็นเครื่องตื่น ดังนี้ เพราะตนมีจิตถูก
อัสสาทะผูกพันจึงระรานอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ว่า ถ้าจักมีโทษมีประการ
ดังกล่าวแล้วไซร้ ผมจักรู้ในภายหลัง แล้วละอุเทศ (การศึกษา) และ
ปริปุจฉา ( การสอบถาม) เป็นต้น และวัตรปฏิบัติ พูดแต่เรื่องโลกามิส
บอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคนเลว เพราะปรารถนาจะบริโภคกาม ต่อแต่
นั้นบำเพ็ญทุจริต ๓ ถูกเจ้าหน้าที่จับตัวได้ในขณะตัดช่องย่องเบาเป็นต้น
แสดงต่อพระราชาว่า ผู้นี้เป็นโจร ก็ประสบอนิฏฐผลมีการถูกตัดมือตัดเท้า
เป็นต้น หรือถูกตัดศีรษะในโลกนี้แล แล้วยังจะเสวยทุกข์เป็นอันมากใน
อบายทั้งสี่ในสัมปรายภพ.
บทว่า ปานีเยน วา วิเนตุํ ความว่า นำไปด้วยน้ำเย็น. บทว่า
ทธิมณฺฑเกน ได้แก่ด้วยนมส้มที่ใส. บทว่า มฏฺฐโลณิกาย ได้แก่ด้วย
ข้าวสัตตุและน้ำดื่มที่เค็ม. บทว่า โลณโสจิรเกน ได้แก่โลณโสจิรกะที่
ทำโดยใส่ข้าวเปลือกผลไม้และผลดองดึงเป็นต้น ทุกอย่างทำให้เป็นยา
ดองชื่อโสณโสจิรกะ ด้วยยาดองชื่อโสณโสจิรกะนั้น.
ก็ในข้อนี้มีการเปรียบเทียบข้ออุปมาดังนี้ พระโยคาวจรในเวลา
อาศัยวัฏฏะ พึงเห็นเหมือนบุรุษถูกความร้อนแผดเผา การบรรลุอรหัต-
ผลของภิกษุผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของอุปัชฌาย์อาจารย์ กำหนดทวาร ๖
เป็นต้น เจริญวิปัสสนาโดยลำดับ พึงเห็นเหมือนบุรุษนั้นพิจารณาแล้วละ
ขันสำริดสำหรับใส่น้ำดื่ม บรรเทาความกระหายด้วยน้ำดื่มเป็นต้น มรรค
๔ พึงเห็นเหมือนฐานะ ๔ มีน้ำดื่มเป็นต้น เวลาที่พระขีณาสพดื่มน้ำคือ
มรรค  ๔ บรรเทาตัณหา ไปสู่ทิศทางพระนิพพานที่ไม่เคยไป พึงทราบ

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 353 (เล่ม 26)

เหมือนการพี่บุรุษดื่มน้ำดื่ม ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรเทาความ
กระหายสุรามีความสุข ไปตามทิศทางที่ปรารถนา.
จบอรรถกถาสัมมสสูตรที่ ๖
๗. นฬกลาปิยสูตร
ว่าด้วยปัจจัยให้มีชราและมรณะ
[๒๖๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ
อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี. ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น
ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่
อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก
ถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๒๖๔] ท่านพระมหาโกฏฐิตะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวคำนี้
กะท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร ชราและมรณะ ตนทำเอง ผู้อื่น
ทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่าชราและมรณะบังเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้.
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโกฏฐิตะ ชราและมรณะ ตน
ทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่
บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่ว่า
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ.
โก. ท่านสารีบุตร ชาติ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเอง
ทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่าชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่น
ไม่ได้ทำให้.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 354 (เล่ม 26)

สา. ท่านโกฏฐิตะ ชาติ ตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่
ทั้งตนทำเอง ทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้
ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ.
โก. ท่านสารีบุตร ภพตนทำเอง ฯ ล ฯ อุปาทานตนทำเอง. . .
ตัณหาตนทำเอง. . . เวทนาตนทำเอง. . . ผัสสะตนทำเอง. . .สฬายตนะ
ตนทำเอง. . . นามรูปตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้
หรือว่านามรูปบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้.
สา. ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่
ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ นามรูปบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้
ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี
นามรูป.
โก. ท่านสารีบุตร วิญญาณตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเอง
ทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่าวิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่น
ไม่ได้ทำให้.
สา. ท่านโกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่
ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ วิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้
ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี
วิญญาณ.
[๒๖๕] โก. เราทั้งหลายเพิ่งรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตร ใน
บัดนี้เอง อย่างนี้ว่า ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้
ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตน

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 355 (เล่ม 26)

ไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี
นามรูป.
อนึ่ง เราทั้งหลายรู้ชัดภาษิตของท่านสารบุตรในบัดนี้เอง อย่างนี้ว่า
ท่านโกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูป
เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ.
ท่านสารีบุตร ก็เนื้อความของภาษิตนี้ เราทั้งหลายจะพึงเห็นได้
อย่างไร.
[๒๖๖] สา. ดูก่อนอาวุโส ถ้าเช่นนั้น ผมจักเปรียบให้ท่าน
ฟัง ในโลกนี้บุรุษผู้ฉลาดบางพวกย่อมรู้ชัดเนื้อความของภาษิตได้ แม้
ด้วยอุปมา.
อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ไค้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน
ฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะ
เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล.
ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้า
ดึงอีกกำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณ
จึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะ
จึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ. ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวล
นี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล.

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ – หน้าที่ 356 (เล่ม 26)

[๒๖๗] โก. น่าอัศจรรย์ ท่านสารีบุตร ไม่เคยมีมา ท่าน
สารีบุตร เท่าที่ท่านสารีบุตรกล่าวนี้ เป็นอันกล่าวดีแล้ว ก็แลเราทั้งหลาย
พลอยยินดีสุภาษิตนี้ของท่านสารีบุตรด้วยเรื่อง ๓๖ เรื่องเหล่านี้.
ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ
ชราและมรณะ ควรกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก.
ถ้าภิกษุปฏิบัติ เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชรา
และมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
ถ้าภิกษุหลุดพ้น เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด
เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุ
บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.
ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ
ดับชาติ ฯ ล ฯ ภพ. . . อุปาทาน. . . ตัณหา. . . เวทนา. . . ผัสสะ. . .
สฬายตนะ. . . นามรูป. . . วิญญาณ. . . สังขารทั้งหลาย. . . อวิชชา
ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก.
ถ้าภิกษุปฏิบัติ เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับอวิชชา
ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
ถ้าภิกษุหลุดพ้น เพราะความหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะ
ความดับ เพราะความไม่ถือมั่นอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุ
นิพพานในปัจจุบัน.
จบนฬกลาปิยสูตรที่ ๗

356